KTC กำไร Q2/2566 ลดลง 4.6% ท่ามกลางพอร์ตโต 11.1% รับแรงกดดัน ECL และต้นทุนการเงิน
รายได้รวมเติบโต 8.8% แต่กำไรสุทธิหดตัวเล็กน้อย เหตุตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นและต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น
บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิรวม 1,806 ล้านบาท ลดลง 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโต 8.8% จากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวม 11.1% เป็น 105,589 ล้านบาท โดยมี NPL อยู่ที่ 2.0% ซึ่งยังคงต่ำกว่าอุตสาหกรรม และ NPL Coverage Ratio อยู่ในระดับสูงที่ 433.2%
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักที่ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ KTC ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 4.6% YoY มาอยู่ที่ 1,806 ล้านบาท แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโต 8.8% YoY มาอยู่ที่ 6,240 ล้านบาทนั้น มาจาก การเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น โดย ECL เพิ่มขึ้นถึง 38.5% YoY เป็น 1,438 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 24.3% YoY เป็น 415 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันกำไรสุทธิ แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจะเติบโตได้ดี 11.8% YoY
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ECL ที่เพิ่มขึ้น: การขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวม 11.1% YoY เป็น 105,589 ล้านบาท ทำให้มี NPL เพิ่มขึ้นตามมาบ้าง ส่งผลให้บริษัทต้องตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการตัดหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่าระดับ NPL โดยรวมจะยังคงต่ำที่ 2.0% และ NPL Coverage Ratio อยู่ในระดับสูงที่ 433.2% ก็ตาม
- ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น: อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของ KTC เพิ่มขึ้น 24.3% YoY เป็น 415 ล้านบาท จาก 334 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนทางการเงินที่คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด ส่วนของ ECL นั้น แม้จะเพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ แต่ฝ่ายจัดการยังคงมั่นใจว่า NPL อยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และคาดว่าสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน จะมีปริมาณการเพิ่มยอดลูกค้าใหม่ (New Booking) เป็นลักษณะทวีคูณในครึ่งหลังของปี 2566 ซึ่งหากสามารถควบคุมคุณภาพหนี้ได้ดี ก็อาจช่วยลดแรงกดดันจาก ECL ในระยะยาวได้ อย่างไรก็ตาม การที่ ธปท. มีมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2567 อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยในอนาคตได้
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิรวมลดลง 4.6% YoY: อยู่ที่ 1,806 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566 ขณะที่งบเฉพาะกิจการอยู่ที่ 1,805 ล้านบาท
- รายได้รวมเติบโต 8.8% YoY: อยู่ที่ 6,240 ล้านบาท ขับเคลื่อนโดยรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 11.8% YoY
- พอร์ตสินเชื่อรวมขยายตัว 11.1% YoY: อยู่ที่ 105,589 ล้านบาท โดยพอร์ตบัตรเครดิตเติบโต 11.8% YoY และสินเชื่อบุคคล KTC PROUD เติบโต 6.8% YoY
- NPL รวมอยู่ที่ 2.0%: ใกล้เคียงไตรมาสก่อน แต่ยังคงต่ำกว่าอุตสาหกรรม NPL Coverage Ratio สูงที่ 433.2%
- ECL เพิ่มขึ้น 38.5% YoY: เป็น 1,438 ล้านบาท จากการขยายตัวของพอร์ตและการตัดหนี้สูญที่เพิ่มขึ้น
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 24.3% YoY: เป็น 415 ล้านบาท ตามอัตราดอกเบี้ยตลาดที่สูงขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 กลุ่มบริษัท KTC มีกำไรสุทธิรวม 1,806 ล้านบาท ลดลง 4.6% YoY จาก 1,894 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า แม้ว่ารายได้รวมจะเติบโต 8.8% YoY เป็น 6,240 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) 38.5% YoY และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น 24.3% YoY ซึ่งหักล้างผลการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 11.8% YoY และรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น 10.6% YoY
โอกาส
- การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ: พอร์ตสินเชื่อรวมยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน ที่มีกระแสตอบรับดีขึ้นและคาดว่าจะสร้างฐานรายได้ในอนาคต
- ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น: อุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่งส่งผลให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก
- การบริหารจัดการคุณภาพหนี้: แม้ NPL จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำและต่ำกว่าอุตสาหกรรม NPL Coverage Ratio อยู่ในระดับสูง แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการหนี้
ความเสี่ยง
- การเพิ่มขึ้นของ ECL: การตั้งสำรองหนี้สูญที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ
- ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น: อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงิน
- มาตรการ ธปท. แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน: มาตรการใหม่ๆ ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2567 อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ดอกเบี้ยในระยะยาว
- การแข่งขันในอุตสาหกรรม: การแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้ม ECL และ Credit Cost: การบริหารจัดการคุณภาพหนี้และการตั้งสำรองในไตรมาสถัดไป
- การเติบโตของสินเชื่อ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน: ประสิทธิภาพในการปล่อยสินเชื่อใหม่และการสร้างรายได้ในอนาคต
- ผลกระทบจากมาตรการ ธปท. ต่อรายได้ดอกเบี้ย: การปรับตัวของ KTC ต่อกฎเกณฑ์ใหม่ๆ
- การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน: ท่ามกลางสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
- การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม: โดยเฉพาะจากธุรกรรมการค้าที่เพิ่มขึ้น
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
- NIM/NII: รายได้ดอกเบี้ยรวมเติบโต 11.8% YoY เป็น 3,972 ล้านบาท จากการขยายตัวของพอร์ตลูกหนี้ใหม่ โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) ในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 12.5% ลดลงเล็กน้อยจาก 12.7% YoY เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น
- NPL: NPL รวมอยู่ที่ 2.0% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.9% ในไตรมาสก่อน แต่ยังคงต่ำกว่าอุตสาหกรรม โดย NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.2%, สินเชื่อบุคคล 3.0% และสัญญาเช่า 9.1%
- Coverage Ratio: อยู่ในระดับสูงที่ 433.2% สะท้อนความแข็งแกร่งในการตั้งสำรอง
- Credit Cost: เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยไม่ได้ระบุตัวเลขชัดเจนในส่วนนี้ แต่จากกราฟแสดง Credit Cost อยู่ที่ประมาณ 7.3% ใน 1H66 ซึ่งสูงกว่า 1H65 ที่ประมาณ 5.9%
- สัดส่วนสินเชื่อ: พอร์ตสินเชื่อรวม 105,589 ล้านบาท ประกอบด้วย บัตรเครดิต 68,664 ล้านบาท (11.8% YoY), สินเชื่อบุคคล 33,385 ล้านบาท (9.6% YoY), KTC PROUD 31,727 ล้านบาท (6.8% YoY), KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน 1,658 ล้านบาท (118.6% YoY), และสัญญาเช่า 3,540 ล้านบาท (11.2% YoY)
- เงินฝาก/CASA: ไม่ได้ระบุข้อมูลในเอกสาร
- CAR/Basel: ไม่ได้ระบุข้อมูลในเอกสาร
- รายได้ค่าธรรมเนียม: เพิ่มขึ้น 10.6% YoY เป็น 1,326 ล้านบาท จาก Interchange, ส่วนลดร้านค้า, เบิกเงินสดล่วงหน้า และติดตามหนี้
- กำไรพิเศษครั้งเดียว: ไม่พบข้อมูลรายการพิเศษที่มีนัยสำคัญ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- เงินกู้ยืม: รวม 62,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% YoY โดยมีสัดส่วนเงินกู้ระยะสั้น 25% และระยะยาว 75%
- D/E Ratio: อยู่ในระดับต่ำที่ 2.18 เท่า ลดลงจากปีก่อนหน้า และต่ำกว่าภาระผูกพันที่ 10 เท่า
- วงเงินคงเหลือ: มีวงเงินกู้ยืมระยะสั้นคงเหลือ 20,480 ล้านบาท
- กระแสเงินสด: ไม่ได้ระบุข้อมูลกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน/ลงทุน/จัดหาเงิน
สรุปท้าย
KTC เผชิญแรงกดดันจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวขึ้นของต้นทุนทางการเงินในไตรมาส 2/2566 ทำให้กำไรสุทธิลดลงเล็กน้อย แม้ว่าการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อและปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรจะยังคงแข็งแกร่งก็ตาม ความสามารถในการบริหารจัดการคุณภาพหนี้และการเติบโตของสินเชื่อใหม่ๆ โดยเฉพาะ KTC พี่เบิ้ม รถแลกเงิน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในครึ่งปีหลัง ขณะที่ต้องจับตาผลกระทบจากมาตรการของ ธปท. และสภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างใกล้ชิด