https://aio.panphol.com/assets/images/community/4140_VC398Z.png

สรุปผลประกอบการและแนวโน้ม ITC ปี 2567-2568

P/E 11.09 YIELD 8.65 ราคา 13.30 (0.00%)

เอกสารนี้เป็นการสรุปประเด็นสำคัญและแนวคิดหลักจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC โดยเน้นที่ผลประกอบการปี 2567, กลยุทธ์ปี 2568 และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจและนวัตกรรมของบริษัท

1. ผลประกอบการปี 2567 (Oppday year-end 2024)

ภาพรวมผลประกอบการ:

  • ยอดขาย: 17,729 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.8% จากปี 2566
  • กำไรขั้นต้น: 4,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 27.7%
    • หากไม่รวมผลกระทบจากการกลับรายการประมาณการสินค้าคงเหลือ (reversal inventory provision) อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 27.1%
  • กำไรจากการดำเนินงาน: 3,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76%
  • กำไรสุทธิ: 3,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 58% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 20.3%
  • ปริมาณการขาย: 133,318 ตัน
  • ลูกค้าใหม่: 83 ราย สร้างยอดขาย 458 ล้านบาท
  • สินค้าใหม่: สร้างยอดขายเกือบ 1,400 ล้านบาท
  • จำนวน SKU ทั้งหมด: 5,000 กว่า SKU
  • เงินปันผล: จ่ายเงินปันผลรวมทั้งปี 1.15 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผล 95.9% และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (dividend yield) 5.2%

ผลการดำเนินงานรายไตรมาส 4 ปี 2567:

  • ยอดขาย: 4,700 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2566
  • ปริมาณการขาย: 27,000 ตัน
  • กำไรขั้นต้น: 1,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 25.5%
  • กำไรสุทธิ: 790 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 3% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 16.8%
  • ยอดขายตามภูมิภาค:
    • อเมริกา: 2,400 - 2,500 ล้านบาท (คงที่)
    • ยุโรป: 655 ล้านบาท (ลดลง 15%)
    • เอเชียและโอเชียเนีย: 1,600 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 61%)
  • ปัจจัยที่มีผลต่อยอดขาย: ปริมาณลดลง 3%, สินค้าพรีเมียมเพิ่มขึ้น 5%, อัตราแลกเปลี่ยนลดลง 2.8%

ภาพรวมตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง:

  • ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกปี 2567 คาดการณ์ที่ 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโตเกือบ 10% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และคาดการณ์เติบโตเกือบ 6% ต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยกลุ่ม mid-price และ premium เติบโตเร็วที่สุด
  • ตลาดอาหารเปียกสำหรับแมวและสุนัขมีการเติบโตประมาณ 9% ต่อปี โดยตลาดอาหารเปียกแมวมีขนาดใหญ่กว่า (24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) เมื่อเทียบกับสุนัข (14,000 - 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐ)
  • ITC มีส่วนแบ่งตลาดอาหารเปียกแมวทั่วโลกประมาณ 6%

ความสำเร็จในปี 2567:

  • ด้านการพาณิชย์: ขยายการขายให้กับ Global Brand โตขึ้น 4 เท่า, ยอดขายให้ retailer อันดับ 1 ในอเมริกาโตขึ้น 30%, ขยาย Private Label ในอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย
  • ด้านปฏิบัติการ: เดินเครื่องโรงงานใหม่และขยายกำลังการผลิตเกือบ 20%, สร้าง automated warehouse ที่สงขลา (อยู่ระหว่างก่อสร้าง)
  • ด้านนวัตกรรม: I-category ได้รับ accreditation จาก AAFCO International, เป็นบริษัท Pet Food แห่งเดียวในโลกที่ได้รับการรับรองนี้ และเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกในประเทศไทย, มีสิทธิบัตรที่ยื่นจดทะเบียนและได้รับการจดทะเบียน 19 สิทธิบัตร
  • รางวัล: ได้รับ CFO Award, IR Award, ESG Award, Manufacturing Award
  • อื่นๆ: ถูกรวมอยู่ใน SET50, เปิดตัวกลยุทธ์ปี 2030 ภายใต้โครงการ Twin Transformation

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่:

