เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SPCG Q2/2566: รายได้โรงแรมฟื้นตัว ดัน 6 เดือนแรกโต 11% แต่ภาพรวมขาดทุนสุทธิ
ข่าวสาร

SPCG Q2/2566: รายได้โรงแรมฟื้นตัว ดัน 6 เดือนแรกโต 11% แต่ภาพรวมขาดทุนสุทธิ

SPCG P/E 27.37 YIELD 23.61
78 นาที 06:26 น. 0 ความเห็น

รายได้โรงแรมสดใสรับท่องเที่ยวฟื้น ขณะอสังหาฯ ชะลอตัว กดดันผลประกอบการรวม Q2/66

บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 315 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จากธุรกิจโรงแรมจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถูกหักล้างด้วยรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ภาพรวมบริษัทขาดทุนสุทธิ 15 ล้านบาทในไตรมาสนี้

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SPCG ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 คือ การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากกิจการโรงแรม ซึ่งเติบโตถึง 50% YoY โดยมีรายได้รวม 563 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่สำคัญคือ การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่ลดลงถึง 66% YoY เหลือเพียง 54 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมรายได้รวม 6 เดือนแรกเพิ่มขึ้นเพียง 11% เป็น 698 ล้านบาท และส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิ 8 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเติบโตของรายได้จากกิจการโรงแรม เป็นผลโดยตรงจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 9% และราคาห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1% ในไตรมาส 2/2566 และเพิ่มขึ้นถึง 20% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 เมื่อเทียบกับ REVPAR (รายได้ต่อห้องพักที่มีอยู่) ทำให้รายได้จากกิจการโรงแรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในทางกลับกัน รายได้จากกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง เกิดจากความคืบหน้าในการโอนกรรมสิทธิ์โครงการวีรันดา เรสซิเดนซ์ หัวหิน ที่ทยอยลดลง โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์สะสมเพียง 88% ประกอบกับโครงการอื่นๆ ที่มีมูลค่าการโอนลดลงอย่างมาก ทำให้รายได้ในส่วนนี้หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ต้นทุนของกิจการโรงแรม ปรับเพิ่มขึ้น 37% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 ซึ่งสูงกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ อัตรากำไรขั้นต้นจากกิจการโรงแรม ในช่วง 6 เดือนแรกอยู่ที่ 53% ลดลงเล็กน้อยจาก 48% ในปีก่อนหน้า (แต่ในไตรมาส 2/2566 อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 1% เป็น 50% เนื่องจากค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้น)

ส่วน กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) โดยรวมของกลุ่มบริษัทฯ ในไตรมาส 2/2566 ลดลง 8% เป็น 66 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และร้านอาหารที่ลดลง แม้ว่า EBITDA จากกิจการโรงแรมจะเพิ่มขึ้น 7% เป็น 69 ล้านบาท แต่ภาพรวม EBITDA ของทั้งกลุ่มยังคงได้รับแรงกดดัน

ค่าใช้จ่ายทางการเงิน เพิ่มขึ้น 44% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 เป็น 50 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสำหรับหุ้นกู้ที่เตรียมไว้สำหรับการขยายธุรกิจ และอัตราดอกเบี้ย MLR ที่ปรับสูงขึ้น

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง สำหรับการเติบโตของรายได้จากกิจการโรงแรม เนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวไทยยังคงแข็งแกร่ง และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลดีต่ออัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม การลดลงของรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากเป็นผลจากความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่มีอยู่

Highlight สำคัญ

  • รายได้รวม Q2/2566: 315 ล้านบาท ลดลง 2% YoY
  • รายได้รวม 6M/2566: 698 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% YoY
  • รายได้จากกิจการโรงแรม Q2/2566: 261 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% YoY
  • รายได้จากกิจการโรงแรม 6M/2566: 563 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% YoY
  • รายได้จากกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ Q2/2566: 15 ล้านบาท ลดลง 69% YoY
  • รายได้จากกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 6M/2566: 54 ล้านบาท ลดลง 66% YoY
  • กำไรขั้นต้นจากกิจการโรงแรม Q2/2566: 131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY แต่อัตรากำไรขั้นต้นลดลง 1% เป็น 50%
  • กำไรขั้นต้นจากกิจการโรงแรม 6M/2566: 296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10% เป็น 53%
  • EBITDA Q2/2566: 66 ล้านบาท ลดลง 8% YoY
  • EBITDA 6M/2566: 160 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% YoY
  • ขาดทุนสุทธิ Q2/2566: 15 ล้านบาท (เทียบกับกำไร 2 ล้านบาทใน Q2/2565)
  • ขาดทุนสุทธิ 6M/2566: 8 ล้านบาท (เทียบกับขาดทุน 20 ล้านบาทใน 6M/2565)
  • D/E Ratio ณ 30 มิ.ย. 2566: 1.40 เท่า ลดลงจาก 1.45 เท่า ณ สิ้นปี 2565

