บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
PMC ผ่าแนวคิด “One Stop Solution” งบ 2568 ฟันยอด 4.2 พันล้านบาท
P/E 5.50 YIELD 2.13 ราคา 0.86 (0.00%)
PMC ผ่าแนวคิด “One Stop Solution” งบ 2568 ฟันยอด 4.2 พันล้านบาท
บริษัท พีเอ็มซีเลเบิลแมททีเรียลส์จำกัด (มหาชน) หรือ PMC แจ้งความสำเร็จจากการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2568 (ค.ศ. 2025) ที่ผ่านมา บริษัทฯ มุ่งเน้นการเป็น "One Stop Solution Provider" ในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainability) เช่น การลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตยแบบปิด (Solar Loop Top) และการรับรองมาตรฐาน ESG จากสถาบันภายนอก เช่น APR และ FSC
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจจากรูปแบบ Family-Owned สู่การเป็นบริษัทในกลุ่ม Silicon Club เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของ PMC โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ Specialty Label ที่แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาที่ยังคงรักษาระดับการเติบโตที่ 20–30% ซึ่งเป็นสัญญาณการฟื้นตัวที่น่าสนใจ
“เรามุ่งมั่นที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด Specialty Label และขยายฐานลูกค้าของเราให้ครอบคลุมทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน”
ผลการดำเนินงานในปี 2568 แสดงให้เห็นถึงรายได้รวมอยู่ที่ 4,199 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ที่มีมูลค่า 4,039 ล้านบาท โดยกำไรจากการดำเนินงาน (EBLICore Profit) เพิ่มขึ้นเป็น 1,832 ล้านบาท และกำไรสุทธิแตะระดับ 619 ล้านบาท สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดการต้นทุนและบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีวินัย
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสามารถรักษาอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ไว้ได้ในระดับ 85% พร้อมกับ Order Book ที่เต็มไปด้วยออเดอร์รอการผลิต ทำให้มั่นใจว่าผลประกอบการในอนาคตจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Specialty Label ที่มีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นจาก 14% ในปีก่อนหน้าเป็น 19% ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนกำไรระยะยาวที่สำคัญของบริษัท
“การมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ PMC”
อย่างไรก็ตาม รายได้จาก Export ลดลง 19.8% จาก 2,298 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 2,385 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากความชะลอตัวของตลาดฉลากโลก รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นความท้าทายที่บริษัทฯ ต้องหาแนวทางในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
การปรับตัวอย่างยืดหยุ่นต่อปัจจัยภายนอกเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ PMC โดยบริษัทฯ ได้พิจารณาล้มเลิกแผนการขยายฐานตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในภูมิภาค แต่ยังคงมุ่งเน้นการยกระดับยอดขายภายในประเทศและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรอจังหวะโอกาสในการขยายตลาดในอนาคต
ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบบางกลุ่ม แต่ PMC สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านการล็อกซัพพลายและคู่ค้าระยะยาว โดยมีสัญญาจองไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งช่วยลดความผันผวนของต้นทุนและรักษาความสามารถในการทำกำไร
“การบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งกับคู่ค้า เป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของตลาด”
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- Q: ปีนี้รายได้รวมลดลง 6% YoY จากปีก่อนหน้า แต่บริษัทตั้งเป้าเติบโตดีบ้างในปี 2569 โดยมีโมเมนตัมจากกลุ่ม Specialty Label เติบโตอย่างต่อเนื่อง คุณเห็นว่าปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนยอดขายกลับมาโตแรงในไตรมาสแรกของปีนี้ได้อย่างไรบ้างครับ?
A: บริษัทมองว่าตลาดฉลาดยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มอุปโภคบริโภค และบริษัทคาดว่าจะโตกลับมาในปี 2569 จากการขยายฐานลูกค้าเดิมและส่งเสริมโซลูชันที่แตกต่างจากคู่แข่ง โดยเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอย่างฟิล์มเบสและ Specialty Label - Q: อัตราการเติบโตของกลุ่ม Specialty Label ในไตรมาสแรกของปีนี้ยังคงรักษาระดับโมเมนตัมไว้ที่ 20–30% เหมือนปีก่อนหรือไม่ครับ?
A: ใช่ครับ ณ เวลาปัจจุบันยังคงรักษาระดับโมเมนตัมไว้อยู่ในช่วง 20–30% โดยมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยตามสภาวะตลาดทั่วไป แต่ยังไม่มีผลกระทบสำคัญต่อโมเมนตัมโดยรวม - Q: การขยายตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียถูกชะลอไว้ชั่วคราวหรือไม่ครับ?
A: ใช่ครับ การขยายฐานตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียถูกชะลอไว้ชั่วคราวเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ โดยบริษัทเน้นยกระดับยอดขายภายในประเทศและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด - Q: สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาวัตถุดิบเฉพาะกลุ่มฟิล์มและเคมีพันกาวอย่างไรครับ และมีการทำสัญญาจองล่วงหน้าไว้เมื่อไหร่มั้ยครับ?
A: สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดส่งผลให้มีความผันผวนของราคาวัตถุดิบบางกลุ่ม แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ดี โดยมีการล็อกซัพพลายและ allocation ไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือน - Q: Outlook กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีนี้จะเติบโตเท่ากับ 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสสี่ของปีที่แล้วได้หรือไม่ครับ?
A: จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอกและบริษัทสามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในปีก่อน จึงคาดว่าตลาดยังคงโตและกำไรสุทธิจะเติบโตอย่างน้อย 15%
PMC ตั้งเป้าหมายที่จะเติบโตในระดับ Double Digit ในระยะยาว โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานลูกค้าในภูมิภาคอาเซียนผ่านกลยุทธ์ One Stop Solution Provider พร้อมทั้งเฝ้าระวังปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทฯ ในอนาคต เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การแข่งขันจากคู่แข่งต่างชาติ และความผันผวนของราคาวัตถุดิบ