บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
0.19
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6789 out_tok=2727 at=2026-07-25T22:45:47 -->
# NEP พลิกขาดทุนเพิ่ม Q2/65 รับต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง-ปรับธุรกิจกระสอบ
## รายได้-กำไรหด เหตุยกเลิกสายผลิตกระสอบพลาสติก ขณะที่ Flexible Packaging เผชิญแรงกดดันราคาวัตถุดิบ
บริษัท เอ็นอีพี อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ NEP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2565 พลิกขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 12.40 ล้านบาท จากขาดทุน 2.38 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายที่ลดลง 12.77% และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Flexible Packaging) อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การขายกระสอบพลาสติกเป็นแบบ Outsourcing/Trading และมุ่งเน้นการขยายตลาด Flexible Packaging เพื่อเพิ่มยอดขายและบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้ผลประกอบการของ NEP ในไตรมาส 2 ปี 2565 พลิกขาดทุนเพิ่มขึ้น มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) การลดลงของรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์กระสอบพลาสติก เนื่องจากการยกเลิกสายการผลิตและคัดเลือกเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ และ 2) การขาดทุนขั้นต้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ที่เพิ่มขึ้นจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ ส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 10.02 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
* **การปรับโครงสร้างธุรกิจกระสอบพลาสติก:** บริษัทได้ยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติกและเปลี่ยนไปทำในลักษณะ Outsourcing หรือ Trading โดยว่าจ้างผู้ผลิตรายอื่น ทำให้ยอดขายในส่วนนี้ลดลง แต่ฝ่ายจัดการระบุว่าการปรับเปลี่ยนนี้ทำให้มีกำไรขั้นต้นจากการขายกระสอบพลาสติกที่ค่อนข้างแน่นอน
* **แรงกดดันราคาวัตถุดิบ Flexible Packaging:** ราคาวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ Flexible Packaging ปรับตัวสูงขึ้นถึง 15-20% และมีความผันผวนตามราคาน้ำมันโลกที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เกิดผลขาดทุนขั้นต้นในกลุ่มนี้ เนื่องจากไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อล่วงหน้าได้ทันท่วงที
* **รายการค่าใช้จ่ายพิเศษ:** ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 7.70 ล้านบาท (18.51% ของรายได้ เทียบกับ 11.23% ในปีก่อน) เนื่องจากมีการตั้งด้อยค่าเครื่องจักรผลิตกระสอบพลาสติกที่รอการขาย 2.57 ล้านบาท และมีผลขาดทุนจากการทำลายสินค้าสำเร็จรูป 2.09 ล้านบาท
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**ลักษณะครั้งคราว / ต้องติดตาม:** การขาดทุนที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้มีปัจจัยที่ **มีโอกาสต่อเนื่อง** ในแง่ของแรงกดดันจากราคาวัตถุดิบที่ผันผวน ซึ่งบริษัทมีแผนรับมือด้วยการวางแผนการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าและปรับราคาขายให้สอดคล้องกัน อย่างไรก็ตาม การตั้งด้อยค่าเครื่องจักรและผลขาดทุนจากการทำลายสินค้าสำเร็จรูปเป็น **รายการครั้งคราว** ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันอีก
ส่วนการปรับโครงสร้างธุรกิจกระสอบพลาสติกเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อกำไรขั้นต้นในระยะยาว ส่วนการมุ่งเน้นขยายตลาด Flexible Packaging เพื่อเติมเต็มกำลังการผลิตที่ว่างอยู่และครอบคลุมต้นทุนคงที่นั้น เป็นทิศทางที่บริษัทจะดำเนินการต่อไป ซึ่งต้องติดตามผลการดำเนินงานในอนาคต
## Highlight สำคัญ
* **ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น:** ไตรมาส 2 ปี 2565 ขาดทุนสุทธิ 12.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.02 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 2.38 ล้านบาท
* **รายได้จากการขายลดลง:** อยู่ที่ 83.08 ล้านบาท ลดลง 12.77% จาก 95.24 ล้านบาทในปีก่อน โดยหลักมาจากยอดขายกระสอบพลาสติกที่ลดลง
* **ต้นทุนวัตถุดิบกระทบ Flexible Packaging:** ราคาวัตถุดิบกลุ่ม Flexible Packaging เพิ่มขึ้น 15-20% ทำให้เกิดผลขาดทุนขั้นต้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้
