STECON รับอานิสงส์ดาต้าเซ็นเตอร์ หนุนกำไรโตแกร่งพร้อมอัปราคาเป้าหมาย
ไฮไลท์สำคัญ
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) หรือ MST คงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น STECON พร้อมปรับราคาเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 23.50 บาท (จากเดิม 12.50 บาท) โดยมองว่าธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตระลอกใหม่ที่สำคัญของบริษัท
วิเคราะห์ปัจจัยหนุนและการเติบโต
MST ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักปี 2569–2571 ขึ้น 51–70% โดยคาดการณ์อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ของกำไรในช่วงดังกล่าวที่ 11% แม้ฐานกำไรปี 2569 จะอยู่ในระดับสูงจากเงินปันผลพิเศษของ GULF ก็ตาม ทั้งนี้ STECON มีความโดดเด่นจากงานภาคเอกชนที่คาดว่าจะเข้ามาเสริมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ถึงครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนที่งานภาครัฐจะกลับมาเดินหน้าเต็มตัว โดยผู้บริหารประเมินโอกาสได้งานโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งจะช่วยหนุนให้ Backlog ทำจุดสูงสุดใหม่ที่ 1.67 แสนล้านบาทในปี 2570 และ 2.03 แสนล้านบาทในปี 2571
ข้อสังเกตและมุมมองเชิงกลยุทธ์
นักวิเคราะห์มองว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเนื่องจากใช้เวลาสร้างเพียง 15–20 เดือน ทำให้บริษัทสามารถรับรู้รายได้ได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2570 เป็นต้นไป นอกจากนี้ การควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพยังช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้แข็งแกร่งที่ระดับ 7.4% โดยมีโอกาสได้รับผลบวกเพิ่มเติมจากการบริหารจัดการที่ดีกว่าคาด ปัจจุบัน STECON ซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 2570 เพียง 16 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าผู้รับเหมาดาต้าเซ็นเตอร์ในมาเลเซียที่ซื้อขายสูงกว่า 20 เท่า
สรุปภาพรวมการลงทุน
MST ได้เปลี่ยนหุ้นเด่นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจาก CK มาเป็น STECON เนื่องจากมีความชัดเจนของงานดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้ามาหนุนรายได้และกำไรอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการปรับมูลค่าการถือหุ้น GULF เพิ่มขึ้นและการปรับเพิ่ม Multiple ของธุรกิจรับเหมาฯ ส่งผลให้ราคาเป้าหมายมีความน่าสนใจมากขึ้น นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าการประมูลงานโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกหลักต่อราคาหุ้นในระยะถัดไป