MALEE พลิกขาดทุนเป็นกำไร Q2/66 รับยอดขายแบรนด์โตแรง-คุมต้นทุนได้ดี
รายได้-กำไร MALEE Q2/66 ฟื้นตัวชัดเจน ปัจจัยหลักจากยอดขายแบรนด์พุ่ง-บริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ
บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 20 ล้านบาทในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากยอดขายรวมที่เติบโต 19% YoY สู่ระดับ 1,826 ล้านบาท โดยเฉพาะการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจตราสินค้า (Branded Business) ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นถูกบริหารจัดการได้ดีขึ้น ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ MALEE ในไตรมาส 2/2566 พลิกจากขาดทุน 20 ล้านบาท เป็นกำไร 13 ล้านบาท มาจากการเติบโตของรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น 19% YoY สู่ระดับ 1,826 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตที่โดดเด่นของธุรกิจตราสินค้า (Branded Business) ที่เพิ่มขึ้นถึง 36% YoY ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสามารถชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้นได้
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเติบโตของยอดขายธุรกิจตราสินค้า (Branded Business) มาจากกลยุทธ์ของบริษัทฯ ที่เน้นการเติบโตของสินค้าภายใต้แบรนด์ Malee & Chokchai Farm ที่เป็น Focus SKU รวมถึงการปรับกลยุทธ์ทางการขายและการลงทุนทางการตลาดเพื่อสร้างยอดขายและความนิยมอย่างยั่งยืน แม้ว่าในไตรมาส 2/2566 ยอดขายจะเติบโตได้ไม่เต็มที่นักเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบหลักบางรายการ เช่น น้ามะพร้าวและน้านมดิบ แต่การเติบโตของยอดขายโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง
ในส่วนของต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้น 23% YoY สู่ระดับ 1,557 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17.3% เป็น 14.7% นั้น เกิดจากต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร (น้ามะพร้าว, น้านมดิบ), ภาชนะบรรจุ, สาธารณูปโภค, ค่าขนส่ง ที่ปรับตัวสูงขึ้น และการปรับขึ้นภาษีความหวานตั้งแต่ 1 เมษายน 2566 อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายได้ดีขึ้น โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายต่อยอดขายลดลงจาก 7.5% เป็น 6.7% และค่าใช้จ่ายในการบริหารต่อยอดขายลดลงจาก 10.1% เป็น 8.5% ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยฝ่ายจัดการมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจนสำหรับปี 2566 คือการสร้างกำไรให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งการเติบโตของยอดขายสินค้าภายใต้แบรนด์ Malee & Chokchai Farm ให้มากขึ้น 2 เท่า เมื่อเทียบกับการเติบโตของยอดขายสินค้ารับจ้างผลิต (CMG) ซึ่งจะขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ 4 เสาหลักทางการค้า และการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจรับจ้างผลิต นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กร การพิจารณาปรับเพิ่มราคาสินค้าหากจำเป็น และการขับเคลื่อนการประหยัดต้นทุน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- พลิกมีกำไรสุทธิ: MALEE มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาทใน Q2/2566 ดีขึ้น 36% YoY จากที่ขาดทุน 20 ล้านบาทใน Q2/2565
- รายได้รวมเติบโต 19%: ยอดขายรวมอยู่ที่ 1,826 ล้านบาท โดยธุรกิจตราสินค้า (Branded Business) เติบโตโดดเด่น 36% YoY ทั้งในและต่างประเทศ
- ต้นทุนขายพุ่ง แต่บริหารจัดการได้ดี: ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 23% YoY แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายลดลง
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลง: GPM ลดลงจาก 17.3% เป็น 14.7% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและภาษีความหวานที่สูงขึ้น
- ฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้น: ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 31.3% จากการขายหุ้นไขว้และผลประกอบการที่ดีขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีปัจจัยหลักจากการเติบโตของยอดขายธุรกิจตราสินค้า (Branded Business) ทั้งในประเทศ (+36% YoY) และต่างประเทศ (+36% YoY) ซึ่งเติบโตสูงกว่าธุรกิจรับจ้างผลิต (CMG) ที่เพิ่มขึ้น 8% YoY อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายเพิ่มขึ้น 23% YoY สู่ระดับ 1,557 ล้านบาท ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงจาก 17.3% ใน Q2/2565 เป็น 14.7% ใน Q2/2566 แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายจะลดลง แต่ผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 13 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 20 ล้านบาทในปีก่อนหน้า
