เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SPRC พลิกขาดทุน Q2/66 รับแรงกดดันราคาพลังงานโลก ดันค่าการกลั่นทรุด
ข่าวสาร

SPRC พลิกขาดทุน Q2/66 รับแรงกดดันราคาพลังงานโลก ดันค่าการกลั่นทรุด

SPRC P/E 4.94 YIELD 4.29
78 นาที 06:26 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไรสุทธิทรุดหนักตามราคาน้ำมันโลก ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยลบจากเศรษฐกิจถดถอย-ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ลดลง

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าการกลั่นทางบัญชีติดลบ และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่อวัตถุดิบหลักปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของ SPRC ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากที่เคยมีกำไร 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน มาจาก การลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าการกลั่นตลาด (Market Gross Refining Margin) ซึ่งลดลงจาก 18.92 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน Q2/65 เหลือเพียง 1.34 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน Q2/66 ประกอบกับ การขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ในไตรมาสนี้ ซึ่งตรงข้ามกับปีก่อนที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ปัจจัยหลักที่กดดันค่าการกลั่นและส่งผลให้เกิดขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน มาจาก สภาวะตลาดน้ำมันโลกที่เผชิญแรงกดดันจากความกังวลภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ชะลอตัว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากจีนและรัสเซีย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยใน Q2/66 อยู่ที่ 77.59 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจาก 108.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน Q2/65 นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปต่อน้ำมันดิบหลัก (Product Cracks) ยังอ่อนแอลง โดยเฉพาะแนฟทาเบา ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปที่อ่อนแอ และอุปทานที่เพิ่มขึ้นในบางผลิตภัณฑ์

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ลักษณะครั้งคราว จากการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดน้ำมันในเอกสาร ระบุว่า คาดการณ์ว่า Q3/66 ค่าการกลั่นจะดีขึ้นจาก Q2/66 เล็กน้อย โดยมีแรงหนุนจากความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันในภูมิภาคเอเชียที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น และการสิ้นสุดฤดูกาลซ่อมบำรุงโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและอุปสงค์น้ำมันในระยะยาว

Highlight สำคัญ

  • พลิกขาดทุนสุทธิ 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ: เทียบกับกำไร 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Q2/65 โดยมีสาเหตุหลักจากค่าการกลั่นตลาดที่ลดลงอย่างมาก และขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน
  • ค่าการกลั่นตลาดทรุดหนัก: เหลือเพียง 1.34 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จาก 18.92 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ใน Q2/65 เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ต่อน้ำมันดิบลดลง
  • รายได้รวมลดลง 31% YoY: อยู่ที่ 1,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (53,883 ล้านบาท) จากราคาขายน้ำมันเฉลี่ยที่ลดลง แม้ปริมาณขายจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
  • ปริมาณการกลั่นคงที่: อยู่ที่ 159 พันบาร์เรลต่อวัน หรือ 91% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน
  • ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน: จำนวน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการอ่อนค่าของเงินบาท

ภาพรวมผลประกอบการ

SPRC มีรายได้รวมในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 1,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (53,883 ล้านบาท) ลดลง 180 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 10% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 และลดลง 698 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 31% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 โดยการลดลงของรายได้เป็นผลมาจากราคาขายน้ำมันเฉลี่ยที่ลดลง แม้ว่าปริมาณการขายน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยใน Q2/66 เมื่อเทียบกับ Q2/65

ในส่วนของผลกำไร บริษัทฯ พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Q2/66 เทียบกับกำไรสุทธิ 37 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Q1/66 และขาดทุนสุทธิ 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Q2/66 เทียบกับกำไรสุทธิ 206 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน Q2/65 การขาดทุนดังกล่าวเป็นผลมาจากการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าการกลั่นตลาด และการขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,293 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 928 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผลขาดทุนสุทธิ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงอย่างมากจากกำไรสุทธิ 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2565

