SUPEREIF กำไรสุทธิ Q2/66 หดตัวแรง รับผลขาดทุนจากมูลค่าเงินลงทุน
รายได้จากการขายไฟฟ้าทรงตัว แต่ต้นทุนทางการเงินพุ่งกระทบกำไรสุทธิ
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี (SUPEREIF) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 217.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 3.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากผลขาดทุนจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวมของกองทุน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ SUPEREIF ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การรับรู้ขาดทุนสุทธิจากเงินลงทุนจำนวนมากถึง 102.0 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิให้เป็นไปตามมูลค่ายุติธรรม โดยขาดทุนนี้ส่งผลให้ "การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงาน" พลิกจากบวก 45.2 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2565 เป็นบวก 67.8 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566 (เพิ่มขึ้น 50.1% YoY) แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า กลับลดลงถึง 50.1% เนื่องจากขาดทุนจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การขาดทุนจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนนี้ เกิดจาก 2 ปัจจัยหลักตามที่ฝ่ายจัดการระบุ คือ:
- จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เป็นฐานประมาณการลดลง: จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงในช่วง 12 เดือนล่าสุด (มิ.ย. 65 - พ.ค. 66) ลดลงเมื่อเทียบกับช่วง 12 เดือนก่อนหน้า (มี.ค. 65 - ก.พ. 66) ซึ่งเป็นฐานในการคำนวณมูลค่าเงินลงทุน
- ระยะเวลาประมาณการที่ลดลง: ระยะเวลาที่เหลือในการประมาณการกระแสไฟฟ้าในอนาคตลดลงไปอีก 3 เดือน
แม้ว่าอัตราคิดลด (Discount Rate) ของผู้ประเมินราคาอิสระจะคงที่ที่ 6.80% แต่การลดลงของปริมาณไฟฟ้าและระยะเวลาประมาณการส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิลดลงจาก 7,062.0 ล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2566 มาอยู่ที่ 6,960.0 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566
นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการปรับ MLR ของผู้ให้กู้จาก 5.25% เป็น 6.85% ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันผลประกอบการ โดยทำให้ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 12.8% YoY และ 5.7% QoQ ส่งผลให้รายได้จากการลงทุนสุทธิลดลง 2.5% YoY และ 5.6% QoQ
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว (แต่ต้องติดตาม) การปรับมูลค่าเงินลงทุนเป็นรายการที่เกิดขึ้นตามมูลค่ายุติธรรม ซึ่งอาจผันผวนได้ในแต่ละไตรมาส ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านปริมาณการผลิตไฟฟ้าและระยะเวลาประมาณการ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการระบุว่าอัตราคิดลดของผู้ประเมินราคาอิสระไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่รุนแรงเท่าในอดีต แต่การลดลงของปริมาณไฟฟ้าและระยะเวลาประมาณการยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป
ส่วนต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นนั้น มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนกว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับลดลง
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/66 ทรงตัว YoY: อยู่ที่ 217.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% YoY แต่ลดลง 3.3% QoQ
- ขาดทุนสุทธิจากเงินลงทุน 102.0 ล้านบาท: เกิดจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิให้เป็นไปตามมูลค่ายุติธรรม
- รายได้จากการลงทุนสุทธิลดลง: อยู่ที่ 169.8 ล้านบาท ลดลง 2.5% YoY และ 5.6% QoQ
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: จากการปรับ MLR ของผู้ให้กู้ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้น 12.8% YoY
- จ่ายปันผล 0.15798 บาท/หน่วย: คิดเป็นผลตอบแทน 6.5% ต่อปี เทียบกับราคาพาร์
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 SUPEREIF มีรายได้รวม 217.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% YoY แต่ลดลง 3.3% QoQ รายได้จากการลงทุนสุทธิอยู่ที่ 169.8 ล้านบาท ลดลง 2.5% YoY และ 5.6% QoQ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายรวม ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และการรับรู้ขาดทุนสุทธิจากเงินลงทุนจำนวน 102.0 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 50.1% YoY แต่ลดลง 50.1% QoQ
