เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SIMAT สรุปผลประกอบการ Q2/2566
ข่าวสาร

SIMAT สรุปผลประกอบการ Q2/2566

SIMAT P/E 17.22 YIELD 7.44
8 วัน 04:21 น. 0 ความเห็น

SIMAT พลิกขาดทุน Q2/66 รับรายได้หด-ต้นทุนพุ่ง

SIMAT (บริษัท ไซแมท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)) รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 14 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่ลดลง 10% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น ฝ่ายจัดการระบุว่าภาพรวมผลประกอบการได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อคำสั่งซื้อของลูกค้าในอุตสาหกรรมหลัก

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ SIMAT ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก การหดตัวของรายได้ในธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้ง ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิโดยรวม

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:

ฝ่ายจัดการระบุว่า ยอดขายในธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (ลดลง 43% หรือ 43 ล้านบาท) เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยส่งผลให้คำสั่งซื้อจากลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลง ขณะที่ต้นทุนขายในส่วนนี้กลับไม่ลดลงตาม เนื่องจากมีต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าและค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นจากการย้ายโรงงาน ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มลูกค้าเดิมไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มากนักตามความต้องการที่ลดลง

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังปรับเพิ่มขึ้น 19 ล้านบาท (จาก 50 ล้านบาท เป็น 69 ล้านบาท) โดยมีสาเหตุหลักมาจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายทางภาษีของปีก่อน 6 ล้านบาท การด้อยค่าลูกหนี้ของบริษัทย่อย และทรัพย์สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชีอีก 14 ล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้รวมกันส่งผลให้ภาพรวมของบริษัทขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาท

จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าฝ่ายจัดการจะระบุถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก แต่การที่บริษัทพยายามเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มลูกค้าเดิมแต่ไม่สำเร็จ สะท้อนถึงความท้าทายในการหาคำสั่งซื้อใหม่ๆ ในธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้ง นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริหารบางส่วนเป็นรายการที่อาจเกิดขึ้นครั้งเดียว (เช่น ค่าใช้จ่ายทางภาษีปีก่อน) แต่บางส่วนอาจเป็นต้นทุนที่ต่อเนื่อง (เช่น ค่าเช่าและค่าไฟจากการย้ายโรงงาน) จึงต้องติดตามแนวโน้มคำสั่งซื้อและมาตรการบริหารต้นทุนของบริษัทในไตรมาสถัดไป

Highlight สำคัญ

  • พลิกขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาทใน Q2/66: เทียบกับกำไร 14 ล้านบาทใน Q2/65 โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้รวมลดลง 10% และค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น
  • รายได้รวมหดตัว 10%: จาก 223 ล้านบาท เป็น 201 ล้านบาท โดยธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้งหดตัวแรงสุด 43%
  • ต้นทุนขายและบริการทรงตัว: แม้รายได้ลดลง แต่ต้นทุนขายและบริการยังอยู่ที่ 150 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 33% เป็น 25%
  • ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น: จาก 50 ล้านบาท เป็น 69 ล้านบาท โดยมีรายการพิเศษที่เกี่ยวข้องกับภาษีและลูกหนี้
  • ธุรกิจอื่นๆ มีการเติบโต: รายได้จากธุรกิจอื่นๆ เพิ่มขึ้น 1700% (จาก 1 ล้านบาท เป็น 18 ล้านบาท) จากการจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูป การส่งมอบงาน และการขายไฟฟ้า

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการรวม 201 ล้านบาท ลดลง 22 ล้านบาท (10%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 223 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้งที่มียอดขายลดลง 43% ขณะที่ธุรกิจไอทีและธุรกิจโครงการภาครัฐทรงตัว ส่วนธุรกิจให้บริการบรอดแบรนด์อินเทอร์เน็ตและธุรกิจอื่นๆ มีการเติบโต

ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 150 ล้านบาท (ตัวเลขในตารางแสดง 0% แต่การคำนวณจากตัวเลขจริงคือ 150 ล้านบาทเท่ากัน) ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 33% ใน Q2/65 มาอยู่ที่ 25% ใน Q2/66

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 19 ล้านบาท จาก 50 ล้านบาท เป็น 69 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ขาดทุน 40 ล้านบาท จากเดิมที่กำไร 25 ล้านบาท

เมื่อหักต้นทุนทางการเงินและภาษี ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 13 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2566 เทียบกับกำไร 14 ล้านบาทในปีก่อน

สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 5 ล้านบาท เทียบกับกำไร 36 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้รวมลดลง 24 ล้านบาท ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 21 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 25 ล้านบาท

โอกาส

  • การเติบโตของธุรกิจอื่นๆ: การเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากธุรกิจอื่นๆ (เช่น การจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูป การส่งมอบงาน และการขายไฟฟ้า) เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงถึงการกระจายแหล่งรายได้ของบริษัท
  • การฟื้นตัวของอุตสาหกรรม: หากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว คำสั่งซื้อในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อาจกลับมา ทำให้ธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้งมีโอกาสฟื้นตัว
  • การขยายตลาดในกลุ่มลูกค้าเดิม: แม้ปัจจุบันจะยังไม่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้มากนัก แต่ความพยายามในการเจาะตลาดลูกค้าเดิมยังคงเป็นโอกาสในการสร้างรายได้หากสภาวะตลาดเอื้ออำนวย

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว: เป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคำสั่งซื้อของลูกค้า โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่
  • การแข่งขันในธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้ง: การพึ่งพิงลูกค้ากลุ่มผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้มีความเสี่ยงหากอุตสาหกรรมดังกล่าวประสบปัญหา
  • ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น: ค่าเช่าและค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นจากการย้ายโรงงาน อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในระยะยาวหากไม่สามารถปรับราคาขายหรือควบคุมต้นทุนได้
  • ความผันผวนของค่าใช้จ่าย: การมีรายการพิเศษที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เช่น การด้อยค่าลูกหนี้ หรือทรัพย์สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไรในแต่ละไตรมาส

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มคำสั่งซื้อในธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้ง: จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่ หรือจะยังคงได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก
  • การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนคงที่จากการย้ายโรงงาน และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
  • การเติบโตของธุรกิจอื่นๆ: จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตและชดเชยรายได้ที่ลดลงจากธุรกิจหลักได้มากน้อยเพียงใด
  • การรับรู้รายได้จากโครงการภาครัฐ: หากมีการชำระเงินล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสด

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เทคโนโลยี)

  • โครงสร้างรายได้: รายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เลเบล (27%) และธุรกิจโครงการภาครัฐ (30%) แม้ว่าธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้งจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (จาก 39% เหลือ 24%) แต่ธุรกิจอื่นๆ มีการเติบโตสูงมาก (จาก 0% เป็น 12%)
  • อัตรากำไรขั้นต้น (GPM): ลดลงอย่างชัดเจนจาก 33% ใน Q2/65 เป็น 25% ใน Q2/66 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ต้นทุนขายและบริการไม่ลดลงตามรายได้ที่หดตัว โดยเฉพาะในธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้งที่ต้นทุนคงที่สูง
  • ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (จาก 50 ล้านบาท เป็น 69 ล้านบาท) ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากรายการพิเศษ

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

  • สินทรัพย์รวม: ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 1,829 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 ที่ 1,684 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์หมุนเวียนลดลงเล็กน้อย และสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น
  • หนี้สินรวม: อยู่ที่ 637 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2565 ที่ 431 ล้านบาท โดยหนี้สินหมุนเวียนทรงตัว แต่หนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 1,192 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2565 ที่ 1,253 ล้านบาท
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio): อยู่ที่ 0.53 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
  • กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: ติดลบ 133 ล้านบาทใน Q2/66 เทียบกับติดลบ 9 ล้านบาทใน Q2/65 โดยระบุว่าเกิดจากการให้บริการงานโครงการภาครัฐที่ยังไม่ได้รับชำระ
  • กระแสเงินสดจากการลงทุน: ติดลบ 216 ล้านบาทใน Q2/66 ส่วนใหญ่มาจากการจ่ายซื้อเงินลงทุนใน HST กลับคืน และการซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ของบริษัทย่อย
  • กระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน: เป็นบวก 181 ล้านบาทใน Q2/66 จากการเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อใช้หมุนเวียน

สรุปท้าย

SIMAT เผชิญความท้าทายในไตรมาส 2 ปี 2566 ด้วยผลขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากรายได้ที่หดตัวในธุรกิจซิลค์สกรีนพริ้นติ้ง ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีโอกาสจากการเติบโตของธุรกิจอื่นๆ และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมหลักหากเศรษฐกิจโลกดีขึ้น แต่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการบริหารจัดการต้นทุนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มคำสั่งซื้อในอนาคตและประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย

ยังไม่มีความคิดเห็น