โอกาส

  • โครงการปรับปรุงผลกำไร (BLIP): ยังคงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพค่าการกลั่นจากการเพิ่มประสิทธิภาพน้ำมันดิบที่นำเข้า การเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ และผลประโยชน์จากการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง
  • แนวโน้มค่าการกลั่นที่ดีขึ้นใน Q3/66: ฝ่ายจัดการคาดการณ์ว่าค่าการกลั่นจะดีขึ้นเล็กน้อยจาก Q2/66 หนุนโดยความต้องการผลิตภัณฑ์น้ำมันในเอเชียที่เพิ่มขึ้น และการสิ้นสุดฤดูกาลซ่อมบำรุงโรงกลั่น
  • ความต้องการแนฟทาที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น: จากโรงงานปิโตรเคมีในเกาหลีใต้กลับมาดำเนินการผลิตหลังซ่อมบำรุง ส่งผลให้ส่วนต่างราคาแนฟทากับน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
  • การฟื้นตัวของการเดินทางทางอากาศ: สนับสนุนส่วนต่างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานกับน้ำมันดิบดูไบ จากการฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างประเทศของจีน และช่วงฤดูท่องเที่ยวในสหรัฐฯ และยุโรป

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม: ได้รับผลกระทบจากปัจจัยมหภาค เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการผลิตของ OPEC+
  • ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่อ่อนแอ: โดยเฉพาะแนฟทา ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน ซึ่งได้รับแรงกดดันจากอุปสงค์ที่อ่อนแอและอุปทานที่เพิ่มขึ้น
  • ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน: การอ่อนค่าของเงินบาทส่งผลให้เกิดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก: การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์น้ำมันในระยะยาว
  • ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน: ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อตลาดน้ำมันโลก

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มค่าการกลั่นใน Q3/66: จะสามารถฟื้นตัวได้ตามที่ฝ่ายจัดการคาดการณ์หรือไม่
  • การเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หลัก: โดยเฉพาะแนฟทา ดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน
  • ทิศทางราคาน้ำมันดิบ: จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคและการตัดสินใจของ OPEC+
  • การบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน: เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน
  • ผลกระทบจากโครงการ BLIP: ต่อการเพิ่มประสิทธิภาพค่าการกลั่นอย่างต่อเนื่อง

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)

ราคา Commodity และส่วนต่างราคา: ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบใน Q2/66 อยู่ที่ 77.59 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลง 2.64 ดอลลาร์สหรัฐฯ จาก Q1/66 และลดลง 30.63 ดอลลาร์สหรัฐฯ จาก Q2/65 ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์หลักกับน้ำมันดิบดูไบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะแนฟทาเบา (-7.18 ดอลลาร์สหรัฐฯ), น้ำมันเครื่องบิน (-12.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ) และน้ำมันดีเซล (-10.27 ดอลลาร์สหรัฐฯ) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักกดดันค่าการกลั่น

ปริมาณการผลิตและกำลังการกลั่น: ปริมาณน้ำมันดิบที่นำเข้ากลั่นใน Q2/66 อยู่ที่ 159 พันบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 91% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด ลดลงเล็กน้อยจาก 162.2 พันบาร์เรลต่อวันใน Q1/66 แต่สูงกว่า 156.0 พันบาร์เรลต่อวันใน Q2/65 บริษัทฯ รักษาระดับอัตราการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการภายในประเทศ

โครงการลงทุน: โครงการปรับปรุงผลกำไร (BLIP) ยังคงมีส่วนช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพค่าการกลั่น

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 1,817 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 166 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากสิ้นปี 65 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงจากการลดลงของลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือ ขณะที่สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนลดลงจากการหักค่าเสื่อมราคาที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์

หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 1,110 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 121 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากสิ้นปี 65 โดยหลักมาจากการชำระคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและยาว

ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 66 อยู่ที่ 706 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากสิ้นปี 65 เนื่องมาจากผลขาดทุนสุทธิในงวด 6M/66 และการจ่ายเงินปันผล

กระแสเงินสด: เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน 6M/66 โดยหลักมาจากผลขาดทุนสุทธิที่ปรับกลับรายการที่ไม่ใช่เงินสด และการลดลงของมูลค่าสินค้าคงเหลือและลูกหนี้การค้า เงินสดสุทธิใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 157 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการชำระคืนเงินกู้ยืมและจ่ายเงินปันผล

อัตราส่วนทางการเงิน: อัตรากำไรขั้นต้นติดลบที่ (4.0)% และอัตรากำไรสุทธิที่ (3.9)% ใน Q2/66 สะท้อนถึงผลประกอบการที่ขาดทุน อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.6 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

สรุปท้าย

SPRC เผชิญกับผลประกอบการที่อ่อนแอในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจัยลบด้านราคา commodity และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่น่ากังวล แม้ว่าฝ่ายจัดการจะคาดการณ์การฟื้นตัวของค่าการกลั่นในไตรมาสถัดไป แต่ความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดน้ำมันและเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ยังไม่มีความคิดเห็น