NEWS ขาดทุนสุทธิพุ่ง 14,648% ใน Q2/66 หลังขายบริษัทย่อยกระทบรายได้สื่อ
รายได้สื่อหดตัวจากการขายบริษัทย่อย ดันผลขาดทุนรวมพุ่ง ขณะที่ธุรกิจอสังหาฯ เริ่มมีสัญญาณบวก
บริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ NEWS รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 308.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 14,648% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการขายบริษัทย่อยในธุรกิจสื่อออกไป อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการระบุว่ารายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าจับตาสำหรับทิศทางในอนาคต
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำใหผลประกอบการของ NEWS ในไตรมาส 2 ปี 2566 ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ การลดลงอย่างมากของรายได้จากการขายและบริการ โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจสื่อ ซึ่งคิดเป็นการลดลงถึง 86.98% หรือ 48.37 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากการขายบริษัทย่อยในธุรกิจสื่อออกไปในปี 2565 ทำให้ฐานรายได้ของธุรกิจสื่อหายไปอย่างมาก
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การที่รายได้จากการขายและบริการลดลงอย่างมากในส่วนของธุรกิจสื่อ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนขายและบริการที่ลดลงตามไปด้วย (35.23 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากการหายไปของรายได้หลักได้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อผลขาดทุน ได้แก่ รายได้อื่นที่ลดลงเนื่องจากปีก่อนมีกำไรจากการขายบริษัทรวม 38.37 ล้านบาท และการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 10.23 ล้านบาท รวมถึงขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น 89.59 ล้านบาท อันเนื่องมาจากมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนลดลง
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายจัดการระบุว่า รายได้จากส่วนงานหลักทรัพย์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.23 ล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาณบวกจากธุรกิจที่ยังดำเนินงานอยู่ แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากการขายธุรกิจสื่อออกไปได้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว โดยมีโอกาสต่อเนื่องในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์ที่เริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ผลประกอบการโดยรวมยังคงได้รับผลกระทบจากการขายธุรกิจสื่อออกไปในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว การที่รายได้จากธุรกิจสื่อลดลงอย่างมีนัยสำคัญนี้เป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างธุรกิจในปี 2565 ทำให้ฐานรายได้ในส่วนนี้หายไป ซึ่งจะส่งผลต่อการเปรียบเทียบผลประกอบการแบบ YoY ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาว่าจะมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการโดยรวมได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 14,648%: งวด 6 เดือนแรกปี 2566 ขาดทุนสุทธิ 308.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 306.15 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- รายได้จากการขายและบริการลดลง 86.98%: สาเหตุหลักมาจากการขายบริษัทย่อยในธุรกิจสื่อออกไปในปี 2565
- รายได้ธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น: มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.23 ล้านบาท
- ต้นทุนขายและบริการลดลงตามรายได้: ส่วนงานสื่อมีต้นทุนลดลง 35.23 ล้านบาท
- ขาดทุนพิเศษเพิ่มขึ้น: มีการรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 10.23 ล้านบาท และขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินเพิ่มขึ้น 89.59 ล้านบาท
ภาพรวมผลประกอบการ
ผลการดำเนินงานสำหรับงวดหกเดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 308.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 306.15 ล้านบาท คิดเป็น 14,648% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการขายและบริการที่ลดลง 48.37 ล้านบาท คิดเป็น 86.98% ซึ่งส่วนใหญ่ลดลงจากรายได้ในส่วนของธุรกิจสื่อ เนื่องจากมีการขายบริษัทย่อยดังกล่าวออกไปในปี 2565 ในขณะที่รายได้จากส่วนงานหลักทรัพย์มีการเพิ่มขึ้น 7.23 ล้านบาท รายได้อื่นลดลงเนื่องจากปีก่อนมีกำไรจากการขายบริษัทรวม 38.37 ล้านบาท ต้นทุนขายและบริการสำหรับส่วนงานสื่อลดลง 35.23 ล้านบาท สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง แต่ต้นทุนขายและบริการสำหรับส่วนงานหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 39.33 ล้านบาท ประกอบด้วยเงินเดือนและค่าธรรมเนียมต่างๆ ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากส่วนงานหลักทรัพย์ โดยส่วนใหญ่ประกอบด้วยค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ ค่าใช้จ่ายในการบริหารรวมเพิ่มขึ้น 4.91 ล้านบาท คิดเป็น 8.70% ส่วนใหญ่เพิ่มจากส่วนงานธุรกิจหลักทรัพย์ เงินเดือนและผลประโยชน์ของพนักงาน นอกจากนี้ ยังมีการรับรู้ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 89.59 ล้านบาท และส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทรวม 10.23 ล้านบาท
โอกาส
- การเติบโตของธุรกิจหลักทรัพย์: รายได้จากส่วนงานหลักทรัพย์มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นโอกาสในการสร้างรายได้และผลกำไรในอนาคต
- การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ: หากเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัว อาจส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจหลักทรัพย์
ความเสี่ยง
- การพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจสื่อที่ลดลง: การขายบริษัทย่อยในธุรกิจสื่อออกไป ทำให้ฐานรายได้หลักหายไป ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อการสร้างรายได้ในระยะยาว
- ความผันผวนของมูลค่ายุติธรรม: การขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดเงินลงทุน
- การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุน: การรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทรวม อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวม
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ และความสามารถในการชดเชยรายได้ที่หายไปจากธุรกิจสื่อ
- การบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหาร โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์
- ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียน
- ความคืบหน้าของแผนธุรกิจในอนาคต และการหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพื่อทดแทนธุรกิจที่ขายออกไป
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
ในส่วนของธุรกิจบริการของ NEWS ที่ปรากฏในเอกสาร MD&A นี้ มีการแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ธุรกิจสื่อ และ ธุรกิจหลักทรัพย์
- ธุรกิจสื่อ: มีรายได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (48.37 ล้านบาท หรือ 86.98%) เนื่องจากการขายบริษัทย่อยออกไปในปี 2565 ทำให้ต้นทุนขายและบริการในส่วนนี้ลดลงตามไปด้วย (35.23 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงการปรับโครงสร้างธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อฐานรายได้เดิม
- ธุรกิจหลักทรัพย์: มีรายได้เพิ่มขึ้น 7.23 ล้านบาท และต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 39.33 ล้านบาท รวมถึงต้นทุนในการจัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้นจากเงินเดือนและผลประโยชน์พนักงาน ซึ่งบ่งชี้ว่าธุรกิจนี้ยังคงมีการดำเนินงานและอาจมีแนวโน้มการเติบโต
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสาร MD&A ที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดของบริษัทฯ โดยตรง มีเพียงการกล่าวถึง "ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการวัดมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้น 89.59 ล้านบาท เนื่องจากมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนลดลง" ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในมูลค่าของสินทรัพย์ทางการเงินบางส่วน
สรุปท้าย
ผลประกอบการของ NEWS ในไตรมาส 2 ปี 2566 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขายบริษัทย่อยในธุรกิจสื่อออกไปในปีที่ผ่านมา ทำให้รายได้จากการขายและบริการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ในส่วนธุรกิจหลักทรัพย์เป็นสัญญาณบวกที่ต้องจับตา แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากการปรับโครงสร้างธุรกิจได้ทั้งหมด ความเสี่ยงหลักยังคงอยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุน การเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงิน และการหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว