เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
ORI Q2/2566 กำไรสุทธิลดลง 24.4% เหตุขาดรายการพิเศษ หนุนรายได้โต 7% จาก JV
ข่าวสาร

ORI Q2/2566 กำไรสุทธิลดลง 24.4% เหตุขาดรายการพิเศษ หนุนรายได้โต 7% จาก JV

ORI P/E 7.17 YIELD 3.37
9 วัน 08:57 น. 0 ความเห็น

ยอดโอนรวมโต 7% สวนทางกำไรสุทธิลดลง หลังไร้กำไรขายสินทรัพย์ Q2/65 ขณะ JV ใหม่ 25 โครงการหนุนรายได้ค่าบริหารโครงการพุ่ง

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 873.1 ล้านบาท ลดลง 24.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการที่ปีนี้ไม่มีรายการกำไรจากการขายสินทรัพย์เหมือนปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยอดโอนกรรมสิทธิ์รวมเติบโต 7% มาอยู่ที่ 4,812.0 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการโอนโครงการภายใต้กิจการร่วมค้า (JV) ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ค่าบริหารโครงการเติบโตโดดเด่นถึง 236.5%

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

หัวใจสำคัญที่อธิบายผลประกอบการของ ORI ในไตรมาส 2/2566 คือ การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างรายได้และรายการพิเศษ ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์รวมจะเติบโตก็ตาม

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักคือ การขาดหายไปของรายการกำไรจากการต่อรองราคาซื้อโรงแรม 3 แห่ง ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2/2565 ซึ่งเป็นรายการพิเศษที่สร้างกำไรจำนวนมากในปีที่แล้ว ทำให้เมื่อเทียบกับปีนี้ที่ไม่มีรายการดังกล่าว ส่งผลให้กำไรสุทธิสำหรับงวดส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นลดลง 282.2 ล้านบาท หรือ 24.4% มาอยู่ที่ 873.1 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในด้านการดำเนินงานปกติ ยอดกิจกรรมการโอนกรรมสิทธิ์รวมเติบโต 7.0% มาอยู่ที่ 4,812.0 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการโอนโครงการภายใต้กิจการร่วมค้า (JV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน รายได้ค่าบริหารโครงการเติบโตโดดเด่นถึง 236.5% เป็น 1,187.3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวของธุรกิจบริการและการบริหารจัดการโครงการที่เพิ่มขึ้น

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

  • กำไรสุทธิลดลง: ปัจจัยหลักคือ รายการพิเศษจากการต่อรองราคาซื้อโรงแรม 3 แห่ง ในไตรมาส 2/2565 ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่เกิดขึ้นประจำ (Non-recurring item) ทำให้ฐานเปรียบเทียบในปีนี้สูงกว่าปกติ เมื่อไม่มีรายการนี้ในปีนี้ จึงส่งผลให้กำไรสุทธิลดลงอย่างชัดเจน แม้ว่ารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์จะลดลง 37.8% มาอยู่ที่ 1,812.2 ล้านบาท แต่เมื่อรวมกับการโอนกรรมสิทธิ์จากโครงการ JV ทำให้ยอดโอนรวมยังเติบโตได้
  • ยอดโอนรวมเติบโต: การเติบโตของยอดโอนกรรมสิทธิ์รวมมาจาก การโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการภายใต้กิจการร่วมค้า (JV) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จาก 1,583.7 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 2,999.8 ล้านบาทในปีนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จในการร่วมทุนและพัฒนาโครงการใหม่ๆ
  • รายได้ค่าบริหารโครงการเติบโตสูง: การเติบโตนี้เกิดจากการ ขยายตัวของโครงการ JV ใหม่ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 2/2566 มีการรวมทุนใหม่ถึง 25 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 25,270.0 ล้านบาท ซึ่งโครงการเหล่านี้จะสร้างรายได้ค่าบริหารโครงการในอนาคต นอกจากนี้ รายได้จากการให้บริการอื่นๆ เช่น บริการออกแบบ ตกแต่ง และบริหารนิติบุคคล ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

  • กำไรสุทธิ: การลดลงของกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2566 มีลักษณะเป็นครั้งคราว เนื่องจากเกิดจากการเปรียบเทียบกับรายการพิเศษในปีที่แล้ว ในขณะที่การดำเนินงานปกติยังคงมีแนวโน้มที่ดี
  • ยอดโอนรวม: มี โอกาสต่อเนื่อง จากการที่บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมากในช่วงครึ่งปีหลัง และมี Backlog ที่รอการโอนกรรมสิทธิ์ รวมถึงการขยายการลงทุนในโครงการ JV อย่างต่อเนื่อง
  • รายได้ค่าบริหารโครงการ: มี โอกาสต่อเนื่องสูง เนื่องจากบริษัทมีแผนขยายธุรกิจบริการและมีโครงการ JV ใหม่ๆ ที่จะทยอยโอนและสร้างรายได้ค่าบริหารในอนาคต รวมถึงการเติบโตของธุรกิจโรงแรมที่ได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิ: 873.1 ล้านบาท ลดลง 24.4% YoY เนื่องจากไม่มีรายการพิเศษจากการขายสินทรัพย์เหมือนปีก่อน
  • ยอดโอนกรรมสิทธิ์รวม: 4,812.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% YoY โดยได้แรงหนุนจากการโอนโครงการ JV
  • รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์: 1,812.2 ล้านบาท ลดลง 37.8% YoY
  • รายได้ค่าบริหารโครงการ: 1,187.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 236.5% YoY จากการขยายตัวของโครงการ JV
  • การร่วมทุน (JV): มีการรวมทุนใหม่ 25 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 25,270.0 ล้านบาท ซึ่งสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
  • ธุรกิจโรงแรม (ONEO): โรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit มีอัตราเข้าพักสูงถึง 92.1% ในเดือนมิถุนายน

