บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน)
MAI ·
5.60
+0.05 (+0.90%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6322 out_tok=2748 at=2026-07-25T17:36:15 -->
# HL กำไรสุทธิ Q3/65 พุ่ง 23.6% รับแรงหนุนรายได้โต-มาร์จิ้นดีขึ้น
## รายได้รวมโต 13.13% รับอานิสงส์สินค้าสุขภาพ-บริโภคมาแรง ขณะที่ต้นทุนจัดจำหน่ายเพิ่มตามการขยายสาขา
บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) หรือ HL รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 31.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ต้นทุนจัดจำหน่ายจะปรับตัวสูงขึ้น แต่การเติบโตของรายได้และการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิขยายตัวได้ โดยรายได้รวมอยู่ที่ 402.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ HL ในไตรมาส 3 ปี 2565 คือ **การเติบโตของรายได้จากการขายที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น** แม้ว่ายอดขายชุดตรวจหาโควิด-19 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่การเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น โดยเฉพาะสินค้าสุขภาพสำหรับภายนอกร่างกายและสินค้าบริโภค สามารถชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **รายได้จากการขายเติบโต 12.87%:** แม้ว่ายอดขายชุดตรวจหาโควิด-19 จะลดลงจาก 16.6% เหลือเพียง 4.23% ของรายได้จากการขาย เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย แต่บริษัทสามารถชดเชยได้ด้วยการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ได้แก่
* **สินค้าสุขภาพสำหรับภายนอกร่างกาย:** เติบโต 30.73% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากประชาชนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยและป้องกันตนเองมากขึ้น
* **สินค้าบริโภค:** เติบโต 21.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
* **ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร:** ยังคงเป็นสัดส่วนรายได้หลักที่ 65.46% และเติบโต 11.69%
* **อุปกรณ์การแพทย์และของใช้ในบ้าน:** เติบโต 7.80%
2. **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น:** GPM อยู่ที่ 24.25% เพิ่มขึ้นจาก 23.56% ในปีก่อน ปัจจัยหนุนมาจาก:
* GPM ของสินค้าบริโภคและอุปกรณ์การแพทย์ปรับสูงขึ้น
* สัดส่วนรายได้สินค้าที่ไม่ใช่ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งมี GPM สูงกว่า
* ยอดขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท เฮลท์เนส จำกัด ผ่านร้านขายยาของกลุ่มบริษัท เติบโต 38.62% และมี GPM สูง
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:** **มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนการเติบโตของกลุ่มสินค้าสุขภาพและสินค้าบริโภคในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดขายชุดตรวจโควิด-19 ที่ลดลงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามผลกระทบต่อรายได้รวมในระยะต่อไป
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิ Q3/65 เติบโต 23.60% YoY** อยู่ที่ 31.20 ล้านบาท
* **รายได้รวม Q3/65 เพิ่มขึ้น 13.13% YoY** แตะ 402.71 ล้านบาท
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับดีขึ้น** เป็น 24.25% จาก 23.56% YoY
* **ยอดขายชุดตรวจโควิด-19 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ** จาก 16.6% เหลือ 4.23% ของรายได้จากการขาย
* **ต้นทุนจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 23.29% YoY** จากการเปิดสาขาใหม่ 6 สาขาในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ทำให้จำนวนสาขาเพิ่มเป็น 32 สาขา
* **ฐานะการเงินแข็งแกร่ง** อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำที่ 0.33 เท่า ณ สิ้น Q3/65
## ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัท เฮลท์ลีด จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 402.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขาย 397.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.87% กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 96.40 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 24.25% เพิ่มขึ้นจาก 23.56% ในปีก่อน ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 23.29% เป็น 43.39 ล้านบาท เนื่องจากมีการขยายสาขาใหม่ 6 สาขา ทำให้มีสาขารวม 32 สาขา ณ สิ้นไตรมาส ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.07% เป็น 18.53 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินอยู่ที่ 1.70 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 3 ปี 2565 อยู่ที่ 31.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีอัตรากำไรสุทธิ 7.75% เพิ่มขึ้นจาก 7.09% ในปีก่อน
สำหรับงวด 9 เดือนแรกปี 2565 บริษัทมีรายได้รวม 1,142.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.22% และมีกำไรสุทธิ 84.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.37% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
## โอกาส
* **การเติบโตของกลุ่มสินค้าสุขภาพและสินค้าบริโภค:** ประชาชนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพอนามัยมากขึ้น และแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของสินค้ากลุ่มนี้
* **การขยายสาขา:** การเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้น 6 สาขาในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และมีแผนเปิดเพิ่มในไตรมาส 4 ปี 2565 จะช่วยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
* **ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เฮลท์เนส:** ยอดขายผลิตภัณฑ์ของบริษัท เฮลท์เนส จำกัด ที่เติบโตสูงและมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง เป็นปัจจัยบวกต่อการทำกำไรของกลุ่ม
* **การลงทุนในสำนักงานใหญ่และคลังสินค้าใหม่:** การลงทุนในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อใช้เป็นสำนักงานใหญ่และคลังสินค้าแห่งใหม่ จะช่วยรองรับการเติบโตในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **การลดลงของยอดขายชุดตรวจโควิด-19:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ส่งผลให้ยอดขายสินค้ากลุ่มนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจกระทบต่อรายได้รวมหากไม่สามารถชดเชยด้วยสินค้าอื่นได้
