บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
SET · อาหารและเครื่องดื่ม
20.10
+0.10 (+0.50%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6507 out_tok=2791 at=2026-07-25T20:38:13 -->
# M กำไร Q3/2565 พุ่ง 259% รับกำลังซื้อฟื้น-คุมต้นทุนได้ดี
## รายได้โตแรง 106% หลังคลายล็อกดาวน์ หนุนกำไรสุทธิก้าวกระโดด ขณะที่ GPM ขยับขึ้นจากการปรับราคาและสัดส่วนช่องทางขาย
บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ M รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 408 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 258.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของรายได้จากการขายและบริการที่เติบโตถึง 106.1% หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลายและมาตรการผ่อนคลาย ส่งผลให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการที่ร้านมากขึ้น ขณะที่กำไรขั้นต้นต่อยอดขาย (GPM) ก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ M ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 106.1% YoY** ประกอบกับการ **ปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่เพิ่มขึ้นจาก 60.1% เป็น 65.2%** เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ปัจจัยทั้งสองนี้ส่งผลให้กำไรสุทธิพลิกกลับมาเป็นบวกถึง 408 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 257 ล้านบาทในปีก่อน
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**การฟื้นตัวของรายได้** เกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คลี่คลายลง ทำให้รัฐบาลสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดได้ ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติและกลับมาใช้บริการที่ร้านอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะการกลับมาเปิดให้บริการแบบนั่งรับประทานที่ร้านได้เต็มรูปแบบ ส่งผลให้ยอดขายจากช่องทาง Dine-in ซึ่งมีสัดส่วนรายได้สูงและมีอัตรากำไรดี ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2564 ที่มีมาตรการล็อกดาวน์เข้มงวด ทำให้ร้านอาหารไม่สามารถให้บริการแบบนั่งรับประทานได้
ส่วน **การปรับตัวดีขึ้นของ GPM** มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1) สัดส่วนรายได้จากช่องทางการจัดส่งอาหาร (Delivery) ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าช่องทางอื่น ปรับลดลง ทำให้สัดส่วนรายได้จากช่องทางที่มีกำไรสูงขึ้น และ 2) บริษัทฯ มีการปรับราคาขายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบจะสูงขึ้น แต่การปรับราคาขายและการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมปรับตัวดีขึ้น
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนมีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้ชีวิตและบริโภคนอกบ้านมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของธุรกิจร้านอาหาร นอกจากนี้ ฝ่ายจัดการยังได้มีการปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งหากสามารถบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็มีโอกาสที่จะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่ดีได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิพลิกบวก 408 ล้านบาท:** เพิ่มขึ้น 258.6% YoY จากขาดทุน 257 ล้านบาทใน Q3/2564
* **รายได้จากการขายและบริการโต 106.1% YoY:** แตะ 4,067 ล้านบาท จากการกลับมาเปิดให้บริการที่ร้านเต็มรูปแบบ
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้น:** จาก 60.1% ใน Q3/2564 เป็น 65.2% ใน Q3/2565
* **ค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อรายได้ลดลง:** เหลือ 53.1% จาก 76.4% ใน Q3/2564 แม้ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 41.4% YoY
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่ง:** สินทรัพย์รวม 19,175 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 2.0% จากสิ้นปี 2564 โดยมีเงินสดเพิ่มขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและบริการรวม 4,067 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 106.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากการฟื้นตัวของยอดขายสาขาเดิมที่เพิ่มขึ้น 101.2% จากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการที่ร้านอาหารได้มากขึ้น สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 รายได้รวมอยู่ที่ 11,578 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านกำไรขั้นต้นในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 2,654 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123.9% YoY โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายและบริการปรับตัวดีขึ้นจาก 60.1% เป็น 65.2% ซึ่งเป็นผลมาจากการกลับมาของลูกค้าที่ร้านและการลดลงของสัดส่วนรายได้จากช่องทาง Delivery ที่มีกำไรขั้นต้นต่ำกว่า รวมถึงการปรับขึ้นราคาขายเล็กน้อยเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 7,568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.6% YoY และมี GPM อยู่ที่ 65.4%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 2,182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.4% YoY ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าเช่า อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวมได้ปรับลดลงอย่างมากจาก 76.4% ในปีก่อน เป็น 53.1% ในปีนี้ เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 ค่าใช้จ่ายขายและบริหารอยู่ที่ 6,309 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% YoY และมีสัดส่วนต่อรายได้รวมลดลงจาก 67.6% เป็น 53.8%
ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2565 พลิกกลับมาเป็นบวกที่ 408 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 258.6% YoY จากที่ขาดทุน 257 ล้านบาทในปีก่อน สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2565 กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 517.1% YoY จากขาดทุน 268 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของกำลังซื้อและการบริโภคนอกบ้าน:** การผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 และการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติของประชาชน เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อธุรกิจร้านอาหาร
* **การบริหารจัดการต้นทุนและราคาขาย:** การปรับราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่ดี
* **การเติบโตของแบรนด์:** การมีแบรนด์ที่แข็งแกร่งและหลากหลาย เช่น MK, Yayoi, แหลมเจริญ จะช่วยกระจายความเสี่ยงและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายกลุ่ม
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ:** ราคาวัตถุดิบบางชนิดอาจยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนขายและอัตรากำไรขั้นต้น
* **กำลังซื้อของผู้บริโภค:** สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อาจได้รับผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อและปัจจัยอื่นๆ อาจส่งผลต่อปริมาณการใช้จ่าย
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ธุรกิจร้านอาหารมีการแข่งขันสูง ทั้งจากผู้ประกอบการรายเดิมและรายใหม่ ซึ่งอาจกดดันราคาและส่วนแบ่งทางการตลาด
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบ:** การเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และวัตถุดิบอื่นๆ
* **การปรับตัวของกำลังซื้อ:** การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะต่อไป
* **การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้
* **การเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG):** ตัวชี้วัดสำคัญของการฟื้นตัวของธุรกิจร้านอาหาร
* **การขยายสาขาและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่:** แผนการลงทุนและการสร้างการเติบโตในอนาคต
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
ในไตรมาส 3 ปี 2565 กลุ่มธุรกิจอาหารของ M ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการกลับมาบริโภคนอกบ้านของประชาชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะแบรนด์ MK ที่เป็นแบรนด์หลัก มีการปรับราคาขายขึ้นเล็กน้อยเพื่อสะท้อนต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อ GPM โดยรวม ในขณะเดียวกัน สัดส่วนรายได้จากช่องทาง Delivery ที่มีมาร์จิ้นต่ำกว่าได้ลดลง ทำให้ GPM โดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ทำได้ดีเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้ ทำให้บริษัทสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 19,175 ล้านบาท ลดลง 2.0% จากสิ้นปี 2564 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของสินทรัพย์สิทธิการใช้ ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ รวมถึงลูกหนี้การค้า ในขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น 180 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 5,738 ล้านบาท ลดลง 5.3% จากสิ้นปี 2564 โดยหลักมาจากการลดลงของหนี้สินตามสัญญาเช่าและเจ้าหนี้การค้า ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 13,437 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.5% จากสิ้นปี 2564 ซึ่งเป็นผลมาจากการจ่ายเงินปันผลประจำปี
## สรุปท้าย
ผลประกอบการของ M ในไตรมาส 3 ปี 2565 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งจากการกลับมาของกำลังซื้อและการบริโภคนอกบ้าน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนและราคาขายที่ทำได้ดี ส่งผลให้รายได้และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นำไปสู่การพลิกกลับมามีกำไรสุทธิที่เติบโตสูง แม้จะมีความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบและความผันผวนของกำลังซื้อ แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ M มีโอกาสที่จะรักษาโมเมนตัมเชิงบวกต่อไปได้ในระยะข้างหน้า
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ M ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
3,959.22
ล้านบาท
↑ 3.8% YoY
กำไรขั้นต้น
2,457.41
ล้านบาท
↓ 0.3% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
62.07
%
กำไรสุทธิ
102.60
ล้านบาท
↓ 71% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
2.59
%
D/E Ratio
0.43
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
3,959
↑ + 3.8%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
2,457
↓ -0.3%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
103
↓ -71%
YoY
D/E Ratio
0.43
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — M
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.43
ROE (%)
6.36
ROA (%)
5.56
Book Value/หุ้น
14.21
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — M
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-1,218
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+751
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — M
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-1,218.01
+11.21%
|
-1,095.24
-31.65%
|
-1,602.40
+9.99%
|
-1,456.88
-666.97%
|
256.96
-69.87%
|
852.92
-31.60%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
751.44
+34.48%
|
558.79
+60.83%
|
347.45
-192.51%
|
-375.57
-15.29%
|
-443.34
+112.43%
|
-208.70
-78.19%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
1,568.68
+3.11%
|
1,521.39
-2.31%
|
1,557.30
+10.78%
|
1,405.78
+34.79%
|
1,042.96
-449.87%
|
-298.10
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
1,102.10
+11.90%
|
984.93
+225.76%
|
302.35
-170.86%
|
-426.69
-149.81%
|
856.59
+147.48%
|
346.12
-46.21%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
670.40
-14.76%
|
786.46
+24.76%
|
630.36
+26.96%
|
496.50
-2.54%
|
509.45
-36.96%
|
808.11
+11.43%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
591.37
-11.79%
|
670.40
-14.76%
|
786.46
+24.76%
|
630.36
+26.96%
|
496.50
-2.54%
|
509.45
-36.96%
|