  • เปิดตัว 1,300 รายการ คิดเป็นรายได้ประมาณ 1,400 ล้านบาท (7.9% ของยอดขาย)
  • ตัวอย่างผลิตภัณฑ์:
    • Toone Sachets: ขายให้ลูกค้าในเยอรมนี (Online Business 100%)
    • Tender De: อาหารสุนัขแบบ Topper ขายให้ Global Brand
    • Chicken Broth: ขายเป็น ingredient ให้กับ Global Brand และกลุ่ม High Valuable

ความยั่งยืน (Sustainability Initiative):

  • Pass to Net Zero: ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% (Scope 1 & 2) ภายในปี 2030
  • แรงงาน: จัดหาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย, สอนและให้เครื่องมือประมงที่ปลอดภัย
  • Zero Waste Water Discharge: ตั้งเป้าลดการปล่อยน้ำเสียสู่สิ่งแวดล้อมภายในปี 2030

สัดส่วนการขายตามภูมิภาคและประเภทสินค้า (ปี 2567):

  • ภูมิภาค: อเมริกา 50% (ทรงตัว), ยุโรป 16% (เพิ่มขึ้น), เอเชีย 34% (ลดลงเล็กน้อย)
  • ประเภทสินค้า: อาหารแมว 70%, อาหารสุนัข 18% (เติบโตจาก 16% ในปี 2566), ขนมสัตว์เลี้ยง 12%
  • กลุ่มลูกค้า: Global Brand 48% (เพิ่มขึ้น 5% Point), Brand Owner 34% (ลดลง), Private Label 16% (ทรงตัว), No Brand 2% (ทรงตัว)

ผลการดำเนินงานแยกตามตลาด (ปี 2567):

  • อเมริกา: ยอดขายเติบโต 14% (YoY), ปริมาณเติบโต 0.5% ปัจจัยหนุน: Demand กลับสู่ปกติ, Selling Price ดีขึ้น, Inventory ลูกค้าลดลง, ลูกค้ารายใหม่ (แคนาดาและอเมริกา)
  • เอเชีย: ยอดขายเติบโต 4.5% (YoY), ปริมาณลดลง 4.5% ปัญหาหลักจากญี่ปุ่น (ปริมาณลดลง), แต่ Dollar Sales ดีขึ้นจากการออกสินค้าใหม่ (reformulation) และการปรับราคา ปัจจัยบวก: ยอดขายในอินเดีย (อาหารเปียก), ออสเตรเลีย (สินค้าใหม่สำหรับลูกสุนัข, Functional Food, ลูกค้ารายใหม่)
  • ยุโรป: เติบโตดีขึ้น 3% Point, ยอดขายเติบโต 40% (YoY), ปริมาณเติบโต 51% ทีมงานในยุโรปทำงานได้ดี, ได้ลูกค้ารายใหม่ในสเปนและอิตาลี, ขยาย Drink Line ในเยอรมนี, รักษาลูกค้ารายใหญ่ในฝรั่งเศส

อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ (ปี 2567):

  • อัตรากำไรขั้นต้นทั้งปี 27.7% (Q4: 25.5%)
  • อัตรากำไรสุทธิทั้งปี 20.3% (Q4: 16.8%)
  • ปัจจัยที่กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นใน Q4: ค่าเสื่อมราคา ITC 2.2 เต็มไตรมาส, Rebate ให้ลูกค้า, ค่าเงินบาทผันผวนและแข็งค่า, ราคาวัตถุดิบ (ปลา) สูงขึ้น
  • ปัจจัยที่กระทบต่อกำไรสุทธิใน Q4: กำไรขั้นต้นลดลง, ค่า Transformation Cost, ค่าที่ปรึกษา (Front load)

องค์ประกอบต้นทุนขาย:

วัตถุดิบ 1/3, Ingredient & Packaging 1/3, Labor & Overhead 1/3 ราคาปลาทูน่า Q4 สูงขึ้น แต่ราคาไก่ลดลง ค่าเงินบาทใกล้เคียง Q3, ค่า Freight Cost ลดลงเล็กน้อย, ราคาอลูมิเนียมสูงขึ้นเล็กน้อย

อัตราส่วนทางการเงิน:

  • Cash Cycle Day: 149 วัน (ดีกว่าเป้า 150 วัน), สูงขึ้นเล็กน้อยจาก Q3 (71 วัน เป็น 75 วัน) จากลูกหนี้การค้าเพิ่มขึ้น
  • อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA): 14%
  • อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE): 15%
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนที่มีภาระดอกเบี้ย: 0.0 เท่า (หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่ำมาก)

