KTIS พลิกกำไร Q2/2566 พุ่ง 3,330% รับรายได้น้ำตาล-ผลิตภัณฑ์เกษตรโตแรง
รายได้รวมโต 73% หนุนกำไรสุทธิพุ่ง 3,330% ขณะที่ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยหลักจากปริมาณขายน้ำตาลและผลิตภัณฑ์เกษตรที่เพิ่มขึ้น
บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกจากขาดทุนสุทธิ 14.9 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน มามีกำไรสุทธิ 682.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 3,330% โดยมีรายได้รวม 7,396.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.1% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในฤดูการผลิต 2565/2566 และราคาขายที่สูงขึ้นในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ KTIS ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของรายได้จากการขายและบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาลและผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ ซึ่งส่งผลให้กำไรสุทธิพลิกกลับมาเป็นบวกอย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นถึง 73.1% YoY และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3,330% YoY
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้มาจากหลายปัจจัยหลักตามที่ฝ่ายจัดการระบุ ดังนี้:
- รายได้จากการขายน้ำตาล: เพิ่มขึ้น 78.0% เป็นผลจากปริมาณการขายน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลผลิต 2565/2566 ประกอบกับราคาขายน้ำตาลทั้งในและต่างประเทศที่สูงขึ้น
- รายได้จากธุรกิจเยื่อกระดาษ: เพิ่มขึ้น 23.7% จากปริมาณการขายเยื่อกระดาษที่เพิ่มขึ้นและราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้น
- รายได้จากธุรกิจเอทานอล: เพิ่มขึ้น 110.7% จากปริมาณขายเอทานอลที่เพิ่มขึ้นและราคาขายเฉลี่ยในตลาดที่สูงขึ้น
- รายได้จากการขายไฟฟ้า: เพิ่มขึ้น 64.9% จากทั้งปริมาณการขายไฟฟ้าและราคาขายต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ รายได้จากการขายและบริการปรับปรุงผลิตภัณฑ์และยาปรับปรุงชีวทัศน์ยังเติบโต 0.8% และมีกำไรจากการตีราคาชีวภาพ 51.9 ล้านบาท ซึ่งชดเชยผลขาดทุนจากการตีราคาชีวภาพ 359.8 ล้านบาทในปีก่อน และมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 91.3 ล้านบาท
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยภายนอก ปัจจัยบวกที่ขับเคลื่อนรายได้ในครั้งนี้ส่วนใหญ่มาจาก ปริมาณการผลิตและขายที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลผลิต ซึ่งเป็นวัฏจักรปกติของธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ราคาขายที่สูงขึ้นในหลายผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำตาล เยื่อกระดาษ เอทานอล และไฟฟ้า เป็นปัจจัยที่อาจมีความผันผวนตามสภาวะตลาดโลกและอุปสงค์-อุปทาน ซึ่งฝ่ายจัดการไม่ได้ระบุแนวโน้มที่ชัดเจนว่าจะต่อเนื่องไปในทิศทางใด แต่การที่ปริมาณขายเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลผลิตเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับผลประกอบการในระยะสั้นถึงกลาง
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2566 พลิกเป็น 682.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,330% YoY จากขาดทุนสุทธิ 14.9 ล้านบาทใน Q2/2565
- รายได้รวม Q2/2566 แตะ 7,396.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.1% YoY
- รายได้จากการขายน้ำตาลโต 78.0% จากปริมาณขายและราคาขายที่สูงขึ้น
- รายได้จากธุรกิจเยื่อกระดาษ, เอทานอล และไฟฟ้า เติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะเอทานอลที่โตกว่า 110%
- มีกำไรจากการตีราคาชีวภาพ 51.9 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 359.8 ล้านบาทในปีก่อน
- มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 91.3 ล้านบาท
ภาพรวมผลประกอบการ
KTIS รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 ที่แข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวม 7,396.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 73.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายในฤดูการผลิต 2565/2566 และราคาขายที่สูงขึ้นในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้กำไรสุทธิพลิกกลับมาเป็น 682.8 ล้านบาท จากที่ขาดทุนสุทธิ 14.9 ล้านบาทในปีก่อน
โอกาส
- ราคาขายสินค้าเกษตรและพลังงานที่อยู่ในระดับสูง: เป็นปัจจัยหนุนรายได้และอัตรากำไรของผลิตภัณฑ์หลัก เช่น น้ำตาล เอทานอล และไฟฟ้า
- ปริมาณการผลิตและขายที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล: ฤดูการผลิต 2565/2566 ส่งผลดีต่อปริมาณการขายในกลุ่มน้ำตาลและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
- การเติบโตของผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม: เช่น เยื่อกระดาษและเอทานอล ที่มีราคาขายและปริมาณการขายเพิ่มขึ้น
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและสินค้าโภคภัณฑ์: ราคาอ้อย น้ำตาล เอทานอล และพลังงาน อาจผันผวนตามสภาวะตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และต้นทุน
- ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน: แม้ในไตรมาสนี้จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แต่ความผันผวนของค่าเงินบาทอาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในอนาคต
- ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น: ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 85.4% YoY โดยเฉพาะค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำตาลและผลิตภัณฑ์
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มราคาขายน้ำตาลในตลาดโลกและในประเทศ
- ปริมาณอ้อยเข้าหีบและผลผลิตน้ำตาลในฤดูกาลถัดไป
- ทิศทางราคาและอุปสงค์ของเอทานอลและเยื่อกระดาษ
- การบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง
- ผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
KTIS ได้รับอานิสงส์จากราคาขายที่สูงขึ้นในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำตาล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลัก โดยปริมาณการขายน้ำตาลเพิ่มขึ้นตามฤดูกาลผลิต ประกอบกับราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้รายได้จากส่วนนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น เยื่อกระดาษ เอทานอล และไฟฟ้า ก็แสดงการเติบโตที่ดีทั้งในด้านปริมาณและราคาขาย สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะค่าขนส่ง เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสด)
สรุปท้าย
KTIS โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 สุดแข็งแกร่ง พลิกกำไรสุทธิก้าวกระโดดกว่า 3,330% รับอานิสงส์จากรายได้รวมที่พุ่งสูงขึ้น 73.1% จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายและราคาขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำตาล เยื่อกระดาษ เอทานอล และไฟฟ้า แม้ต้นทุนการผลิตจะปรับสูงขึ้น แต่การมีกำไรจากการตีราคาชีวภาพและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนก็ช่วยเสริมผลประกอบการให้โดดเด่น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มราคาขายสินค้าโภคภัณฑ์และความผันผวนของต้นทุนการผลิตในระยะต่อไป