เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SAFARI กำไร Q2/2566 พลิกขาดทุน เหตุรายได้รวมลดลง 120.96 ล้านบาท
ข่าวสาร

SAFARI กำไร Q2/2566 พลิกขาดทุน เหตุรายได้รวมลดลง 120.96 ล้านบาท

2 อาทิตย์ 03:21 น. 0 ความเห็น

รายได้รวมหดตัว 120.96 ล้านบาท YoY ขณะที่ต้นทุนการบริการเพิ่มขึ้น ส่งผลกำไร Q2/2566 พลิกขาดทุน 113.20 ล้านบาท

บริษัท ซาฟารีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ SAFARI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 113.20 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 73.02 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ต้นทุนการบริการกลับปรับตัวสูงขึ้น ฝ่ายจัดการระบุว่าสถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายส่งผลดีต่อการท่องเที่ยว แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนยังไม่เต็มที่ ประกอบกับผลประกอบการของบริษัทย่อยที่ยังคงขาดทุน

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำใหผลประกอบการของ SAFARI ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน คือ รายได้รวมที่ลดลง 120.96 ล้านบาท (20.96%) เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 ประกอบกับการ เพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและบริการ 88.99 ล้านบาท (45.17%) ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และส่งผลให้บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิ 113.20 ล้านบาท

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การลดลงของรายได้รวมมีสาเหตุหลักมาจาก รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมที่ลดลง 143.31 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของบริษัทย่อยภูเก็ตนาคาซีและคานิวเมจิกที่รายได้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มกลับมาเปิดให้บริการหลังโควิด-19 และมีรายได้จากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่มากเท่าที่ควร นอกจากนี้ รายได้จากการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มก็ปรับลดลงเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้น 88.99 ล้านบาท มาจากค่าใช้จ่ายในการบริการที่เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นของซาฟารีเวิลด์เอง และการกลับมาเปิดให้บริการของภูเก็ตนาคาซี รวมถึงการเปิดให้บริการของคานิวเมจิก

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตาม ฝ่ายจัดการระบุว่าภาพรวมผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทจะดีขึ้นตามลำดับ โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นในทุกๆ ไตรมาส ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ของบริษัท ซาฟารีเวิลด์เองที่สูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงโควิด-19 และการปรับปรุงซ่อมแซมสวนสัตว์และจุดต้อนรับนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม บริษัทย่อยยังคงขาดทุนและมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวมในระยะสั้น การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่เต็มที่ และการแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา

Highlight สำคัญ

  • รายได้รวม Q2/2566 ลดลง 120.96 ล้านบาท (20.96%) YoY เหลือ 458.35 ล้านบาท
  • ต้นทุนขายและบริการ Q2/2566 เพิ่มขึ้น 88.99 ล้านบาท (45.17%) YoY เป็น 208.15 ล้านบาท
  • พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/2566 จำนวน 113.20 ล้านบาท เทียบกับกำไร 73.02 ล้านบาทใน Q2/2565
  • รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชม Q2/2566 ลดลง 143.31 ล้านบาท YoY โดยเฉพาะจากบริษัทย่อย
  • ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น 78.44 ล้านบาท YoY จากการกลับมาเปิดให้บริการของภูเก็ตนาคาซีและคานิวเมจิก
  • ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 61.36 ล้านบาท YoY จากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท ซาฟารีเวิลด์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวมจากการดำเนินงาน 458.35 ล้านบาท ลดลง 120.96 ล้านบาท หรือ 20.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากบริษัท ซาฟารีเวิลด์ จำนวน 323.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120.96 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีก่อน ทำให้การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนยังไม่เต็มที่ ขณะที่บริษัทย่อยภูเก็ตนาคาซีและคานิวเมจิกมีรายได้รวม 87.62 ล้านบาท และ 46.88 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งลดลงจากปีก่อน

ต้นทุนขายและบริการในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 208.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.99 ล้านบาท หรือ 45.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริการของซาฟารีเวิลด์ และการกลับมาเปิดให้บริการของภูเก็ตนาคาซี รวมถึงการเปิดให้บริการของคานิวเมจิก

อัตรากำไรขั้นต้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้บริษัทและบริษัทย่อยมีผลขาดทุนสุทธิ 113.20 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2566 เทียบกับกำไรสุทธิ 73.02 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2565

โอกาส

  • การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว: การผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ทั่วโลกและการเปิดประเทศของจีน ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย
  • การปรับปรุงสถานที่: การปรับปรุงซ่อมแซมสวนสัตว์และจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวของซาฟารีเวิลด์ จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดนักท่องเที่ยว
  • ศักยภาพของนักท่องเที่ยวจีน: แม้การฟื้นตัวยังไม่เต็มที่ แต่การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มรายได้ในอนาคต

ความเสี่ยง

  • การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ล่าช้า: จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยยังไม่มากเท่าที่คาดหวัง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มบริษัท
  • ผลประกอบการบริษัทย่อย: บริษัทย่อยภูเก็ตนาคาซีและคานิวเมจิกยังคงมีผลขาดทุน ซึ่งเป็นภาระต่อผลประกอบการโดยรวม
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูง: ค่าใช้จ่ายในการบริหารและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร
  • ฤดูกาลท่องเที่ยว: รายได้ของธุรกิจท่องเที่ยวมีความผันผวนตามฤดูกาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในบางช่วงเวลา

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทย: การเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้
  • ผลประกอบการของบริษัทย่อย: การพลิกกลับมามีกำไรของภูเก็ตนาคาซีและคานิวเมจิก จะช่วยลดภาระและเพิ่มผลกำไรโดยรวม
  • การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหาร จะส่งผลต่ออัตรากำไร
  • แผนการตลาดและการส่งเสริมการขาย: กลยุทธ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
  • การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน: อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และต้นทุนของบริษัท

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทั่วไป (ไม่ระบุกลุ่ม))

รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชม: ในไตรมาส 2 ปี 2566 รายได้จากการจำหน่ายบัตรเข้าชมรวมอยู่ที่ 289.08 ล้านบาท ลดลง 143.31 ล้านบาท (33.06%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากบริษัท ซาฟารีเวิลด์ 196.62 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อนที่ได้รับอานิสงส์จากการกลับมาเปิดประเทศของนักท่องเที่ยวจีน แต่ยังคงได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่มากนัก ขณะที่ภูเก็ตนาคาซีมีรายได้ 58.07 ล้านบาท และคานิวเมจิกมีรายได้ 34.39 ล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปีก่อน

รายได้จากการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม: อยู่ที่ 89.35 ล้านบาท ลดลง 62.75 ล้านบาท (41.25%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้หลักมาจากซาฟารีเวิลด์ 66.66 ล้านบาท

รายได้จากการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก: อยู่ที่ 19.75 ล้านบาท ลดลง 8.66 ล้านบาท (30.45%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

รายได้จากการดำเนินงานอื่นๆ: อยู่ที่ 39.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.96 ล้านบาท (100.00%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากซาฟารีเวิลด์

ต้นทุนขายและบริการ: อยู่ที่ 208.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.99 ล้านบาท (45.17%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริการของซาฟารีเวิลด์ และการกลับมาเปิดให้บริการของภูเก็ตนาคาซี รวมถึงการเปิดให้บริการของคานิวเมจิก

ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์: มีผลขาดทุน 4.93 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 0.40 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้เพิ่มมาตรการดูแลสัตว์อย่างใกล้ชิด

ค่าเสื่อมราคา: เพิ่มขึ้น 78.44 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการกลับมาเปิดให้บริการของภูเก็ตนาคาซีและคานิวเมจิก

ต้นทุนทางการเงิน: เพิ่มขึ้น 61.36 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวม 8,796.92 ล้านบาท ลดลง 191.24 ล้านบาท หรือ 2.13% จากสิ้นปี 2565 โดยสินทรัพย์หมุนเวียนลดลง 53.33 ล้านบาท เนื่องจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง และสินค้าคงเหลือลดลงจากการกลับมาเปิดให้บริการของกลุ่มบริษัท

หนี้สินรวมอยู่ที่ 7,137.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.58 ล้านบาท หรือ 0.23% จากสิ้นปี 2565 โดยหนี้สินตามสัญญาเช่าเพิ่มขึ้น 14.09 ล้านบาท จากการซื้ออุปกรณ์ยานพาหนะสำหรับบริษัทย่อยภูเก็ตนาคาซี

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 1,659.39 ล้านบาท ลดลง 207.82 ล้านบาท หรือ 11.13% จากสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นผลมาจากผลขาดทุนสุทธิในงวด 6 เดือนแรกของปี

อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 4.30 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 3.81 เท่า ณ สิ้นปี 2565

กระแสเงินสด: ในไตรมาส 2 ปี 2566 กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสุทธิได้ 314.13 ล้านบาท กระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 66.75 ล้านบาท และกระแสเงินสดได้จากกิจกรรมจัดหาเงิน 304.60 ล้านบาท ส่งผลให้เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลงสุทธิ 57.22 ล้านบาท

สรุปท้าย

หัวใจสำคัญของผลประกอบการ SAFARI ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือการพลิกกลับมาขาดทุนสุทธิ 113.20 ล้านบาท อันเป็นผลมาจากรายได้รวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 120.96 ล้านบาท ประกอบกับต้นทุนขายและบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าภาพรวมการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวและบริษัทได้มีการปรับปรุงสถานที่ แต่การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนที่ยังไม่เต็มที่ และผลประกอบการที่ยังขาดทุนของบริษัทย่อย เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การบริหารจัดการต้นทุนและกลยุทธ์การตลาดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการให้ดีขึ้นในอนาคต

ยังไม่มีความคิดเห็น