SPALI สรุปผลประกอบการ Q2/2566
SPALI กำไร Q2/66 หดตัว 18% รับแรงกดดันต้นทุน-ดอกเบี้ยพุ่ง
รายได้-กำไรปรับตามสัดส่วนโอนแนวราบที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายจัดการชี้ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันผลประกอบการ
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 1,700.73 ล้านบาท ลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 8,444.00 ล้านบาท ลดลง 1% แม้ว่ารายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์จะทรงตัว แต่การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนจากอาคารชุดมาเป็นแนวราบมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลกำไรสุทธิ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ SPALI ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
ประการแรก รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์รวมอยู่ที่ 8,089.19 ล้านบาท ลดลง 1% โดยมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบเพิ่มขึ้นจาก 55% ในไตรมาส 2 ปี 2565 เป็น 62% ในไตรมาส 2 ปี 2566 ขณะที่สัดส่วนการโอนอาคารชุดลดลง การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนนี้ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 2 ปี 2566 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ประการที่สอง ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 68% จาก 61.25 ล้านบาท เป็น 103.09 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่กลางปี 2565 เป็นต้นมา นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมในประเทศออสเตรเลียเพิ่มขึ้น 54% เป็น 127.44 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยบวก แต่ไม่สามารถชดเชยแรงกดดันจากปัจจัยลบข้างต้นได้ทั้งหมด
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่: ปัจจัยด้านต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์อาจเป็นลักษณะครั้งคราว ขึ้นอยู่กับกำหนดการแล้วเสร็จและโอนของโครงการอาคารชุดใหม่ๆ ที่จะทยอยรับรู้รายได้ในอนาคต
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 18% YoY: อยู่ที่ 1,700.73 ล้านบาท จาก 2,075.08 ล้านบาท ในปีก่อน
- รายได้รวมทรงตัว แต่รายได้จากการขายอสังหาฯ ลดลง 1%: อยู่ที่ 8,444.00 ล้านบาท และ 8,089.19 ล้านบาท ตามลำดับ
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลง: เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ โดยโครงการแนวราบมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
- ต้นทุนทางการเงินพุ่ง 68%: จาก 61.25 ล้านบาท เป็น 103.09 ล้านบาท จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
- ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 54%: จาก 82.51 ล้านบาท เป็น 127.44 ล้านบาท จากโครงการในออสเตรเลีย
- Net Gearing Ratio เพิ่มขึ้นเล็กน้อย: อยู่ที่ 50% ณ สิ้นไตรมาส 2/66 จาก 49% ณ สิ้นปี 2565
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 8,444.00 ล้านบาท ลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ 8,089.19 ล้านบาท ลดลง 1% เช่นกัน กำไรก่อนหักภาษีเงินได้ลดลง 17% มาอยู่ที่ 2,205.81 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,700.73 ล้านบาท ลดลง 18% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมอยู่ที่ 20.1% ลดลงจาก 24.3% ในปีก่อน
สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 14,345.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 13,730.61 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิสำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 2,781.14 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3,252.90 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิต่อรายได้รวมอยู่ที่ 19.4% ลดลงจาก 23.1% ในปีก่อน
โอกาส
- ยอดรอโอน (Backlog) ที่แข็งแกร่ง: ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มียอดสัญญารอโอนกรรมสิทธิ์ 19,804 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า (ปี 2566) จำนวน 11,606 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 8,198 ล้านบาท ในอีก 3 ปีถัดไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนรายได้ในอนาคต
- การโอนกรรมสิทธิ์โครงการอาคารชุดใหม่: บริษัทฯ มีโครงการอาคารชุด 2 โครงการที่สร้างเสร็จและครบกำหนดโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2566 โดยเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2566 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการโอนอาคารชุดและอาจส่งผลดีต่ออัตรากำไรในอนาคต
- การเติบโตของบริษัทร่วมในออสเตรเลีย: ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมในประเทศออสเตรเลียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตของธุรกิจในต่างประเทศ
ความเสี่ยง
- ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิ
- การเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอน: การที่สัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับอาคารชุด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น: แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หากรายได้ไม่เติบโตตาม อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร
- อัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio): ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สะท้อนถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การรับรู้รายได้จาก Backlog: ความสามารถในการทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่รออยู่ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
- การเปิดตัวโครงการใหม่: แผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2566 และ 2567 รวมถึงการตอบรับของตลาดต่อโครงการใหม่
- ทิศทางอัตราดอกเบี้ย: การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงิน
- ผลประกอบการของบริษัทร่วมในออสเตรเลีย: การเติบโตและผลกำไรจากธุรกิจในต่างประเทศ
- การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
การโอนกรรมสิทธิ์: รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 8,089.19 ล้านบาท ลดลง 1% โดยมีสัดส่วนการโอนโครงการแนวราบเพิ่มขึ้นเป็น 62% จาก 55% ในปีก่อน ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง สำหรับ 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 2% เป็น 13,730.61 ล้านบาท โดยสัดส่วนการโอนแนวราบอยู่ที่ 65%
Backlog: ยอดรอโอน ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 19,804 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่จะรับรู้รายได้ในปี 2566 จำนวน 11,606 ล้านบาท และส่วนที่จะรับรู้ในอีก 3 ปีข้างหน้า 8,198 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในอนาคต
การเปิดโครงการใหม่: เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเปิดโครงการใหม่ในไตรมาส 2 ปี 2566 หรือแผนการเปิดโครงการในอนาคต
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
หนี้สินต่อทุน (Net Gearing Ratio): อยู่ที่ 50% ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 49% ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น
มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น: อยู่ที่ 25.19 บาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 เพิ่มขึ้น 4% จาก 23.07 บาท ณ สิ้นปี 2565 (สำหรับงบการเงินรวม)
กระแสเงินสด: เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงินโดยตรง
สรุปท้าย
SPALI เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น ทำให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมี Backlog ที่แข็งแกร่งและโครงการอาคารชุดใหม่ที่จะทยอยโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ในอนาคต การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงการเร่งการโอนกรรมสิทธิ์โครงการแนวราบและอาคารชุดให้เป็นไปตามแผน จะเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูอัตรากำไรและความสามารถในการทำกำไรในระยะต่อไป