NNCL Q2/2566 กำไรสุทธิโต 13% รับแรงหนุนรายได้จากการขายที่ดิน-โอนโครงการ
รายได้-กำไรโตตามการโอน-ขายที่ดิน ขณะที่ต้นทุนบริการลดลง ส่งผล GPM ดีขึ้น
บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) หรือ NNCL รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 113.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากรายได้จากการขายที่ดินและรายได้จากการโอนโครงการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการบริการลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ NNCL ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตของรายได้จากการขายที่ดินและการโอนโครงการที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการบริหารต้นทุนการบริการที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้น
1) หัวใจคืออะไร
ปัจจัยหลักที่ทำให้อัตรากำไรของ NNCL ในไตรมาส 2 ปี 2566 เปลี่ยนแปลงไป คือ:
- รายได้จากการขายที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ: รายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้นถึง 117% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2565 โดยมีจำนวน 26 ล้านบาท เทียบกับ 12 ล้านบาทในปีที่แล้ว
- รายได้จากการโอนโครงการที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น: มีการรับรู้รายได้จากการโอนที่ดินจำนวน 57.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 31.6 ล้านบาทในปีก่อน
- อัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการและค่าเช่าดีขึ้น: อัตรากำไรขั้นต้นในส่วนนี้อยู่ที่ 54% เพิ่มขึ้นจาก 38% ในปีก่อน
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- การขายที่ดิน: การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายที่ดินเป็นผลมาจากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งเป็นปัจจัยบวกที่เข้ามาเสริมรายได้หลัก
- การโอนโครงการ: การรับรู้รายได้จากการโอนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น แสดงถึงความคืบหน้าในการพัฒนาและส่งมอบโครงการให้กับลูกค้า
- อัตรากำไรขั้นต้น: การที่อัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการและค่าเช่าปรับตัวดีขึ้น สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนการบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจมีการปรับขึ้นค่าบริการ/ค่าเช่าที่ส่งผลบวกต่อมาร์จิ้น
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยสนับสนุน
จากข้อมูลในเอกสาร ฝ่ายจัดการระบุว่ามีการรับรู้รายได้จากการโอนขายที่ดิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายได้จากการขายโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หากบริษัทมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ที่สามารถโอนได้ต่อเนื่อง หรือมีแผนการขายที่ดินในอนาคต ก็มีโอกาสที่จะเห็นการเติบโตในส่วนนี้ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้จากการให้เช่าและบริการอาจต้องพิจารณาถึงสภาวะตลาดและความสามารถในการแข่งขันของบริษัท
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2566 เติบโต 13.0% YoY: อยู่ที่ 113.5 ล้านบาท จาก 100.4 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้จากการขายที่ดินพุ่ง 117%: เพิ่มขึ้นเป็น 26 ล้านบาท จาก 12 ล้านบาทใน Q2/2565
- รายได้จากการโอนโครงการเพิ่มขึ้น: รับรู้รายได้จากการโอนที่ดิน 57.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 31.6 ล้านบาทในปีก่อน
- อัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการและค่าเช่าดีขึ้น: อยู่ที่ 54% จาก 38% ในปีก่อน
- ภาพรวม 6 เดือนแรกปี 2566 กำไรสุทธิโต 28%: อยู่ที่ 189.4 ล้านบาท จาก 147.6 ล้านบาทในปีก่อน
ภาพรวมผลประกอบการ
ไตรมาส 2 ปี 2566: บริษัทมีรายได้รวม 278 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (280 ล้านบาท) โดยรายได้จากการให้บริกา รและค่าเช่าลดลง 6% มาอยู่ที่ 188 ล้านบาท แต่รายได้จากการขายที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 117% มาอยู่ที่ 26 ล้านบาท และรายได้จากการโอนโครงการเพิ่มขึ้น 163% มาอยู่ที่ 57.6 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการให้บริการและค่าเช่าลดลง 14% มาอยู่ที่ 102 ล้านบาท แต่อัตรากำไรขั้นต้นโดยรวมดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายที่ดินและโครงการ