* **ปรับกลยุทธ์กระสอบพลาสติก:** เปลี่ยนเป็นการขายแบบ Outsourcing/Trading เพื่อให้มีกำไรขั้นต้นที่แน่นอน
* **ค่าใช้จ่ายบริหารสูงขึ้น:** เพิ่มขึ้น 7.70 ล้านบาท จากการตั้งด้อยค่าเครื่องจักรและผลขาดทุนจากการทำลายสินค้าสำเร็จรูป
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2565 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 12.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 2.38 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายอยู่ที่ 83.08 ล้านบาท ลดลง 12.77% จาก 95.24 ล้านบาทในปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก แม้ว่ายอดขาย Flexible Packaging จะมีแนวโน้มสูงขึ้นก็ตาม
ต้นทุนขายลดลง 15.45% สวนทางกับยอดขายที่ลดลง 12.77% ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง แต่ยังคงมีผลขาดทุนขั้นต้น 2.47% เนื่องจากกลุ่ม Flexible Packaging มีผลขาดทุนขั้นต้นจากการที่ราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น 15-20%
ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 7.70 ล้านบาท เป็นผลมาจากการตั้งด้อยค่าเครื่องจักรผลิตกระสอบพลาสติก 2.57 ล้านบาท และผลขาดทุนจากการทำลายสินค้าสำเร็จรูป 2.09 ล้านบาท
ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง 9.19 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2565 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 24.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 12.55 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยรายได้รวมลดลง 9.07% และมีผลขาดทุนขั้นต้น 3.92%
## โอกาส
* **การเติบโตของ Flexible Packaging:** บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายและเร่งขยายตลาด Flexible Packaging เพื่อเติมเต็มกำลังการผลิตที่ยังว่างอยู่ และใช้ประโยชน์จากการลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพื่อเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์
* **กำไรขั้นต้นที่แน่นอนจากกระสอบพลาสติก:** การปรับรูปแบบการขายกระสอบพลาสติกเป็น Outsourcing/Trading คาดว่าจะช่วยให้มีกำไรขั้นต้นที่แน่นอนจากการขาย
* **การควบคุมต้นทุน:** บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการจัดจำหน่ายได้ดีขึ้นเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนจากยอดขาย และคาดว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารประจำจะลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันโลกยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อกลุ่ม Flexible Packaging
* **ภาวะเศรษฐกิจโลก:** สภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนักจากภาวะสงครามและผลกระทบจากโควิด-19 อาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความต้องการสินค้า
* **การแข่งขันในตลาด Flexible Packaging:** การขยายตลาด Flexible Packaging อาจเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มราคาวัตถุดิบ:** การบริหารจัดการความผันผวนของราคาวัตถุดิบสำหรับ Flexible Packaging
* **การเติบโตของยอดขาย Flexible Packaging:** ความสามารถในการเพิ่มยอดขายและเติมเต็มกำลังการผลิต
* **ประสิทธิภาพของกลยุทธ์ Outsourcing/Trading กระสอบพลาสติก:** การสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอนตามที่คาดหวัง
* **การควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหาร:** การลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหารประจำในช่วงครึ่งปีหลัง
* **ผลประกอบการของบริษัทร่วม:** การฟื้นตัวหรือการเปลี่ยนแปลงของผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
* **Utilization:** แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization โดยตรง แต่การที่บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายและเร่งขยายตลาด Flexible Packaging เพื่อเติมเต็มกำลังการผลิตที่ยังว่างอยู่ บ่งชี้ว่า Utilization ในส่วนนี้ยังไม่เต็มที่
* **Order Book:** ไม่ได้มีการระบุข้อมูล Order Book โดยตรง แต่มีการกล่าวถึงการกำหนดราคาขายสินค้าที่ลูกค้ามีการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้วในกลุ่ม Flexible Packaging ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปรับราคาตามต้นทุนวัตถุดิบที่ผันผวน
* **ราคาวัตถุดิบ:** เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อ GPM ของ Flexible Packaging โดยราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น 15-20%
* **GPM:** กลุ่มกระสอบพลาสติกมีกำไรขั้นต้นที่ค่อนข้างแน่นอนจากการขายแบบ Outsourcing/Trading ส่วนกลุ่ม Flexible Packaging มีผลขาดทุนขั้นต้นเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
* **การส่งออก:** ไม่ได้มีการระบุข้อมูลการส่งออกโดยตรง
* **ค่าเงิน:** ไม่ได้มีการระบุผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน
* **สินค้าคงคลัง:** สินค้าคงเหลือลดลง 14.73 ล้านบาท เนื่องจากการหยุดการผลิตกระสอบพลาสติก
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
* **สินทรัพย์รวม:** ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2565 อยู่ที่ 730.89 ล้านบาท ลดลง 6.87% จากสิ้นปี 2564 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 21.13% จากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่ลดลง และสินค้าคงเหลือที่ลดลงจากการหยุดผลิตกระสอบพลาสติก สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลง 3.88% จากการขายเครื่องจักรและค่าเสื่อมราคา
* **หนี้สินรวม:** อยู่ที่ 97.19 ล้านบาท ลดลง 23.45% จากสิ้นปี 2564 โดยหนี้สินหมุนเวียนลดลง 22.70% จากเจ้าหนี้การค้าที่ลดลงตามปริมาณการสั่งซื้อวัตถุดิบ หนี้สินไม่หมุนเวียนลดลง 30.32% จากการคำนวณหนี้สินผลประโยชน์พนักงานใหม่หลังการยกเลิกสายการผลิตกระสอบพลาสติก บริษัทไม่มีหนี้สินระยะยาวจากสถาบันการเงิน
* **ส่วนของผู้ถือหุ้น:** อยู่ที่ 633.69 ล้านบาท ลดลง 3.67% จากสิ้นปี 2564 เนื่องจากผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 24.14 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรก
## สรุปท้าย
NEP ในไตรมาส 2 ปี 2565 เผชิญกับผลขาดทุนที่เพิ่มขึ้น โดยมีหัวใจหลักมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นในกลุ่ม Flexible Packaging ประกอบกับการปรับโครงสร้างธุรกิจกระสอบพลาสติกที่ส่งผลให้รายได้ลดลง แม้ว่าบริษัทจะมีแนวทางในการปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างกำไรขั้นต้นที่แน่นอนจากการขายกระสอบพลาสติก และมุ่งเน้นการขยายตลาด Flexible Packaging เพื่อเพิ่มยอดขายและบริหารต้นทุน แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและภาวะเศรษฐกิจยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายให้สอดคล้องกัน เพื่อพลิกฟื้นผลประกอบการให้ดีขึ้นในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ NEP ไตรมาส 2/2565
รายได้รวม
8.77
ล้านบาท
↑ 53.7% YoY
กำไรขั้นต้น
1.84
ล้านบาท
↑ 4.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
20.99
%
กำไรสุทธิ
-0.46
ล้านบาท
↓ 106.6% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-5.26
%
D/E Ratio
0.01
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
9
↑ + 53.7%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
2
↑ + 4.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
0
↓ -106.6%
YoY
D/E Ratio
0.01
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — NEP
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.01
ROE (%)
1.76
ROA (%)
1.72
Book Value/หุ้น
0.25
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — NEP
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+17
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-27
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — NEP
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
16.98
-45.37%
|
31.08
+55.87%
|
19.94
-731.01%
|
-3.16
-109.98%
|
31.65
-205.75%
|
-29.93
+859.29%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-26.71
-46.41%
|
-49.84
+539.79%
|
-7.79
-131.99%
|
24.35
+192.67%
|
8.32
-85.88%
|
58.92
+101.44%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
0.14
-98.28%
|
8.12
-5,175.00%
|
-0.16
-99.19%
|
-19.78
+35.76%
|
-14.57
+129.81%
|
-6.34
-38.80%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-9.61
-9.85%
|
-10.66
-188.91%
|
11.99
+744.37%
|
1.42
-94.41%
|
25.40
+12.14%
|
22.65
-194.57%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
5.06
+15.26%
|
4.39
-63.69%
|
12.09
-65.28%
|
34.82
-40.20%
|
58.23
+63.66%
|
35.58
-55.26%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
16.08
+217.79%
|
5.06
+15.26%
|
4.39
-63.69%
|
12.09
-65.28%
|
34.82
-40.20%
|
58.23
+4.77%
|