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (Effective Tax Rate):

ปี 2567 อยู่ที่ 3.8% (ตามเป้า 3-5%) เนื่องจากยังได้รับประโยชน์จาก BOI

ผลกระทบของ Global Minimum Tax (GMT):

  • GMT จะบังคับใช้กับบริษัทที่มีรายได้เกิน 750 ล้านยูโร ซึ่ง Thai Union (บริษัทแม่ของ ITC) อยู่ในขอบเขต
  • ITC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยภายใต้ Thai Union จะได้รับผลกระทบด้วย โดย Thai Union จะ allocate ภาษี Top-Up มาให้ ITC และบริษัทอื่นๆ ในประเทศไทย
  • คาดการณ์ว่าในปี 2568 ภาษี Top-Up ที่ ITC จะต้องจ่ายเพิ่มจะอยู่ที่ประมาณ 3-4.5% ทำให้อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยรวม (Effective Tax Rate) ในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 7-8.5%
  • ผลกระทบต่อ Bottom Line (กำไรสุทธิ) คาดว่าจะไม่มาก (ไม่ถึง 1%) เนื่องจากฐานในการคำนวณ ETR และ Net Profit Margin แตกต่างกัน
  • บริษัทยังคงรอมาตรการเพิ่มเติมจาก BOI ที่อาจช่วยบรรเทาผลกระทบ

2. แนวโน้มและกลยุทธ์ปี 2568 (Guidance 2025)

  • เป้ายอดขายเติบโต: 13-15% (YoY)
  • เป้าอัตรากำไรขั้นต้นเติบโต: 10-12% (YoY)
  • เป้าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales): 9-10% (ใกล้เคียงเดิม)
  • งบลงทุน (CAPEX): 1,500 ล้านบาท
  • นโยบายการจ่ายเงินปันผล: ไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ

กลยุทธ์หลักปี 2568:

  • เพิ่มปริมาณการขาย โดยเฉพาะ Private Label ในอเมริกาและยุโรป
  • รักษาและเพิ่ม Share of Wallet ในลูกค้าปัจจุบัน
  • เน้นสินค้า Premium Wet Treat และ Functional Pet Food (เป็นขั้นไปสู่ Supplement และ Nutraceutical)
  • ขยายเข้าสู่กลุ่มสินค้า Chunky & Pate
  • คาดการณ์รายได้จากโครงการใหม่ๆ ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐ (Q1/2568 มียอดขายเกือบ 100% แล้ว)
  • โอกาสทางธุรกิจหลักยังคงอยู่ที่ Private Label

ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง:

  • เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก
  • ภาษีนำเข้าของอเมริกา (Import Tariff)
  • ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

แผนการเติบโตเชิงกลยุทธ์: ยังคงมองหาโอกาสในการทำ M&A โดยได้ว่าจ้างที่ปรึกษาเพื่อหาเป้าหมายที่เหมาะสมและสร้าง Synergy ในระยะยาว

ภาพรวมผู้นำตลาด Global Brand: โดยรวมยังมีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3% สะท้อนว่าธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มไตรมาส 1 ปี 2568: คาดว่าน่าจะทำตัวเลขได้ดีขึ้น (YoY) เนื่องจาก Secured Order เกือบ 100% แล้ว อย่างไรก็ตาม โดยปกติ Q1 จะเป็นช่วงที่การขายค่อนข้างอ่อนตัว

ปัจจัยบวกครึ่งแรกปี 2568: โครงการใหม่ๆ ทยอยส่งมอบตั้งแต่ปลายปี 2567 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรก

แหล่งที่มาของการเติบโตยอดขาย (13-15%): ปริมาณ (Volume) เป็นหลัก, รองลงมาคือราคา (Price) ที่ปรับขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2567

แผนการลงทุนปี 2568 (1,500 ล้านบาท):

หลักๆ เป็นโครงการต่อเนื่องจากปี 2567 คือ Automated Warehouse ที่สงขลา (ประมาณครึ่งหนึ่งของงบลงทุน), ที่เหลือเป็นการปรับปรุงเครื่องจักรเก่า, Sustainability Initiatives (เช่น Bio Boiler), QC (เช่น เครื่อง X-ray)

ตลาด Wet Food:

ตลาดแมวโดยรวมใหญ่กว่าสุนัข เนื่องจากแมวเลี้ยงง่ายกว่า เหมาะกับสังคมเมือง และมีศักยภาพในการพัฒนาสินค้าพรีเมียมได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะ Wet Food ตลาด Wet Cat Food จะใหญ่กว่า Wet Dog Food

แผนการสร้างแบรนด์:

ไม่ได้มุ่งเน้นการเติบโตของ Own Brand (ตั้งเป้าไม่เกิน 2% ของรายได้) แต่จะใช้ Own Brand เป็น Business Show Case สำหรับการนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ให้กับลูกค้าต่างประเทศ รวมถึงการทำ Product Showcase ในประเทศไทย

ตลาดหลักขับเคลื่อนผลงานปี 2568:

อเมริกา ยังคงเป็นตลาดหลัก (สัดส่วนใกล้เคียง 49-50%) เนื่องจากยังคงพึ่งพิงการนำเข้าอาหารแมวจากไทย โดยเฉพาะกลุ่ม Private Label มีโอกาสได้ลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น

แผนขยายตลาดใหม่:

  • ลาตินอเมริกา: มองเห็นโอกาสในตลาด Dry Food ที่มีศักยภาพสำหรับสินค้า Wet Food พรีเมียม เริ่มเข้าไปทำตลาดแล้ว
  • ยุโรป: ขยายตลาดในสเปนและอิตาลีเพิ่มเติมจากตลาดเดิม
  • ตะวันออกกลาง: พิจารณาบางประเทศ (เช่น ซาอุดีอาระเบีย) แต่เน้นลูกค้ากลุ่ม High-End เนื่องจากตลาดส่วนใหญ่เป็น Low-End
  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: อินโดนีเซีย เป็นตลาดใหม่ที่เริ่มมีการส่งมอบสินค้าแล้ว
  • แคริบเบียน: PAT and Tobacco เป็นลูกค้ารายใหม่ล่าสุด โดยร่วมมือกับ Global Brand

แผนขยาย Market Share (6%):

ค่อยๆ เติบโต โดยเน้นการเพิ่ม Volume เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการ Transformation (Project Twin) ในการเพิ่ม Economy of Scale และ Cost Saving

ค่าใช้จ่าย Transformation Project:

รวมอยู่ในเป้าหมาย SG&A แล้ว โดย Q4/2567 มีค่า Consulting Fee ประมาณ 3.4% ของยอดขาย หากไม่รวม Consulting Fee อัตราส่วน SG&A ต่อ Sales จะต่ำกว่า 8% สำหรับ Q4 และต่ำกว่าเป้าทั้งปี (9.3%) หากไม่รวมจะมีเพียง 7.4% อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าใช้จ่าย Transformation จะลดลงในปี 2568 ในขณะที่ Cost Saving และผลลัพธ์จากโครงการต่างๆ จะเริ่มเห็นผลมากขึ้นตั้งแต่ Q1/2568 เป็นต้นไป



3. ข้อมูลเพิ่มเติมจากเอกสารอื่นๆ

  • รายงานประจำปี 2565: กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ โดยมีการก่อตั้งทีม Business Development Innovation (BDi) เพื่อสร้างกระบวนการและโครงสร้างสำหรับการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการทดลองและปรับปรุงแนวคิดต่างๆ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความเสี่ยงต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ เช่น การแข่งขันด้านราคา, ความผันผวนของวัตถุดิบ, ปัญหา Supply Chain และความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • คำอธิบายการเงินปี 2567: (ไม่มีเนื้อหาในส่วนที่ให้มา)

สรุป

ITC มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งในปี 2567 โดยมีการเติบโตของยอดขายและกำไรอย่างมีนัยสำคัญ กลยุทธ์ในปี 2568 มุ่งเน้นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาด Private Label และการขยายไปยังตลาดใหม่ๆ พร้อมทั้งการพัฒนาสินค้าพรีเมียมและกลุ่มสินค้าใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบจาก Global Minimum Tax ที่จะต้องมีการบริหารจัดการต่อไป การให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและความยั่งยืนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ ITC ในระยะยาว





โพสต์ล่าสุด
บทความ
2 วันที่แล้ว 06:43 น.
KTB: PI แนะนำ "ถือ" ราคาเป้าหมาย 24.50 บาท