6 เดือนแรกปี 2566: บริษัทมีรายได้รวม 516 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (496 ล้านบาท) โดยรายได้จากการให้บริกา รและค่าเช่าลดลง 3% มาอยู่ที่ 374 ล้านบาท แต่รายได้จากการโอนโครงการเพิ่มขึ้น 163% มาอยู่ที่ 83 ล้านบาท และรายได้จากการขายที่ดินเพิ่มขึ้น 163% มาอยู่ที่ 32 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นจากการให้บริการและค่าเช่าลดลง 8% มาอยู่ที่ 204 ล้านบาท
โอกาส
- การขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม: เป็นแหล่งรายได้ที่เข้ามาเสริม และมีอัตรากำไรที่ดี
- การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์: การโอนโครงการที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น แสดงถึงความสามารถในการพัฒนาและส่งมอบโครงการ
- การบริหารต้นทุน: การที่ต้นทุนการบริการลดลงและอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น แสดงถึงศักยภาพในการบริหารจัดการ
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของรายได้จากการขายที่ดิน: รายได้ส่วนนี้อาจมีความผันผวนสูง ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและความต้องการซื้อ
- การพึ่งพารายได้จากการให้เช่าและบริการ: หากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อาจส่งผลกระทบต่อรายได้จากส่วนนี้
- ต้นทุนการก่อสร้าง: แม้ในไตรมาสนี้ต้นทุนการบริการจะลดลง แต่ต้นทุนการก่อสร้างโดยรวมยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการขายที่ดิน: จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
- แผนการเปิดโครงการใหม่: จะมีโครงการใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเสริมรายได้ในอนาคตหรือไม่
- สภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์: การฟื้นตัวของตลาดโดยรวมจะส่งผลต่อยอดขายและการโอนโครงการอย่างไร
- การบริหารจัดการต้นทุน: จะสามารถควบคุมต้นทุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพต่อไปได้หรือไม่
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- รายได้จากการให้บริกา รและค่าเช่า: ในไตรมาส 2 ปี 2566 อยู่ที่ 188 ล้านบาท ลดลง 6% จากปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากรายได้จากการให้บริกา รและค่าเช่าที่ลดลงในส่วนของอาคารสำนักงานและโรงงาน เนื่องจากมีการปรับลดพื้นที่การใช้ประโยชน์ และการลดลงของรายได้จากการให้บริกา รสาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรม
- รายได้จากการขายโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์: มีการรับรู้รายได้จากการโอนขายที่ดินจำนวน 57.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 31.6 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำคัญ
- อัตรากำไรขั้นต้น: อัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการและค่าเช่าอยู่ที่ 54% เพิ่มขึ้นจาก 38% ในปีก่อน สะท้อนถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น หรือการปรับขึ้นราคาบริการ/ค่าเช่า
- ต้นทุนการขายและบริหาร: ต้นทุนการขายและบริหารรวมอยู่ที่ 113.9 ล้านบาท ลดลง 13% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 อยู่ที่ 4,495.3 ล้านบาท
- หนี้สินรวม: อยู่ที่ 992.6 ล้านบาท โดยเป็นหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย 184.8 ล้านบาท
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 3,502.7 ล้านบาท
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E): อยู่ในระดับต่ำ สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: ในไตรมาส 2 ปี 2566 มีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมการดำเนินงาน 241.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 44.1 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้จากการให้บริกา รและค่าเช่า รวมถึงรายได้จากการขายที่ดินที่เพิ่มขึ้น
สรุปท้าย
NNCL ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงผลประกอบการที่น่าพอใจ โดยมีกำไรสุทธิเติบโต 13% จากการที่บริษัทสามารถเพิ่มรายได้จากการขายที่ดินและการโอนโครงการได้อย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการบริหารต้นทุนที่ทำให้ GPM ดีขึ้น แม้รายได้จากการให้เช่าและบริการจะลดลงเล็กน้อย แต่การเติบโตของรายได้จากการขายสินทรัพย์และการบริหารต้นทุนที่ดี เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการในรอบนี้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามแนวโน้มการขายที่ดินและแผนการพัฒนาโครงการในอนาคต รวมถึงสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวม เพื่อประเมินโอกาสการเติบโตในระยะต่อไป