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 SPCG มีรายได้รวม 315 ล้านบาท ลดลง 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหดตัวลง 69% YoY ขณะที่รายได้จากกิจการโรงแรมเติบโต 16% YoY อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้โรงแรมไม่สามารถชดเชยการลดลงของรายได้อสังหาริมทรัพย์ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ภาพรวมรายได้รวมลดลงเล็กน้อย

สำหรับงวดหกเดือนแรกของปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 698 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากรายได้กิจการโรงแรมที่เพิ่มขึ้นถึง 50% YoY จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว แต่รายได้จากกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 66% YoY

ในด้านกำไร บริษัทขาดทุนสุทธิ 15 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566 เทียบกับกำไร 2 ล้านบาทในปีก่อนหน้า และขาดทุนสุทธิ 8 ล้านบาทในช่วงหกเดือนแรกของปี 2566 เทียบกับขาดทุน 20 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งการขาดทุนสุทธิมีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของรายได้จากกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และรายได้จากกิจการร้านอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบกับค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น

โอกาส

  • การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว: จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อธุรกิจโรงแรมของ SPCG ทั้งในด้านอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ย
  • การขยายธุรกิจ: การเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจผ่านการออกหุ้นกู้ แสดงถึงวิสัยทัศน์ในการเติบโตในอนาคต
  • การบริหารต้นทุน: แม้ต้นทุนกิจการโรงแรมจะสูงขึ้น แต่การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์: รายได้จากธุรกิจนี้มีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ และอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวม
  • ต้นทุนที่สูงขึ้น: ค่าสาธารณูปโภคที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจโรงแรม
  • ค่าใช้จ่ายทางการเงิน: อัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นและค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากหุ้นกู้ที่ออกใหม่ อาจเป็นภาระต่อผลกำไรของบริษัท
  • การแข่งขันในธุรกิจโรงแรม: การแข่งขันที่สูงในอุตสาหกรรมโรงแรมอาจส่งผลต่อความสามารถในการตั้งราคาห้องพัก

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มรายได้จากกิจการโรงแรม: การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จะส่งผลต่อรายได้และกำไรของธุรกิจโรงแรมอย่างไร
  • ความคืบหน้าการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์: โครงการที่เหลืออยู่จะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้มากน้อยเพียงใด
  • การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนของกิจการโรงแรมและธุรกิจอื่นๆ
  • การบริหารจัดการหนี้สินและค่าใช้จ่ายทางการเงิน: ผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่อภาระดอกเบี้ยของบริษัท
  • แผนการขยายธุรกิจในอนาคต: ทิศทางและผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการใหม่ๆ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)

ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค

  • รายได้จากกิจการโรงแรม: เป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการ โดยได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว อัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตาม
  • รายได้จากกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์: มีความผันผวนสูง ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของโครงการ มูลค่าการโอน และยอดขายสะสม
  • ต้นทุน: ต้นทุนของกิจการโรงแรม (เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าแรง) และต้นทุนของกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ต้นทุนก่อสร้าง) เป็นปัจจัยสำคัญต่ออัตรากำไรขั้นต้น
  • EBITDA: เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานหลักก่อนหักค่าใช้จ่ายทางการเงิน ค่าเสื่อมราคา และภาษี

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 4,621 ล้านบาท ลดลง 3% จากสิ้นปี 2565 โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจากการชำระคืนเงินกู้ และการลดลงของอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายจากการโอนกรรมสิทธิ์

หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,698 ล้านบาท ลดลง 4% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะยาว

ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,923 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1% จากสิ้นปี 2565 เนื่องจากผลขาดทุนสุทธิในช่วงหกเดือนแรกของปี

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 1.40 เท่า และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) อยู่ที่ 1.20 เท่า ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน แสดงถึงการบริหารจัดการหนี้สินที่ดีขึ้น

สรุปท้าย

SPCG ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับภาพรวมที่ผสมผสาน โดยธุรกิจโรงแรมได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ทำให้รายได้และกำไรขั้นต้นในส่วนนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การลดลงอย่างมากของรายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับค่าใช้จ่ายทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทขาดทุนสุทธิในไตรมาสนี้และช่วงหกเดือนแรกของปี แม้ว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นปัจจัยบวกที่น่าจับตา แต่ความผันผวนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และแรงกดดันด้านต้นทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงิน ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณา

ยังไม่มีความคิดเห็น