เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
NPK พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/66 เหลือเพียง 1.08 ล้านบาท รับแรงหนุนรายได้ผ้าผืนโต
ข่าวสาร

NPK พลิกขาดทุนสุทธิ Q2/66 เหลือเพียง 1.08 ล้านบาท รับแรงหนุนรายได้ผ้าผืนโต

NPK P/E 5.52 YIELD 1.77
2 อาทิตย์ 08:57 น. 0 ความเห็น

รายได้กลุ่มผ้าผืนพุ่ง 67% ดันภาพรวมโต 16.77% ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ-พลังงานยังกดดัน

บริษัท นิวพลัสนิตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ NPK รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีผลขาดทุนสุทธิ 1.08 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 93.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 19.60 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มผ้าผืนที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ประกอบกับการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น แม้จะยังคงเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ NPK ในไตรมาส 2/2566 พลิกจากขาดทุนจำนวนมากมาสู่การขาดทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มผ้าผืนที่เพิ่มขึ้นถึง 67.38% ซึ่งส่งผลให้รายได้รวมเติบโต 16.77% และการที่ ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่ารายได้ ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นถึง 43.37% อย่างไรก็ตาม การขาดทุนสุทธิยังคงมีอยู่เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเผื่อผลขาดทุนต่างๆ

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเติบโตของรายได้กลุ่มผ้าผืนเป็นผลมาจากสภาวะอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับการบริหารจัดการที่สามารถเพิ่มยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ได้ดี ในขณะที่ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายได้นั้น มาจากการควบคุมต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1.47 ล้านบาท, ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 0.34 ล้านบาท และค่าเผื่อผลขาดทุนจากสินค้าเสื่อมสภาพ 0.51 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 246.19% จากดอกเบี้ยเงินกู้ที่นำเข้าวัตถุดิบต่างประเทศ เป็นปัจจัยที่ยังคงกดดันผลกำไรสุทธิ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่องในแง่ของการเติบโตของรายได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผ้าผืน เนื่องจากฝ่ายจัดการระบุว่ายอดขายสินค้ากลุ่มผ้าทอและกลุ่มผ้าผืนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสภาวะอุตสาหกรรมสิ่งทอ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในอนาคตได้

Highlight สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิลดลง 93.51% YoY: จาก 19.60 ล้านบาท ใน Q2/65 เหลือ 1.08 ล้านบาท ใน Q2/66
  • รายได้รวมเติบโต 16.77% YoY: มาอยู่ที่ 61.33 ล้านบาท
  • รายได้กลุ่มผ้าผืนพุ่งแรง 67.38% YoY: เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก
  • กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 43.37% YoY: จากการควบคุมต้นทุนการผลิตที่ดีขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 51.94% YoY: โดยเฉพาะจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเผื่อผลขาดทุนต่างๆ
  • ต้นทุนทางการเงินพุ่ง 246.19% YoY: จากดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อนำเข้าวัตถุดิบ

ภาพรวมผลประกอบการ

สำหรับไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท นิวพลัสนิตติ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 61.33 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.77% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มผ้าผืนที่เพิ่มขึ้นถึง 67.38% เป็น 15.73 ล้านบาท และรายได้จากกลุ่มผ้าทอเพิ่มขึ้น 6.01% เป็น 45.42 ล้านบาท แม้รายได้จากการให้เช่าและบริการจะลดลง 41.98% ก็ตาม

ต้นทุนขายและให้บริการรวมอยู่ที่ 54.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.05% ซึ่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่ารายได้ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 43.37% เป็น 6.98 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้นถึง 41.82% เป็น 8.19 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 51.94% เป็น 6.99 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 1.47 ล้านบาท, ค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 0.34 ล้านบาท และค่าเผื่อผลขาดทุนจากสินค้าเสื่อมสภาพ 0.51 ล้านบาท นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 246.19% เป็น 0.69 ล้านบาท จากดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อนำเข้าวัตถุดิบต่างประเทศ

ส่งผลให้บริษัทมีผลขาดทุนก่อนภาษี 1.06 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 1.08 ล้านบาท ลดลง 93.51% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขาดทุน 19.60 ล้านบาท โดยการลดลงของผลขาดทุนสุทธิในงวดนี้เป็นผลมาจากการกลับรายการภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีในปีก่อนจำนวนมาก

สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 128.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.36% และมีกำไรขั้นต้น 14.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77.71% แต่ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ 1.17 ล้านบาท ลดลง 94.04% จากปีก่อน

โอกาส

  • การเติบโตของตลาดสิ่งทอ: สภาวะอุตสาหกรรมสิ่งทอที่ปรับตัวดีขึ้นเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ เช่น ผ้าผืน
  • การควบคุมต้นทุนการผลิต: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนการผลิตให้เพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายได้ เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยรักษาอัตรากำไรขั้นต้น
  • การขยายตลาดสินค้าใหม่: หากบริษัทสามารถพัฒนาและนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้ จะเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตของรายได้ในอนาคต

ความเสี่ยง

  • ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน: การที่ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง เป็นความเสี่ยงที่อาจกดดันอัตรากำไรขั้นต้น
  • ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในไตรมาสนี้ สะท้อนความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
  • ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: การพึ่งพาเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อนำเข้าวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาระต่อผลกำไร
  • การแข่งขันในอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมสิ่งทอมีการแข่งขันสูง บริษัทต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพ ราคา และการบริการ

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มรายได้กลุ่มผ้าผืน: จะสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่สูงนี้ได้ต่อเนื่องหรือไม่
  • การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน: บริษัทจะมีมาตรการรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างไร
  • ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน: ความผันผวนของค่าเงินบาทจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในไตรมาสถัดไปมากน้อยเพียงใด
  • การบริหารจัดการหนี้สินระยะสั้น: การเพิ่มขึ้นของเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้น อาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและสภาพคล่อง

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุปโภคบริโภค)

ในส่วนของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มผ้าทอเพิ่มขึ้น 6.01% เป็น 45.42 ล้านบาท และต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 3.67% เป็น 40.44 ล้านบาท ขณะที่กลุ่มผ้าผืนมีการเติบโตที่โดดเด่น รายได้เพิ่มขึ้น 67.38% เป็น 15.73 ล้านบาท และต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 60.72% เป็น 13.89 ล้านบาท การที่ต้นทุนขายเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายได้ในทั้งสองกลุ่ม ทำให้กำไรขั้นต้นโดยรวมปรับตัวดีขึ้น

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 543.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.55% โดยมีสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นถึง 25.11 ล้านบาท ซึ่งอาจสะท้อนการสต็อกวัตถุดิบเพื่อรองรับการผลิต หรือสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วแต่ยังขายไม่ได้

หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 39.79% เป็น 100.87 ล้านบาท โดยมีเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นถึง 29.21 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงิน และการนำเข้าวัตถุดิบต่างประเทศ

ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 442.22 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.03%

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) อยู่ที่ 3.67 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี

สรุปท้าย

ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ของ NPK แสดงสัญญาณเชิงบวกจากการพลิกขาดทุนสุทธิที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากรายได้กลุ่มผ้าผืนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่ดี อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินงานในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น