บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน)
MAI ·
3.42
+0.06 (+1.79%)
สรุปสั้น
สาขาที่เปิดให้บริการจํานวน 62 สาขา เพิ่มจากสินปี้ที่ 57 สาขา) ประกอบด้วย iStudio 3 สาขา iBeat 6 สาขา UStore 19 สาขา
AIS Shop by Partner 19 สาขา Center 7 สาขา AStore 4 สาขา Mobi 3 สาขา iSolution 1 สาขา
กำไรที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก รายได้ เพิ่มขึ้น 67.15% เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคมีความต้องการใช้สินค้าประเภทสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเพื่อประกอบการเรียน และการทํางานมากขึ้น
ในขณะที่กำไรขั้นต้นเพิ่มแต่อัตรากำไรลดลง เนื่องจากบริษัทฯมีการเติบโตจากยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ ประกอบกับสัดส่วนยอดขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Apple เพิ่มขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพิ่มขึ้น แต่ อัตราส่วนค่าใข้จ่ายต่อรายได้ลดลง เนื่องจากบริษัทฯสามารถบริหารจัดการ ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายเพื่อส่งเสริมการขายและจัดจําหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6273 out_tok=3049 at=2026-07-26T06:02:29 -->
# SPVI กำไรสุทธิ Q4/2565 หดตัว 29.3% รับแรงกดดันราคา iPhone รุ่นใหม่-ต้นทุนสินค้า
## รายได้รวมทั้งปีโต 0.8% แต่ Q4 แผ่ว เหตุลูกค้าชะลอซื้อรุ่นใหม่-หันหาสินค้าราคาเบาลง
บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 42.81 ล้านบาท ลดลง 29.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมทั้งปีจะเติบโตเล็กน้อย 0.8% แต่การหดตัวของกำไรในไตรมาสสุดท้ายเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ที่สูงขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ SPVI ในไตรมาส 4 ปี 2565 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ **การปรับขึ้นของราคาขายสินค้ากลุ่ม Apple โดยเฉพาะ iPhone Series 14 ประกอบกับการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต** ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายในไตรมาสนี้
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรและกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2565 ลดลง คือ **รายได้จากการขายที่หดตัว 18.1%** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจาก **การปรับขึ้นราคาขายสินค้ากลุ่ม iPhone Series 14 และ iPad** ซึ่งเป็นผลมาจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต ทำให้ลูกค้าตัดสินใจชะลอการซื้อ หรือหันไปเลือกรุ่น N-1 ที่มีราคาถูกกว่า ส่งผลกระทบต่อปริมาณการขายโดยรวม แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) จะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจาก 9.6% เป็น 10.8% ในไตรมาส 4/2565 เนื่องจากสัดส่วนการขายสินค้า Non-Apple ที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงได้
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การปรับขึ้นราคาขายสินค้ากลุ่ม iPhone Series 14 และ iPad เกิดจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก คือ **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน** ที่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าสูงขึ้น และ **การขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต** ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้น เมื่อบริษัทฯ ต้องปรับราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการตัดสินใจซื้อ หรือเลือกซื้อสินค้ารุ่นเก่า (N-1) ที่มีราคาเข้าถึงง่ายกว่า ส่งผลให้ปริมาณการขายสินค้าใหม่ลดลง แม้ว่าบริษัทฯ จะมีการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่ดีขึ้นและมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสม แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงกดดันด้านราคาและกำลังซื้อของผู้บริโภคในไตรมาสนี้ได้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.4% ในไตรมาส 4/2565 เนื่องจากมีการเปิดสาขาใหม่และการกลับมาจ่ายค่าเช่าเต็มจำนวนหลังช่วงโควิด ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิ
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว** ปัจจัยที่ส่งผลให้รายได้และกำไรในไตรมาส 4/2565 ลดลงนั้น **มีลักษณะเป็นครั้งคราว** โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่มีราคาสูงขึ้นและการขาดแคลนชิ้นส่วน ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจคลี่คลายได้ในอนาคต หากสถานการณ์การผลิตชิ้นส่วนดีขึ้นและอัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพมากขึ้น ประกอบกับการที่บริษัทฯ มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นถึง 82 สาขาในปี 2565 ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและสร้างยอดขายในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การที่ลูกค้าหันไปเลือกรุ่น N-1 อาจเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหากราคาสินค้าใหม่ยังคงสูงอยู่ จึงยังคงต้องติดตามแนวโน้มกำลังซื้อและกลยุทธ์การตั้งราคาของ Apple ในรุ่นถัดไปอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **รายได้รวมปี 2565 เติบโต 0.8% เป็น 5,615.77 ล้านบาท** แต่ **ไตรมาส 4/2565 รายได้หดตัว 17.8%** เหลือ 1,648.42 ล้านบาท
* **กำไรสุทธิปี 2565 ทรงตัวที่ 126.57 ล้านบาท** เพิ่มขึ้นเพียง 0.8% แต่ **ไตรมาส 4/2565 กำไรสุทธิลดลง 29.2%** เหลือ 42.81 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 10.6%** จาก 9.7% ในปีก่อน และ **ไตรมาส 4/2565 อยู่ที่ 10.8%** จาก 9.6% ในปีก่อน
* **ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 15.8% ในปี 2565** และ **6.4% ในไตรมาส 4/2565** จากการขยายสาขาและการกลับมาจ่ายค่าเช่าเต็มจำนวน
* **สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 85.9%** ณ สิ้นปี 2565 เป็น 603.76 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการ iPhone Series 14
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับปี 2565 บริษัทฯ มีรายได้รวม 5,615.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้นเป็น 82 สาขา อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 4 ปี 2565 รายได้รวมอยู่ที่ 1,648.42 ล้านบาท ลดลง 17.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นราคาขายสินค้ากลุ่ม iPhone Series 14 และ iPad เนื่องจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต ทำให้ลูกค้าชะลอการซื้อหรือเลือกซื้อสินค้ารุ่น N-1 ที่มีราคาถูกกว่า
ในส่วนของกำไรขั้นต้น ปี 2565 อยู่ที่ 591.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 10.6% เพิ่มขึ้นจาก 9.7% ในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้ากลุ่ม Non-Apple ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น และการจัดการสินค้าคงเหลือที่มีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสำหรับปี 2565 เพิ่มขึ้น 15.8% เป็น 473.86 ล้านบาท และในไตรมาส 4/2565 เพิ่มขึ้น 6.4% เป็น 132.96 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดสาขาใหม่และการกลับมาจ่ายค่าเช่าเต็มจำนวน ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับปี 2565 อยู่ที่ 126.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน และในไตรมาส 4/2565 กำไรสุทธิลดลง 29.2% เหลือ 42.81 ล้านบาท
## โอกาส
* **การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง:** การเพิ่มจำนวนสาขาเป็น 82 สาขาในปี 2565 เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าและขยายฐานรายได้ในระยะยาว
* **การเพิ่มสัดส่วนสินค้า Non-Apple:** สินค้ากลุ่ม Non-Apple มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่ากลุ่ม Apple ซึ่งหากสามารถเพิ่มสัดส่วนการขายได้ จะช่วยหนุนอัตรากำไรโดยรวมของบริษัทฯ
* **การบริหารจัดการสินค้าคงเหลือ:** การติดตามอัตราการขายและรายการสินค้าที่เคลื่อนไหวช้าอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้การบริหารจัดการสินค้าคงเหลือมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงสินค้าล้าสมัย
## ความเสี่ยง
* **การพึ่งพิงสินค้า Apple:** รายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Apple ซึ่งมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการตั้งราคา การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการแข่งขันที่สูงขึ้น
* **ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนการผลิต:** ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนสินค้าและราคาขาย ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** การที่ลูกค้าหันไปเลือกรุ่น N-1 ที่มีราคาถูกกว่า อาจเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง หากราคาสินค้าใหม่ยังคงสูง
* **การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร:** การขยายสาขาและการกลับมาจ่ายค่าเช่าเต็มจำนวน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรหากไม่สามารถเพิ่มรายได้ชดเชยได้ทัน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มยอดขาย iPhone Series 14 และ iPad ในไตรมาสถัดไป:** จะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่ หรือลูกค้าจะยังคงชะลอการซื้อ
* **กลยุทธ์การตั้งราคาของ Apple สำหรับรุ่นใหม่:** จะยังคงมีราคาสูงต่อเนื่องหรือไม่ และจะส่งผลต่อกำลังซื้ออย่างไร
* **การบริหารจัดการสินค้าคงเหลือ:** โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม Apple ที่มีรอบการเปลี่ยนรุ่นเร็ว
* **การเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้า Non-Apple:** จะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายหรือไม่
* **ผลกระทบจากการเปิดสาขาใหม่:** จะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้ตามที่คาดหวังหรือไม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)
ในฐานะผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Apple และสินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ SPVI เผชิญกับความท้าทายจากการปรับตัวของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค การที่รายได้ในไตรมาส 4/2565 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงผลกระทบโดยตรงจากการที่ผู้บริโภคมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ หรือชะลอการตัดสินใจซื้อเนื่องจากราคาสินค้าใหม่ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสินค้าเทคโนโลยีราคาสูงเป็นปกติเมื่อมีการเปิดตัวรุ่นใหม่
การที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น เป็นสัญญาณที่ดีว่าบริษัทฯ มีความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและสามารถเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) จากการขยายสาขาและการกลับมาจ่ายค่าเช่าเต็มจำนวน เป็นปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนในการขยายช่องทางการขายจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ สิ้นปี 2565 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,052.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.98% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของ **สินค้าคงเหลือ** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 85.9% เป็น 603.76 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการสินค้า iPhone Series 14
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 67.85% เป็น 503.10 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการสั่งซื้อสินค้าในช่วงปลายปี
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 11.75% เป็น 549.85 ล้านบาท โดยได้รับผลบวกจากกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นในระหว่างปี แต่ถูกหักลบด้วยการจ่ายเงินปันผลจำนวน 70 ล้านบาท
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ประมาณ 0.92 เท่า ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0.61 เท่าในปี 2564 แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของการก่อหนี้เพื่อรองรับการดำเนินงานและการสต็อกสินค้า
## สรุปท้าย
SPVI เผชิญกับแรงกดดันด้านผลประกอบการในไตรมาส 4 ปี 2565 โดยกำไรสุทธิหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ จากผลกระทบของราคา iPhone รุ่นใหม่ที่สูงขึ้นและการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต ซึ่งส่งผลให้ยอดขายในไตรมาสสุดท้ายลดลง แม้ว่าบริษัทฯ จะสามารถบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้นให้ดีขึ้นได้จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้า Non-Apple และการจัดการสินค้าคงเหลือที่มีประสิทธิภาพ แต่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจากการขยายสาขาและการกลับมาจ่ายค่าเช่าเต็มจำนวน ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลกำไร การฟื้นตัวของผลประกอบการในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์การผลิตชิ้นส่วนและอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความสามารถของบริษัทฯ ในการบริหารจัดการต้นทุนและขยายฐานลูกค้าผ่านสาขาที่เพิ่มขึ้น
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ SPVI ไตรมาส 2/2564
รายได้รวม
2,443.32
ล้านบาท
↑ 31.2% YoY
กำไรขั้นต้น
263.04
ล้านบาท
↑ 43.7% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
10.77
%
กำไรสุทธิ
30.05
ล้านบาท
↑ 126.7% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
1.23
%
D/E Ratio
1.14
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
2,443
↑ + 31.2%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
263
↑ + 43.7%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
30
↑ + 126.7%
YoY
D/E Ratio
1.14
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — SPVI
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
1.14
ROE (%)
16.83
ROA (%)
10.76
Book Value/หุ้น
1.73
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — SPVI
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-111
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+23
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — SPVI
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-111.13
-80.88%
|
-581.21
+928.33%
|
-56.52
-146.48%
|
121.60
|
— |
-119.92
-261.97%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
22.51
-48.97%
|
44.11
+1,118.51%
|
3.62
-114.88%
|
-24.33
|
— |
91.88
-257.30%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
76.38
-83.47%
|
462.09
-10,698.39%
|
-4.36
-95.66%
|
-100.54
|
— |
36.11
-250.40%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-12.24
-83.69%
|
-75.03
+31.03%
|
-57.26
+1,645.73%
|
-3.28
|
— |
8.06
-196.30%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
122.36
+92.42%
|
63.59
+26.47%
|
50.28
-49.44%
|
99.44
+121.14%
|
— |
36.90
-18.49%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
285.46
+133.30%
|
122.36
+92.42%
|
63.59
+26.47%
|
50.28
-49.44%
|
— |
44.97
+21.87%
|