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2/2566 ORI มีรายได้รวม 3,786.2 ล้านบาท ลดลง 7.7% YoY โดยหลักมาจากการลดลงของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ และการไม่มีรายการกำไรจากการต่อรองราคาซื้อโรงแรม อย่างไรก็ตาม รายได้จากการให้บริหารเพิ่มขึ้น 120.5% รายได้จากธุรกิจโรงแรมและค่าเช่าเพิ่มขึ้น 52.7% และรายได้ค่าบริหารโครงการเพิ่มขึ้นถึง 236.5% ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 873.1 ล้านบาท ลดลง 24.4% YoY โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 23.1%

โอกาส

  • การขยายธุรกิจ JV: การร่วมทุนใหม่ 25 โครงการ สะท้อนถึงศักยภาพในการขยายธุรกิจและสร้างรายได้ในอนาคต ทั้งจากยอดโอนและรายได้ค่าบริหาร
  • การเติบโตของธุรกิจบริการ: รายได้จากการให้บริหารและรายได้ค่าบริหารโครงการที่เติบโตสูง บ่งชี้ถึงความสำเร็จในการขยายธุรกิจนอกเหนือจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย
  • ธุรกิจโรงแรม: การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ที่มีอัตราเข้าพักสูง
  • แผน Origin Infinity: การขยายธุรกิจครอบคลุมทั่วประเทศและหลากหลายมิติ (Well-Being Lifetime Company) จะช่วยสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน

ความเสี่ยง

  • การพึ่งพารายการพิเศษ: การลดลงของกำไรสุทธิเมื่อเทียบกับปีก่อนที่เกิดจากการไม่มีรายการพิเศษ ชี้ให้เห็นถึงความผันผวนของผลกำไรหากพิจารณาเฉพาะรายการที่ไม่เกิดขึ้นประจำ
  • ต้นทุนทางการเงิน: ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 32.3% YoY จากการกู้ยืมเพื่อใช้หมุนเวียนและพัฒนาโครงการ อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรหากรายได้ไม่เติบโตตาม
  • การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์: แม้จะมีแผนเปิดโครงการใหม่จำนวนมาก แต่การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงสูง อาจส่งผลต่อยอดขายและอัตรากำไรโครงการ

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • การรับรู้รายได้จากโครงการ JV ใหม่: ความสามารถในการโอนกรรมสิทธิ์และสร้างรายได้จากโครงการ JV ที่เกิดขึ้นใหม่
  • การเติบโตของธุรกิจโรงแรม: อัตราการเข้าพักและรายได้ของธุรกิจโรงแรมในระยะยาว
  • การบริหารต้นทุนทางการเงิน: ผลกระทบของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่อภาระต้นทุนทางการเงินของบริษัท
  • การเปิดตัวโครงการใหม่: ความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการใหม่ตามแผน 42 โครงการ มูลค่า 50,000 ล้านบาท ในปี 2566
  • การนำ ONEO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์: ความคืบหน้าและผลกระทบต่อภาพรวมของกลุ่มบริษัท

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)

  • ยอดโอนกรรมสิทธิ์รวม: 4,812.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.0% YoY โดยการโอนจากโครงการ JV มีสัดส่วนถึง 2,999.8 ล้านบาท
  • Presales: ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 12,461.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.0% YoY โดย 77% มาจากคอนโดมิเนียม และ 23% จากบ้านจัดสรร (BRI)
  • Backlog: แม้จะไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจน แต่การโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นและแผนเปิดโครงการใหม่จำนวนมากบ่งชี้ถึง Backlog ที่แข็งแกร่ง
  • การเปิดโครงการใหม่: ครึ่งปีหลังมีแผนเปิด 24 โครงการ มูลค่า 28,760.0 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร
  • ต้นทุนก่อสร้าง: ไม่ได้ระบุข้อมูลเฉพาะ แต่ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 34.0% สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง
  • D/E: ไม่ได้ระบุตัวเลข D/E โดยตรง แต่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 33.4% ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 1.7%
  • กระแสเงินสดจากโครงการ: ไม่ได้ระบุข้อมูลเฉพาะ แต่การเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 20.3% บ่งชี้ถึงการบริหารกระแสเงินสดที่ดี

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 20.3% เป็น 57,836.9 ล้านบาท โดยหลักมาจากต้นทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เงินลงทุนใน JV และเงินสด หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 33.4% เป็น 37,558.9 ล้านบาท โดยหลักมาจากหุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาว ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 1.7% เป็น 20,278.0 ล้านบาท จากกำไรสะสมและการร่วมทุนที่เพิ่มขึ้น

สรุปท้าย

ORI ในไตรมาส 2/2566 เผชิญกับแรงกดดันจาก การขาดหายไปของรายการพิเศษที่เคยสร้างกำไรจำนวนมากในปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง 24.4% อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานหลักยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะการเติบโตของยอดโอนกรรมสิทธิ์รวม 7.0% และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้ค่าบริหารโครงการถึง 236.5% จากการขยายตัวของธุรกิจ JV ที่มีแผนร่วมทุนใหม่ถึง 25 โครงการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว ขณะที่ความเสี่ยงหลักอยู่ที่ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นและสภาวะการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงสูง

ยังไม่มีความคิดเห็น