สำหรับครึ่งแรกปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 442.2 ล้านบาท ทรงตัว YoY รายได้จากการลงทุนสุทธิอยู่ที่ 349.7 ล้านบาท ลดลง 2.4% YoY โดยมีการรับรู้ขาดทุนสุทธิจากเงินลงทุน 146.0 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ 422.0 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้การเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์สุทธิจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง 420.8% YoY
โอกาส
- การจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ: กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าปีละ 2 ครั้ง และได้ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 ในอัตรา 0.15798 บาทต่อหน่วย ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
- การบริหารจัดการต้นทุนโครงการ: ค่าใช้จ่ายของโครงการโดยรวมลดลง 1.8% YoY ในไตรมาส 2 ปี 2566 เนื่องจากไม่มีการชำระค่าซ่อมแซมโรงไฟฟ้า และลดลง 20.1% QoQ เนื่องจากไม่มีการชำระค่าใช้จ่ายตามสัญญาจัดหาอะไหล่และอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายตามสัญญารับประกันเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของมูลค่าเงินลงทุน: การปรับมูลค่าเงินลงทุนตามมูลค่ายุติธรรมอาจส่งผลให้เกิดขาดทุนหรือกำไรที่ไม่ใช่เงินสด ซึ่งกระทบต่อผลประกอบการในแต่ละไตรมาส
- ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย MLR ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกดดันอัตรากำไร
- ปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ลดลง: การลดลงของจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เป็นฐานประมาณการส่งผลกระทบโดยตรงต่อการประเมินมูลค่าเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิ
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการผลิตไฟฟ้า: ติดตามจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้จริงในไตรมาสถัดไป เพื่อประเมินผลกระทบต่อการปรับมูลค่าเงินลงทุน
- ทิศทางอัตราดอกเบี้ย: จับตานโยบายการเงินและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของกองทุน
- การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายโครงการ: ตรวจสอบค่าใช้จ่ายของโครงการว่าจะมีรายการพิเศษที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนในไตรมาสถัดไปหรือไม่
- การประเมินมูลค่าเงินลงทุน: สังเกตการเปลี่ยนแปลงของอัตราคิดลดและปัจจัยอื่นๆ ที่ผู้ประเมินราคาใช้ในการประเมินมูลค่ายุติธรรม
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
- รายได้จากการขายไฟฟ้า: ในไตรมาส 2 ปี 2566 รายได้จากการขายไฟฟ้าอยู่ที่ 262.4 ล้านบาท ลดลง 0.1% YoY และ 6.6% QoQ โดยการลดลง QoQ เป็นผลจากลักษณะฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงไป ปริมาณไฟฟ้าที่ขายได้ในไตรมาสนี้คือ 43.3 ล้านหน่วย
- ค่าใช้จ่ายโครงการ: ค่าใช้จ่ายของโครงการอยู่ที่ 45.5 ล้านบาท ลดลง 1.8% YoY เนื่องจากไม่มีการชำระค่าซ่อมแซมโรงไฟฟ้า และลดลง 20.1% QoQ เนื่องจากไม่มีการชำระค่าใช้จ่ายตามสัญญาจัดหาอะไหล่และอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายตามสัญญารับประกันเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า
- อัตรากำไรจากเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิ: อยู่ที่ 82.7% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 82.4% ในไตรมาส 2 ปี 2565 แต่สูงขึ้นจาก 79.8% ในไตรมาส 1 ปี 2566
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของกองทุนอยู่ที่ 7,271.7 ล้านบาท โดยมีเงินลงทุนในสัญญาโอนสิทธิรายได้สุทธิ 6,960.0 ล้านบาท หนี้สินรวมอยู่ที่ 2,153.6 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 2,146.0 ล้านบาท สินทรัพย์สุทธิ (NAV) อยู่ที่ 5,118.1 ล้านบาท หรือ 9.9379 บาทต่อหน่วย ลดลงจาก 10.0438 บาทต่อหน่วย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2566
สรุปท้าย
SUPEREIF ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญแรงกดดันจาก การรับรู้ขาดทุนจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนจำนวนมาก ประกอบกับ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ซึ่งหักล้างผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเล็กน้อยจากรายได้จากการขายไฟฟ้า แม้ว่ากองทุนจะยังคงจ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ความผันผวนของมูลค่าเงินลงทุนและความเสี่ยงจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิดในไตรมาสถัดไป