บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
132.50
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=4179 out_tok=2244 at=2026-07-26T09:54:14 -->
# TOPP กำไรสุทธิ Q3/64 หดตัว 24.8% รับแรงกดดันยอดขายสติกเกอร์วูบ
## รายได้รวมโตเล็กน้อย แต่กำไรขั้นต้นวูบหนัก เหตุปัจจัยพิเศษปีก่อนหนุนยอดขายน้ำยาฆ่าเชื้อ
บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน) หรือ TOPP รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 21.04 ล้านบาท ลดลง 24.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 27.99 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะเติบโตเล็กน้อย แต่กำไรขั้นต้นกลับปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหลักมาจากยอดขายในส่วนสติกเกอร์ที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ TOPP ในไตรมาส 3 ปี 2564 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **"การลดลงอย่างมากของยอดขายและกำไรขั้นต้นในส่วนงานสติกเกอร์"** ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากปัจจัยพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงเดียวกันของปีก่อน
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ในไตรมาส 3 ปี 2563 บริษัทได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในระลอกแรก ทำให้มีความต้องการสินค้าประเภทน้ำยาฆ่าเชื้อโรคสูง ส่งผลให้บริษัทได้รับคำสั่งซื้อฉลากกาวสำหรับสินค้าดังกล่าวเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ในปี 2564 ตลาดมีผู้ผลิตสินค้าประเภทน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของลูกค้าในกลุ่มนี้ลดลง และกระทบโดยตรงต่อคำสั่งซื้อฉลากกาวของ TOPP ทำให้ยอดขายในส่วนสติกเกอร์ลดลงถึง 24.9% หรือ 27.86 ล้านบาท และส่งผลให้กำไรขั้นต้นในส่วนนี้ลดลงถึง 55.4% หรือ 14.01 ล้านบาท
ในทางตรงกันข้าม ส่วนงานฟิล์มพลาสติกกลับมียอดขายเพิ่มขึ้น 13.2% หรือ 33.94 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการปรับราคาขายตามราคาเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบที่สูงขึ้น ประกอบกับการกลับรายการประมาณการสำรองสินค้าล้าสมัยจำนวน 1.62 ล้านบาทในไตรมาส 3 ปีนี้ เทียบกับการตั้งสำรอง 8.35 ล้านบาทในปีก่อน ทำให้กำไรขั้นต้นในส่วนฟิล์มพลาสติกเพิ่มขึ้น 24.8% หรือ 6.19 ล้านบาท
นอกจากนี้ รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 119.9% หรือ 3.32 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากการจำหน่ายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม และรายได้จากการขายเศษฟิล์มพลาสติกที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาด
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ลักษณะครั้งคราว** ปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการในไตรมาสนี้ คือ การเปรียบเทียบกับฐานที่สูงผิดปกติในปี 2563 จากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ซึ่งเป็นปัจจัยพิเศษที่คาดว่าจะไม่เกิดขึ้นต่อเนื่องในลักษณะเดียวกันนี้อีก ในขณะที่ส่วนงานฟิล์มพลาสติกมีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากการปรับราคาขายตามวัตถุดิบและปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การกลับมาของคำสั่งซื้อในส่วนสติกเกอร์ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ตลาดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคและคู่แข่งต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 24.8% YoY:** อยู่ที่ 21.04 ล้านบาท จาก 27.99 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 2.4% YoY:** อยู่ที่ 399.04 ล้านบาท จาก 389.66 ล้านบาท
* **กำไรขั้นต้นลดลง 12.4% YoY:** อยู่ที่ 45.85 ล้านบาท จาก 52.34 ล้านบาท
* **ยอดขายสติกเกอร์วูบ 24.9% YoY:** จากผลกระทบคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ลดลงหลังตลาดมีการแข่งขันสูงขึ้น
* **ยอดขายฟิล์มพลาสติกเติบโต 13.2% YoY:** ได้รับแรงหนุนจากราคาเม็ดพลาสติกที่สูงขึ้นและการกลับรายการสำรองสินค้าล้าสมัย
* **ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น:** จากสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนลดลง
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน) ในไตรมาส 3 ปี 2564 มีรายได้จากการขายรวม 399.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 389.66 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรขั้นต้นกลับลดลง 12.4% หรือ 6.49 ล้านบาท มาอยู่ที่ 45.85 ล้านบาท จาก 52.34 ล้านบาทในปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดนี้ลดลง 24.8% หรือ 6.95 ล้านบาท มาอยู่ที่ 21.04 ล้านบาท จาก 27.99 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบ:** ในส่วนของฟิล์มพลาสติก บริษัทสามารถปรับราคาขายตามราคาเม็ดพลาสติกที่สูงขึ้นได้ ซึ่งช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
* **การระบายสินค้าคงคลัง:** การสามารถระบายสินค้าคงคลังที่เคยตั้งสำรองไว้ได้ ช่วยเพิ่มกำไรขั้นต้นในส่วนฟิล์มพลาสติก
* **รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น:** กำไรจากการจำหน่ายหน่วยลงทุนและรายได้จากการขายเศษฟิล์มพลาสติกช่วยเสริมรายได้โดยรวม
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักมีความผันผวนตามตลาดโลก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนและราคาขาย
* **การแข่งขันในตลาดสติกเกอร์:** การแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดสินค้ากลุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อโรคส่งผลโดยตรงต่อคำสั่งซื้อฉลากกาวของบริษัท
* **การลดลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษี:** การที่สัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานของกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนลดลง ทำให้ภาระภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น
* **สถานการณ์ COVID-19:** การแพร่ระบาดของโรคยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานในอุตสาหกรรม
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* แนวโน้มยอดขายและคำสั่งซื้อในส่วนสติกเกอร์ โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
* การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติก และความสามารถในการปรับราคาขายในส่วนฟิล์มพลาสติก
* การกลับมาของคำสั่งซื้อพิเศษ หรือปัจจัยพิเศษที่เคยหนุนผลประกอบการในปีก่อน
* การเปลี่ยนแปลงของสิทธิประโยชน์ทางภาษี และผลกระทบต่อภาระภาษีเงินได้
* การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง โดยเฉพาะสินค้าที่อาจมีความเสี่ยงล้าสมัย
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
**Utilization & Order Book:** เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization) หรือมูลค่าคำสั่งซื้อคงค้าง (Order Book) โดยตรง แต่จากข้อมูลยอดขายที่ลดลงในส่วนสติกเกอร์ บ่งชี้ถึงคำสั่งซื้อที่ลดลง ในขณะที่ส่วนฟิล์มพลาสติกมียอดขายเพิ่มขึ้น อาจสะท้อนถึงคำสั่งซื้อที่ยังคงมีอยู่หรือเพิ่มขึ้น
**ราคาวัตถุดิบ & GPM:** ราคาเม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบหลักปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก ซึ่งบริษัทได้ปรับราคาขายตาม ทำให้กำไรขั้นต้นในส่วนฟิล์มพลาสติกเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนสติกเกอร์ แม้จะไม่ได้ระบุราคาวัตถุดิบโดยตรง แต่ยอดขายที่ลดลงส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
**ส่งออก & ค่าเงิน:** เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วนการส่งออก หรือผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
**สินค้าคงคลัง:** มีการกล่าวถึงการกลับรายการประมาณการสำรองสินค้าล้าสมัยในส่วนฟิล์มพลาสติก ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการระบายสินค้าได้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสาร MD&A ฉบับนี้ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงิน เช่น สินทรัพย์ หนี้สิน หรือกระแสเงินสด
## สรุปท้าย
TOPP ในไตรมาส 3 ปี 2564 เผชิญแรงกดดันจากกำไรสุทธิที่ลดลง 24.8% แม้รายได้รวมจะเติบโตเล็กน้อย โดยมีหัวใจสำคัญมาจากยอดขายและกำไรขั้นต้นในส่วนสติกเกอร์ที่ลดลงอย่างมาก เนื่องจากการเปรียบเทียบกับฐานที่สูงผิดปกติจากคำสั่งซื้อสินค้ากลุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในปี 2563 ในขณะที่ส่วนฟิล์มพลาสติกยังคงเติบโตได้ดีจากการปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและมีการกลับรายการสำรองสินค้าล้าสมัย แม้จะมีโอกาสจากการปรับราคาขายและรายได้อื่น แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ การแข่งขัน และสถานการณ์ COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในรอบถัดไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TOPP ไตรมาส 3/2564
รายได้รวม
403.46
ล้านบาท
↓ 9.5% YoY
กำไรขั้นต้น
47.68
ล้านบาท
↓ 2.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11.82
%
กำไรสุทธิ
25.83
ล้านบาท
↓ 4.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
6.40
%
D/E Ratio
0.19
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
403
↓ -9.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
48
↓ -2.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
26
↓ -4.9%
YoY
D/E Ratio
0.19
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TOPP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.19
ROE (%)
6.51
ROA (%)
6.63
Book Value/หุ้น
297.89
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TOPP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-92
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-54
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TOPP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-91.97
-190.01%
|
102.18
+11,380.90%
|
0.89
-101.89%
|
-46.99
+876.92%
|
-4.81
-101.61%
|
297.92
+300.97%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-53.91
-25.03%
|
-71.91
-193.58%
|
76.84
-124.11%
|
-318.72
+118.66%
|
-145.76
-15.12%
|
-171.72
+47.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
40.36
-24.04%
|
53.13
-3,642.00%
|
-1.50
-314.29%
|
0.70
-122.95%
|
-3.05
-93.30%
|
-45.52
+62.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-105.53
-226.52%
|
83.41
-21.27%
|
105.94
-41.12%
|
179.93
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
191.71
+73.29%
|
110.63
-59.91%
|
275.94
+187.41%
|
96.01
-18.33%
|
117.56
+218.76%
|
36.88
-65.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
334.19
+74.32%
|
191.71
+73.29%
|
110.63
-59.91%
|
275.94
+187.41%
|
96.01
-18.33%
|
117.56
+218.76%
|