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 3,739 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% YoY และพลิกมีกำไรสุทธิ 21 ล้านบาท จากที่ขาดทุน 34 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทุกช่องทางและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ
โอกาส
- การฟื้นตัวของตลาดน้ำผลไม้พร้อมดื่มในประเทศ: ตลาดมีมูลค่า 9,951 ล้านบาท เติบโต 12% YoY โดยเฉพาะกลุ่ม Super Economy และ Economy Market ที่เติบโตสูง
- การเติบโตของธุรกิจตราสินค้า: กลยุทธ์เน้น Focus SKU และการลงทุนทางการตลาดช่วยผลักดันยอดขายแบรนด์ Malee & Chokchai Farm ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
- การขยายตลาดต่างประเทศ: ยอดขายต่างประเทศเติบโต 25% YoY ใน Q2/2566 และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 31% ของยอดขายรวม
- การปรับโครงสร้างธุรกิจ: การขายหุ้นไขว้ช่วยเพิ่มส่วนของผู้ถือหุ้นและเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน
ความเสี่ยง
- ต้นทุนวัตถุดิบผันผวน: ต้นทุนสินค้า วัตถุดิบทางการเกษตร (น้ามะพร้าว, น้านมดิบ), ภาชนะบรรจุ, สาธารณูปโภค และค่าขนส่ง ยังคงอยู่ในระดับสูง
- การขาดแคลนวัตถุดิบ: ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหลักบางรายการส่งผลกระทบต่อการเติบโตของยอดขาย
- ภาษีความหวาน: การปรับขึ้นภาษีความหวานเป็นเฟสที่ 3 ตั้งแต่ 1 เมษายน 2566 เพิ่มภาระต้นทุน
- กำลังซื้อเปราะบาง: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบางอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: ความสามารถในการควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและผลกระทบจากราคาที่ผันผวน
- การแก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ: กลยุทธ์และผลลัพธ์ในการจัดการปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบหลัก
- การเติบโตของยอดขายแบรนด์: ความต่อเนื่องของการเติบโตของยอดขายธุรกิจตราสินค้า Malee & Chokchai Farm
- การปรับขึ้นราคาสินค้า: ความเหมาะสมและผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อบรรเทาภาระต้นทุน
- แนวโน้มการส่งออก: ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
- ราคาวัตถุดิบ/สินค้า: ต้นทุนวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น น้ามะพร้าวและน้านมดิบ, ภาชนะบรรจุ, สาธารณูปโภค และค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
- Volume: แม้จะมีการขาดแคลนวัตถุดิบบางรายการ แต่ยอดขายรวมยังคงเติบโต 19% YoY โดยเฉพาะธุรกิจตราสินค้าที่เติบโตโดดเด่น
- GPM: อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17.3% เป็น 14.7% ใน Q2/2566 เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้น
- ช่องทางขาย: ยอดขายในประเทศเติบโต 16% YoY และยอดขายต่างประเทศเติบโต 25% YoY สัดส่วนการขายในประเทศต่อต่างประเทศอยู่ที่ 69:31
- สต็อก: สินค้าคงเหลือลดลง 13.6% จากสิ้นปี 2565
- อัตราแลกเปลี่ยน/ส่งออก: ยอดขายต่างประเทศเติบโตดี สะท้อนการขยายตัวในตลาดโลก
- ฤดูกาลผลิต: ไม่ได้ระบุถึงผลกระทบจากฤดูกาลผลิตในเอกสาร
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 5,665 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.81% จากสิ้นปี 2565 โดยมีปัจจัยหลักจากการเพิ่มขึ้นของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น ขณะที่สินค้าคงเหลือลดลง หนี้สินรวมลดลง 9.4% สู่ระดับ 3,734 ล้านบาท จาก 4,122 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะสั้นและยาวจากสถาบันการเงิน ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 31.3% สู่ระดับ 1,855 ล้านบาท จาก 1,412 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565
ในด้านกระแสเงินสด เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน 164 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 89 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เงินสดสุทธิใช้ไปจากกิจกรรมลงทุน 59 ล้านบาท และเงินสดสุทธิรับจากกิจกรรมจัดหาเงิน 61 ล้านบาท โดยรวมแล้ว เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดปลายงวดเพิ่มขึ้น 183.4% สู่ระดับ 256 ล้านบาท
สรุปท้าย
MALEE ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวที่แข็งแกร่ง โดยสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ จากการเติบโตที่โดดเด่นของธุรกิจตราสินค้าและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบบางรายการ อย่างไรก็ตาม ด้วยกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการมุ่งเน้นการเติบโตของแบรนด์ การบริหารต้นทุน และการปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กร ทำให้มีโอกาสที่ผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต ขณะที่นักลงทุนควรจับตาความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและความเสี่ยงด้านวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด