PSH กำไร Q2/2566 พุ่ง 141% รับรายการพิเศษ-ธุรกิจอสังหาฯ เติบโต
รายได้-กำไรโตแรงจากรายการพิเศษ-ธุรกิจโรงพยาบาลฟื้นตัว ขณะที่ฝ่ายจัดการเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ตามแผน
บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 7,107 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 1,038 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 141.4% โดยการเติบโตของรายได้หลักมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง และธุรกิจโรงพยาบาลที่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นนั้นได้รับแรงหนุนจากรายการพิเศษจากการแลกหุ้นและการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนจากการแยกหน่วยธุรกิจพรีคาสท์
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้ PSH มีกำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดดในไตรมาส 2/2566 มาจาก รายการพิเศษจากการแลกหุ้นและการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน ซึ่งเกิดขึ้นจากการแยกหน่วยธุรกิจพรีคาสท์ออกไป โดยรายการนี้ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทฯ พบว่า กำไรสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2566 ยังคงเติบโตกว่าร้อยละ 9.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงพยาบาล
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- รายการพิเศษ: การแลกหุ้นร้อยละ 51 ของบริษัท อินโน พรีคาสต์ จำกัด และรับหุ้นร้อยละ 18.26 ของบริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GEL ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รวมถึงการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตัวเลขกำไรสุทธิในไตรมาสนี้ดูโดดเด่น
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 ในไตรมาส 2/2566 โดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงของลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงยอดโอนคอนโดจากโครงการที่เริ่มโอนเมื่อปลายปีก่อน
- ธุรกิจโรงพยาบาล: รายได้จากกิจการโรงพยาบาลเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 117.0 โดยเป็นการเติบโตจากรายได้จากการให้บริการทางการแพทย์ภาคปกติ (ไม่เกี่ยวกับโควิด-19) ผ่านการจัดทำแคมเปญ โปรโมชัน และการขยายฐานลูกค้าต่างชาติ รวมถึงการรับรู้รายได้จากโรงพยาบาลเทพธารินทร์
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
ลักษณะครั้งคราว (สำหรับรายการพิเศษ) / มีโอกาสต่อเนื่อง (สำหรับธุรกิจหลัก)
รายการพิเศษจากการแลกหุ้นและการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน เป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (one-time) จึงไม่น่าจะส่งผลต่อผลประกอบการในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักทั้งอสังหาริมทรัพย์และโรงพยาบาลมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยฝ่ายจัดการยังคงแผนการเปิดโครงการใหม่ตามเป้าหมาย และคาดการณ์ว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งสองธุรกิจ
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2566 พุ่ง 141.4% แตะ 1,038 ล้านบาท จาก 430 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวม Q2/2566 เติบโต 31.9% อยู่ที่ 7,107 ล้านบาท จาก 5,389 ล้านบาทในปีก่อน
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 10.8% ใน Q2/2566 โดยกลุ่มบ้านเดี่ยวและคอนโดเติบโตโดดเด่น
- ธุรกิจโรงพยาบาล: รายได้เติบโต 117.0% ใน Q2/2566 จากการฟื้นตัวของรายได้ปกติและการรับรู้รายได้จากโรงพยาบาลเทพธารินทร์
- รายการพิเศษ: กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเกิดจากรายการพิเศษจากการแลกหุ้นและการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: เพิ่มขึ้น 94.0% ใน Q2/2566 จากการกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อการลงทุนเชิงกลยุทธ์และการบริหารสภาพคล่อง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 7,107 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงเติบโตได้ดี และธุรกิจโรงพยาบาลที่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากการบันทึกรวมรายได้ของโรงพยาบาลเทพธารินทร์และผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลวิมุตที่ไม่รวมรายได้โควิด-19 นอกจากนี้ยังมีรายการพิเศษจากธุรกรรมการแลกหุ้นและการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุน ซึ่งส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 1,850 ล้านบาท และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 141.4% เป็น 1,038 ล้านบาท
สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 13,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.2% และมีกำไรสุทธิ 1,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72.2% โดยหากหักรายการพิเศษออกไป ธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทยังคงมีกำไรเติบโตกว่า 9.9%
โอกาส
- การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว: คาดการณ์ว่าภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว และนักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงพยาบาล
- ความต้องการที่อยู่อาศัย: มีความต้องการที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมจากชาวรัสเซียและประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV)
- การเปิดโครงการใหม่: ยังคงเดินหน้าตามแผนการเปิดโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง รวม 23 โครงการ มูลค่า 23,500 ล้านบาท โดย 30% เป็นโครงการระดับพรีเมียม
- การขยายธุรกิจโรงพยาบาล: มีแผนขยายโรงพยาบาลใหม่ 1 แห่ง และโรงพยาบาลเพื่อการดูแลผู้สูงอายุอีก 2 แห่ง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่าย
- การสร้างฐานลูกค้าใหม่: มุ่งเน้นลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่และคนไข้ต่างชาติสำหรับธุรกิจโรงพยาบาล
ความเสี่ยง
- ความไม่แน่นอนทางการเมือง: ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาด
- อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น: ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและกำลังซื้อของผู้บริโภค
- ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้สินครัวเรือน: กระทบต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มราคา 1.5 - 3.0 ล้านบาท
- ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง ค่าที่ดิน และค่าแรงงาน: มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร
- การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: ผู้ประกอบการหลายรายต้องใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขาย ซึ่งส่งผลต่ออัตรากำไร
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: ส่งผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ยอดโอนกรรมสิทธิ์และยอดขายรอโอน (Backlog): โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮ้าส์ที่ยังคงชะลอตัว
- การบริหารจัดการต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้างที่ยังคงสูง
- การเติบโตของธุรกิจโรงพยาบาล: โดยเฉพาะการขยายฐานลูกค้าต่างชาติและการเปิดโรงพยาบาลใหม่
- การดำเนินงานของโครงการใหม่: โดยเฉพาะโครงการระดับพรีเมียมที่เปิดตัวในครึ่งปีหลัง
- การบริหารจัดการหนี้สินและต้นทุนทางการเงิน: ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้น
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- ยอดโอนกรรมสิทธิ์: รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ใน Q2/2566 เพิ่มขึ้น 10.8% เป็น 5,650 ล้านบาท โดยกลุ่มทาวน์เฮ้าส์มียอดขายลดลง 6.0% เนื่องจากกำลังซื้อระดับล่าง ขณะที่บ้านเดี่ยวและคอนโดเติบโต 23.5% และ 25.4% ตามลำดับ
- การเปิดโครงการใหม่: มีแผนเปิดโครงการใหม่รวม 23 โครงการ มูลค่า 23,500 ล้านบาทในปี 2566 โดย 30% เป็นโครงการระดับพรีเมียม
- Backlog: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Backlog โดยตรง แต่ระบุว่ามีโครงการที่เปิดขายและยังเสนอขายอยู่ (Active Projects) จำนวน 120 โครงการ มูลค่า 63,111 ล้านบาท
- ต้นทุนก่อสร้าง: มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- อัตรากำไรโครงการ: ไม่ได้ระบุอัตรากำไรโครงการโดยตรง แต่ระบุว่าการแข่งขันสูงส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 71,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากสิ้นปี 2565
- หนี้สินรวม: อยู่ที่ 25,795 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.8% จากสิ้นปี 2565 โดยเป็นการเบิกเงินกู้ยืมธนาคารเพื่อการลงทุนเชิงกลยุทธ์และการบริหารจัดการด้านการเงิน
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E): อยู่ที่ 0.58 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.52 เท่า ณ สิ้นปี 2565
- อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 0.30 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.22 เท่า ณ สิ้นปี 2565
- กระแสเงินสด: ได้รับสุทธิจากการดำเนินงาน 4,405 ล้านบาท ใช้ไปในการลงทุน 6,238 ล้านบาท และได้มาจากการจัดหาเงิน 2,772 ล้านบาท
สรุปท้าย
PSH โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2/2566 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 141.4% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักทั้งอสังหาริมทรัพย์และโรงพยาบาลยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยฝ่ายจัดการได้วางแผนการเปิดโครงการใหม่และการขยายธุรกิจโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความเสี่ยงจากต้นทุนที่สูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการกลับมาของนักลงทุนต่างชาติจะเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญในครึ่งปีหลัง