บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
0.19
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=5075 out_tok=2784 at=2026-07-25T22:15:45 -->
# NEP พลิกขาดทุนเพิ่มรับต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-รุกตลาด Flexible Packaging
## รายได้ขายฟื้นแต่ต้นทุนพุ่งกดดันกำไรสุทธิ ขณะที่ฝ่ายจัดการเดินหน้าขยายตลาด Flexible Packaging
บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ NEP รายงานผลประกอบการปี 2564 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2564 พลิกขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 15.69 ล้านบาท เป็น 40.07 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ขาดทุน 24.39 ล้านบาท แม้รายได้จากการขายจะเติบโต 12.54% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการได้ลูกค้ารายใหญ่กลับมา แต่ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นสูงกว่ารายได้ ประกอบกับราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการยังคงขาดทุน โดยฝ่ายจัดการมีแผนมุ่งเน้นการขยายตลาด Flexible Packaging และบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างใกล้ชิดในปี 2565
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: สินค้าอุตสาหกรรม
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ NEP ในปี 2564 ขาดทุนเพิ่มขึ้น 15.69 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาจาก **ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่ารายได้จากการขาย และการปรับตัวสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบหลัก** โดยบริษัทมีผลขาดทุนขั้นต้นที่ร้อยละ 5.83 ในปี 2564 เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจน แต่บ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่รุนแรงขึ้น
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อผลขาดทุนขั้นต้น มาจากหลายปัจจัยประการแรกคือ **ยอดขายที่ยังน้อยกว่าเป้าหมาย ทำให้กำลังการผลิตไม่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ (Fixed Cost)** ประการที่สองคือ **การควบคุมของเสียยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด** และประการสำคัญที่สุดคือ **ราคาวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติกฟิล์มและสีพิมพ์ มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 โดยเพิ่มขึ้นถึง 15-20% และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกตามราคาน้ำมัน** ซึ่งปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นของบริษัท
นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการบริหารยังเพิ่มขึ้น 7.53 ล้านบาท หรือ 12.78% ของรายได้ เนื่องจากบริษัทมีการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรด้วยการเกษียณอายุก่อนกำหนดและชดเชยพนักงานบางส่วน รวมถึงมีการว่าจ้างบุคลากรในระดับบริหารเพิ่มขึ้นในฝ่ายการตลาดและขาย และฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อมุ่งเน้นการขยายตลาดในอนาคต
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม** จากเอกสารระบุว่าราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอีกตามราคาน้ำมันโลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการได้วางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และวางแผนการรับคำสั่งซื้อและการยืนราคาขายกับลูกค้าให้สอดคล้องกับแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายเพื่อลดผลกระทบในอนาคต ส่วนประเด็นเรื่องกำลังการผลิตที่ยังไม่ครอบคลุมต้นทุนคงที่นั้น ฝ่ายจัดการมีแผนที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่สำหรับสินค้า Flexible Packaging เพื่อเพิ่มความหลากหลายและยกระดับระบบการผลิตให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าระดับบน รวมถึงเพิ่ม Order ให้เต็มกำลังการผลิต ซึ่งหากทำได้สำเร็จ จะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยและส่งผลดีต่อผลประกอบการในระยะยาว
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น:** ปี 2564 ขาดทุนสุทธิ 40.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.69 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน 24.39 ล้านบาท
* **รายได้จากการขายเติบโต:** ปี 2564 รายได้จากการขาย 409.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.54% จากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากยอดขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติกที่เพิ่มขึ้น และการประมูลงานจากลูกค้ารายใหญ่กลับมาได้ในไตรมาส 3
* **ต้นทุนขายพุ่งสูงกว่ารายได้:** ต้นทุนขายปี 2564 เพิ่มขึ้น 18.44% ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 12.54% ส่งผลให้มีผลขาดทุนขั้นต้น
* **ราคาวัตถุดิบเป็นปัจจัยกดดันหลัก:** ราคาเม็ดพลาสติกฟิล์มและสีพิมพ์ปรับสูงขึ้น 15-20% ตั้งแต่ปลายปี 2563 และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องตามราคาน้ำมัน
* **ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น:** ปี 2564 มีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 55.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.13% จากปีก่อน
* **แผนขยายตลาด Flexible Packaging:** มุ่งเน้นขยายกลุ่มลูกค้า Flexible Packaging ในอุตสาหกรรมข้าวสาร อาหารสัตว์เลี้ยง และพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในปี 2564 บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขาย 409.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.54% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (363.83 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นถึง 18.44% (433.33 ล้านบาท เทียบกับ 365.86 ล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนขั้นต้นร้อยละ 5.83 ในปี 2564 เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากการปรับโครงสร้างองค์กรและค่าตอบแทนผู้บริหารที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 40.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุน 24.39 ล้านบาท
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** การที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวส่งผลให้ยอดขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติกเพิ่มขึ้น และบริษัทสามารถประมูลงานจากลูกค้ารายใหญ่กลับมาได้
* **การเติบโตของตลาด Flexible Packaging:** แนวโน้มยอดขายของบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการเปิดตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่ๆ
* **การขยายฐานลูกค้า:** บริษัทมีแผนมุ่งเน้นการขยายกลุ่มลูกค้า Flexible Packaging ในอุตสาหกรรมข้าวสาร อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่
* **การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่:** การเพิ่มผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่สำหรับ Flexible Packaging จะช่วยเพิ่มความหลากหลาย ขยายกลุ่มลูกค้า และยกระดับระบบการผลิต
* **การเพิ่ม Order เต็มกำลังการผลิต:** หากสามารถเพิ่ม Order ให้เต็มกำลังการผลิตได้ จะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยลง
* **ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม:** บริษัทร่วมมีผลกำไรที่ดีขึ้นและบริษัทมีการลงทุนเพิ่ม ทำให้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น
## ความเสี่ยง
* **ต้นทุนวัตถุดิบผันผวนสูง:** ราคาวัตถุดิบ เช่น เม็ดพลาสติกฟิล์มและสีพิมพ์ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามราคาน้ำมันโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและอัตรากำไร
* **กำลังการผลิตไม่ครอบคลุมต้นทุนคงที่:** ยอดขายที่ยังน้อยกว่าเป้าหมายทำให้กำลังการผลิตไม่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันผลขาดทุนขั้นต้น
* **การควบคุมของเสีย:** การควบคุมของเสียยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต
* **สภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่:** ผลกระทบจากโควิด-19 ยังคงมีอยู่ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่แน่นอน
* **การแข่งขันในตลาด:** แม้จะมีการขยายตลาด แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ยังคงมีอยู่
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ทิศทางราคาวัตถุดิบ:** การปรับตัวของราคาเม็ดพลาสติกฟิล์ม สีพิมพ์ และราคาน้ำมันโลก จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต
* **ความสำเร็จในการขยายตลาด Flexible Packaging:** การเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่
* **การบริหารจัดการต้นทุนคงที่:** ความสามารถในการเพิ่มยอดขายให้เต็มกำลังการผลิตเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย
* **ประสิทธิภาพการควบคุมของเสีย:** การปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานเพื่อลดต้นทุน
* **ผลประกอบการของบริษัทร่วม:** การเติบโตของบริษัทร่วมจะส่งผลต่อส่วนแบ่งกำไรของ NEP
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **ยอดขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติก:** เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และการได้ลูกค้ารายใหญ่กลับมาในไตรมาส 3
* **ยอดขาย Flexible Packaging:** มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และมีแผนขยายตลาดในอุตสาหกรรมข้าวสาร อาหารสัตว์เลี้ยง
* **ต้นทุนขาย:** เพิ่มขึ้น 18.44% สูงกว่าการเติบโตของรายได้ (12.54%) เป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น และกำลังการผลิตที่ยังไม่เต็มที่
* **ราคาวัตถุดิบ:** เม็ดพลาสติกฟิล์มและสีพิมพ์ปรับสูงขึ้น 15-20% ตั้งแต่ปลายปี 2563 และมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
* **การบริหารต้นทุน:** มีการวางแผนสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า และการยืนราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุน
* **การลงทุนในบริษัทร่วม:** มีการลงทุนเพิ่มในบริษัทร่วมที่ผลประกอบการดีขึ้น ส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 784.79 ล้านบาท ลดลง 0.62% จากปีก่อน โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 6.19% จากผลประกอบการที่ขาดทุน ขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น 0.64% จากการลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น
* **หนี้สินรวม:** ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 122.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.20% จากปีก่อน โดยหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 50.26% จากเงินกู้ยืมระยะสั้นสำหรับซื้อวัตถุดิบ (TR) และเจ้าหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นจากการขอขยายเวลาชำระหนี้ และการสั่งซื้อวัตถุดิบสำรองในช่วงราคาแพง
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** ณ สิ้นปี 2564 อยู่ที่ 662.02 ล้านบาท ลดลง 5.71% จากปีก่อน เนื่องจากผลขาดทุนจากการดำเนินงานในปี 2564
## สรุปท้าย
ปี 2564 เป็นปีที่ NEP เผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างหนัก โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น แม้รายได้จากการขายจะฟื้นตัวจากการกลับมาของลูกค้ารายใหญ่และแนวโน้มตลาด Flexible Packaging ที่สดใส อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการมีแผนเชิงรุกในการขยายตลาด Flexible Packaging และบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากสามารถดำเนินการได้ตามแผนและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการเติบโตของบริษัทร่วม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพลิกฟื้นผลประกอบการให้กลับมามีกำไรในอนาคต ท่ามกลางความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ NEP ไตรมาส 4/2564
รายได้รวม
8.77
ล้านบาท
↑ 53.7% YoY
กำไรขั้นต้น
1.84
ล้านบาท
↑ 4.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
20.99
%
กำไรสุทธิ
-0.46
ล้านบาท
↓ 106.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-5.26
%
D/E Ratio
0.01
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
9
↑ + 53.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
2
↑ + 4.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
0
↓ -106.6%
YoY
D/E Ratio
0.01
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — NEP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.01
ROE (%)
1.76
ROA (%)
1.72
Book Value/หุ้น
0.25
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — NEP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+17
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-27
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — NEP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
16.98
-45.37%
|
31.08
+55.87%
|
19.94
-731.01%
|
-3.16
-109.98%
|
31.65
-205.75%
|
-29.93
+859.29%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-26.71
-46.41%
|
-49.84
+539.79%
|
-7.79
-131.99%
|
24.35
+192.67%
|
8.32
-85.88%
|
58.92
+101.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
0.14
-98.28%
|
8.12
-5,175.00%
|
-0.16
-99.19%
|
-19.78
+35.76%
|
-14.57
+129.81%
|
-6.34
-38.80%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-9.61
-9.85%
|
-10.66
-188.91%
|
11.99
+744.37%
|
1.42
-94.41%
|
25.40
+12.14%
|
22.65
-194.57%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
5.06
+15.26%
|
4.39
-63.69%
|
12.09
-65.28%
|
34.82
-40.20%
|
58.23
+63.66%
|
35.58
-55.26%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
16.08
+217.79%
|
5.06
+15.26%
|
4.39
-63.69%
|
12.09
-65.28%
|
34.82
-40.20%
|
58.23
+4.77%
|