บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
134.00
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3760 out_tok=2550 at=2026-07-27T13:39:15 -->
# TOPP กำไรสุทธิ Q2/64 ดิ่ง 59.3% รับยอดขายสติกเกอร์วูบ เหตุฐานปีก่อนสูง
## รายได้รวมหด 11.8% ฉุดกำไรขั้นต้นวูบตาม ขณะส่วนฟิล์มโตหนุนบางส่วน
บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน) หรือ TOPP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 19.89 ล้านบาท ลดลงถึง 59.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 48.81 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายรวมลดลง 11.8% สาเหตุหลักมาจากยอดขายในส่วนของสติกเกอร์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าส่วนของฟิล์มจะเติบโตได้ดีก็ตาม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ทำให้กำไรสุทธิของ TOPP ในไตรมาส 2 ปี 2564 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มาจาก **ยอดขายในส่วนของสติกเกอร์ที่ลดลงอย่างมากถึง 34.0%** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นที่ลดลงถึง 61.7% แม้ว่าส่วนของฟิล์มจะมีการเติบโตของรายได้ 9.8% แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากส่วนสติกเกอร์ได้ทั้งหมด
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการที่ลดลงในไตรมาส 2 ปี 2564 คือ **การหดตัวของรายได้จากการขายในกลุ่มสติกเกอร์ถึง 45.81 ล้านบาท หรือลดลง 34.0%** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรขั้นต้นในส่วนนี้ลดลง 27.02 ล้านบาท หรือ 61.7% ขณะที่ส่วนของฟิล์มมีรายได้เพิ่มขึ้น 24.87 ล้านบาท หรือ 9.8% แต่กำไรขั้นต้นกลับลดลง 6.72 ล้านบาท หรือ 19.7% เนื่องจากต้องปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ยอดขายสติกเกอร์ลดลง มาจาก **ฐานยอดขายที่สูงผิดปกติในปีก่อน** ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสินค้ากลุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกแรก ทำให้มีคำสั่งซื้อฉลากกาวสำหรับสินค้ากลุ่มนี้เข้ามาจำนวนมาก เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและมีผู้ผลิตสินค้ากลุ่มนี้มากขึ้น ทำให้ความต้องการฉลากกาวลดลงตามไปด้วย ส่วนในกลุ่มฟิล์ม แม้รายได้จะเพิ่มขึ้น แต่การปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อหน่วยลดลง
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** โดยผลประกอบการที่ลดลงในไตรมาส 2 ปี 2564 มีปัจจัยหลักมาจากฐานยอดขายที่สูงผิดปกติในปี 2563 ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์ COVID-19 ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นซ้ำในลักษณะเดียวกันอีก ทำให้คาดว่าผลกระทบจากฐานที่สูงนี้จะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว อย่างไรก็ตาม การที่กำไรขั้นต้นของส่วนฟิล์มลดลงแม้รายได้จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อเนื่อง
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิลดลง 59.3%** จาก 48.81 ล้านบาท ใน Q2/63 เป็น 19.89 ล้านบาท ใน Q2/64
* **รายได้จากการขายรวมลดลง 11.8%** จาก 388.59 ล้านบาท ใน Q2/63 เป็น 342.79 ล้านบาท ใน Q2/64
* **ยอดขายสติกเกอร์ลดลง 34.0%** จาก 134.63 ล้านบาท ใน Q2/63 เป็น 88.82 ล้านบาท ใน Q2/64
* **กำไรขั้นต้นจากส่วนสติกเกอร์ลดลง 61.7%** จาก 43.79 ล้านบาท ใน Q2/63 เป็น 16.77 ล้านบาท ใน Q2/64
* **รายได้ส่วนฟิล์มเพิ่มขึ้น 9.8%** จาก 253.96 ล้านบาท ใน Q2/63 เป็น 278.83 ล้านบาท ใน Q2/64
* **กำไรขั้นต้นจากส่วนฟิล์มลดลง 19.7%** จาก 34.11 ล้านบาท ใน Q2/63 เป็น 27.39 ล้านบาท ใน Q2/64
* **รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 68.9%** จาก 2.99 ล้านบาท ใน Q2/63 เป็น 5.05 ล้านบาท ใน Q2/64 ส่วนใหญ่จากเศษผลผลิตฟิล์ม
* **ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 83.2%** จาก 3.76 ล้านบาท ใน Q2/63 เป็น 0.63 ล้านบาท ใน Q2/64
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท ไทย โอ.พี.พี. จำกัด (มหาชน) มีผลประกอบการในไตรมาส 2 ปี 2564 ที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีกำไรสุทธิ 19.89 ล้านบาท ลดลง 59.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 48.81 ล้านบาท รายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 342.79 ล้านบาท ลดลง 11.8% จาก 388.59 ล้านบาท ในปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากยอดขายในกลุ่มสติกเกอร์ที่ลดลงอย่างมากถึง 34.0% ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรขั้นต้นที่ลดลง 61.7% ขณะที่กลุ่มฟิล์มมีการเติบโตของรายได้ 9.8% แต่กำไรขั้นต้นกลับลดลง 19.7% เนื่องจากต้องปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น รายได้อื่นเพิ่มขึ้น 68.9% จากการขายเศษผลผลิตฟิล์มที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 83.2% ตามผลการดำเนินงานที่ลดลง
## โอกาส
* **การเติบโตของส่วนงานฟิล์ม:** แม้กำไรขั้นต้นจะลดลง แต่การที่รายได้ในส่วนฟิล์มยังคงเติบโตได้ 9.8% แสดงให้เห็นถึงความต้องการของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ที่ยังคงมีอยู่
* **รายได้จากการขายเศษผลผลิตฟิล์ม:** การที่ราคาขายเศษผลผลิตฟิล์มปรับตัวสูงขึ้นตามตลาด ส่งผลให้รายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกเล็กน้อย
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** การที่บริษัทต้องปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำไรขั้นต้นในกลุ่มฟิล์ม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการ
* **การแข่งขันในตลาดสติกเกอร์:** การที่ผู้ผลิตสินค้ากลุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้คำสั่งซื้อฉลากกาวลดลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดสติกเกอร์
* **สถานการณ์ COVID-19:** แม้จะระบุว่าผลกระทบจากฐานปีก่อนเป็นครั้งคราว แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานในอนาคตได้
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขายสติกเกอร์:** จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่ หรือจะยังคงได้รับผลกระทบจากฐานปีก่อนที่สูง
* **การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบในกลุ่มฟิล์ม:** บริษัทจะมีกลยุทธ์ในการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นอย่างไร เมื่อต้นทุนวัตถุดิบยังคงสูง
* **การเติบโตของรายได้ในกลุ่มฟิล์ม:** จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **ผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19:** ต่ออุปสงค์และอุปทานของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสติกเกอร์และฟิล์ม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
ในส่วนของ **สติกเกอร์** บริษัทประสบปัญหาจากการที่ยอดขายลดลงอย่างมากถึง 34.0% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากฐานที่สูงมากในปี 2563 ที่มีคำสั่งซื้อฉลากกาวสำหรับสินค้ากลุ่มน้ำยาฆ่าเชื้อโรคจำนวนมาก การที่ผู้ผลิตสินค้ากลุ่มนี้มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น ทำให้คำสั่งซื้อลดลง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์หลังสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลาย และอาจบ่งชี้ถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดนี้ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นในส่วนนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 61.7%
สำหรับ **ฟิล์ม** บริษัทสามารถเพิ่มรายได้จากการขายได้ 9.8% ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นตามราคาตลาด อย่างไรก็ตาม การปรับราคาขายนี้ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 19.7% แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่ส่งผลต่ออัตรากำไร แม้ว่าปริมาณการขายอาจจะยังคงที่หรือเติบโตได้เล็กน้อย
**รายได้อื่น** ที่เพิ่มขึ้น 68.9% ส่วนใหญ่มาจากรายได้จากการขายเศษผลผลิตฟิล์มที่ราคาขายปรับตัวสูงขึ้นตามตลาด ซึ่งเป็นปัจจัยบวกเล็กน้อยที่ช่วยชดเชยผลกระทบจากส่วนอื่นได้บ้าง
**ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้** ลดลงอย่างมากถึง 83.2% เป็นผลโดยตรงจากผลการดำเนินงานที่ลดลงของบริษัท
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสด)
## สรุปท้าย
ผลประกอบการของ TOPP ในไตรมาส 2 ปี 2564 ได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากการลดลงของยอดขายสติกเกอร์ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากฐานที่สูงผิดปกติในปี 2563 จากความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ที่ลดลง ประกอบกับการที่ส่วนฟิล์ม แม้รายได้จะเติบโต แต่กำไรขั้นต้นกลับลดลงจากการปรับราคาขายตามต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น แม้ว่ารายได้อื่นจากเศษฟิล์มจะเพิ่มขึ้นและค่าภาษีลดลง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยภาพรวมที่อ่อนแอได้ โดยปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการในรอบนี้มีลักษณะเป็นครั้งคราวจากฐานปีก่อนที่สูงผิดปกติ แต่การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบในกลุ่มฟิล์มยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ TOPP ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
403.46
ล้านบาท
↓ 9.5% YoY
กำไรขั้นต้น
47.68
ล้านบาท
↓ 2.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
11.82
%
กำไรสุทธิ
25.83
ล้านบาท
↓ 4.9% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
6.40
%
D/E Ratio
0.19
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
403
↓ -9.5%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
48
↓ -2.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
26
↓ -4.9%
YoY
D/E Ratio
0.19
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — TOPP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.19
ROE (%)
6.51
ROA (%)
6.63
Book Value/หุ้น
303.56
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — TOPP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-92
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-54
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — TOPP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-91.97
-190.01%
|
102.18
+11,380.90%
|
0.89
-101.89%
|
-46.99
+876.92%
|
-4.81
-101.61%
|
297.92
+300.97%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-53.91
-25.03%
|
-71.91
-193.58%
|
76.84
-124.11%
|
-318.72
+118.66%
|
-145.76
-15.12%
|
-171.72
+47.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
40.36
-24.04%
|
53.13
-3,642.00%
|
-1.50
-314.29%
|
0.70
-122.95%
|
-3.05
-93.30%
|
-45.52
+62.46%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-105.53
-226.52%
|
83.41
-21.27%
|
105.94
-41.12%
|
179.93
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
191.71
+73.29%
|
110.63
-59.91%
|
275.94
+187.41%
|
96.01
-18.33%
|
117.56
+218.76%
|
36.88
-65.56%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
334.19
+74.32%
|
191.71
+73.29%
|
110.63
-59.91%
|
275.94
+187.41%
|
96.01
-18.33%
|
117.56
+218.76%
|