* **ต้นทุนจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น:** การขยายสาขาใหม่และการเตรียมเปิดสาขาใหม่ส่งผลให้ต้นทุนจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรหากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ธุรกิจร้านขายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพมีการแข่งขันสูง อาจส่งผลต่อส่วนแบ่งการตลาดและอัตรากำไร
* **ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน:** การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มรายได้จากการขายในไตรมาส 4/65 และปี 2566:** โดยเฉพาะการชดเชยยอดขายชุดตรวจโควิด-19 ที่ลดลงด้วยสินค้ากลุ่มอื่น
* **ผลประกอบการจากการขยายสาขาใหม่:** ประสิทธิภาพและอัตราการทำกำไรของสาขาที่เปิดใหม่
* **การบริหารจัดการต้นทุนจัดจำหน่าย:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา
* **การเติบโตของกลุ่มสินค้าสุขภาพสำหรับภายนอกร่างกายและสินค้าบริโภค:** ว่าจะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **การดำเนินงานของสำนักงานใหญ่และคลังสินค้าแห่งใหม่:** การปรับตัวและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ใหม่
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
* **รายได้จากการขาย:** แม้ว่ายอดขายชุดตรวจโควิด-19 จะลดลง แต่การเติบโตของกลุ่มสินค้าสุขภาพสำหรับภายนอกร่างกาย (+30.73% YoY) และสินค้าบริโภค (+21.66% YoY) เป็นสัญญาณที่ดี แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
* **อัตรากำไรขั้นต้น:** การเพิ่มขึ้นของ GPM เป็นผลมาจากการผสมผสานของผลิตภัณฑ์ที่ขายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง และการเติบโตของยอดขายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง (เฮลท์เนส) ซึ่งมี GPM สูงกว่า
* **ต้นทุนจัดจำหน่าย:** การขยายสาขาเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มยอดขายในระยะยาว แต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งฝ่ายจัดการต้องบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
* **จำนวนสาขา:** การเพิ่มขึ้นจาก 26 เป็น 32 สาขา สะท้อนถึงการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 กันยายน 2565 กลุ่มบริษัทมีสินทรัพย์รวม 1,206.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2564 โดยเงินสดลดลงจากการนำไปลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน ขณะที่ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในสำนักงานใหญ่และคลังสินค้าแห่งใหม่ รวมถึงการปรับปรุงและลงทุนในสาขาใหม่ สินทรัพย์สิทธิการใช้เพิ่มขึ้นจากการมีสัญญาเช่าสาขาใหม่เพิ่มขึ้น หนี้สินรวมอยู่ที่ 300.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2564 โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้หมุนเวียนอื่น รวมถึงหนี้สินตามสัญญาเช่า บริษัทไม่มีเงินกู้จากสถาบันการเงินแล้ว เนื่องจากได้ชำระคืนทั้งหมดในไตรมาส 2 ปี 2565 ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ในระดับต่ำที่ 0.33 เท่า ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 906.58 ล้านบาท
## สรุปท้าย
HL โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2565 เติบโตแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 23.60% จากการเติบโตของรายได้จากการขายที่ 12.87% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มสินค้าสุขภาพและสินค้าบริโภค ประกอบกับการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น แม้ต้นทุนจัดจำหน่ายจะเพิ่มขึ้นจากการขยายสาขา แต่การลงทุนเพื่อการเติบโตนี้ ประกอบกับฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในอนาคต ขณะที่ความเสี่ยงจากการลดลงของยอดขายชุดตรวจโควิด-19 และการบริหารต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ HL ไตรมาส 3/2565
รายได้รวม
577.32
ล้านบาท
↑ 7.1% YoY
กำไรขั้นต้น
148.69
ล้านบาท
↑ 10% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
25.76
%
กำไรสุทธิ
27.83
ล้านบาท
↓ 10.8% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
4.82
%
D/E Ratio
0.49
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
577
↑ + 7.1%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
149
↑ + 10%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
28
↓ -10.8%
YoY
D/E Ratio
0.49
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — HL
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.49
ROE (%)
7.89
ROA (%)
7.28
Book Value/หุ้น
3.74
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — HL
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-75
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+122
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — HL
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-75.10
+178.46%
|
-26.97
-184.12%
|
32.06
-137.98%
|
-84.41
-344.31%
|
34.55
-64.37%
|
96.96
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
122.24
-9.67%
|
135.33
-64.66%
|
382.96
-65.64%
|
1,114.67
-7,657.08%
|
-14.75
+26.50%
|
-11.66
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
66.11
+15.15%
|
57.41
-8.67%
|
62.86
+7.56%
|
58.44
-91.07%
|
654.31
-940.15%
|
-77.88
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
125.82
-15.31%
|
148.57
-68.91%
|
477.88
-56.11%
|
1,088.69
|
0.00
|
0.00
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
168.67
-49.62%
|
334.81
+128.77%
|
146.35
-79.24%
|
705.01
+1,922.98%
|
34.85
+27.05%
|
27.43
+143.85%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
37.43
-77.81%
|
168.67
-49.62%
|
334.81
+128.77%
|
146.35
-79.24%
|
705.01
+1,922.98%
|
34.85
+27.05%
|