SCGP
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SCGP
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน)
SET · บรรจุภัณฑ์
26.50
+1.00 (+3.92%)

สรุป Opportunity Day

วิเคราะห์ผลประกอบการโดย AI

1. สรุป OPPDAY (Q&A)
Alright ครับ เริ่มกันเลย!
```html

SCGP โชว์ผลงาน Q2/2568: เน้นขยายตลาด Consumer Packaging, ปรับกลยุทธ์รับมือความผันผวน


สวัสดีครับท่านผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้เข้าร่วมชมทุกท่าน ทางบริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ช่วงของ Set Opportunity Day ในส่วนของบริษัท SCGP ครับ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เรามีผู้บริหารทั้งสองท่าน CEO คุณวิชาญ จิตพัดมี และ CFO คุณดนัยเดช เกศสุวรรณ มาร่วมให้ข้อมูลการดำเนินงานในวันนี้ครับ โดยข้อมูลในวันนี้จะเป็นในส่วนของครึ่งปีแรกและลงไปในรายละเอียดในส่วนของไตรมาสที่สองครับ



1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):


สถานการณ์ในรอบที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน US tariff ก็ settle ไปเกือบหมดแล้ว เหลือเฉพาะของประเทศจีน ในขณะเดียวกัน geopolitical tension ที่เราพูดถึงกันวันนี้ก็ลามมาถึงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หวังว่า tension ต่างๆ เหล่านี้ก็จะสงบและจบลงโดยเร็ว


SCGP เน้นอยู่ 3 เรื่อง:



  1. เรื่องกระแสเงินสด (Cash Flow): SCGP มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง

  2. การปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ (Adaptation): โดยเฉพาะการควบคุม Supply Chain ในยุคที่ผันผวน ในครึ่งปีแรกถือว่าทำได้ดีมาก

  3. ขยายธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้บริโภค (Consumer-related Business Expansion): หรือ Consumer Packaging นั่นเอง


ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา:



  • รายได้: 63,766 ล้านบาท (ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในช่วงเวลาเดียวกัน)

  • ปริมาณการขาย (Volume): เพิ่มขึ้น

  • ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายลดลง: ราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน

  • ถ้าเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2024: Volume เพิ่มขึ้น มีการ Pick up ในช่วงของ Half 1 ขึ้นมาได้ค่อนข้างดี

  • EBITDA: 8,489 ล้านบาท (YoY ลดลง)

  • สาเหตุที่ลดลง: เป็นไปตามทิศทางของยอดขายที่ลดลงเมื่อเทียบ YoY

  • ถ้าเทียบ Half on Half: ดีขึ้นพอสมควร

  • สาเหตุที่ EBITDA ดีขึ้น: Volume ปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุน (วัตถุดิบ, กระดาษรีไซเคิล, พลังงาน) ลดลง

  • Margin ขยายตัว: เพิ่มขึ้นจาก Half ปลายปี 2024 (10%) เป็น 13% ในครึ่งปีแรกนี้

  • กำไร: 1,910 ล้านบาท (เป็นไปในทิศทางเดียวกับ EBITDA)


สัดส่วนของรายได้:



  • Consumer Packaging: เพิ่มขึ้นจาก 44% เป็น 46%

  • Consumer Packaging หมายถึง: บรรจุภัณฑ์กระดาษ (กล่องกระดาษลูกฟูก, กล่อง Offset) บรรจุภัณฑ์พลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหาร วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ (ธุรกิจใหม่)

  • ยอดขายแบ่งตามประเทศ: หลักๆ ยังคงเป็นกลุ่มประเทศอาเซียน

  • ไทย: เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา (การเติบโตในแง่ของ Demand)


ผลประกอบการไตรมาส 2:



  • รายได้: 31,557 ล้านบาท (ลดลงไปเทียบกับปีก่อนหน้า)

  • Volume: ดีขึ้นในไตรมาส 2 เทียบกับปีก่อนหน้า

  • ราคาผลิตภัณฑ์: ลดลง (คล้ายกับ Half 1)

  • QoQ (เทียบไตรมาสต่อไตรมาส): Volume ลดลง (กลุ่มที่ส่งออกและธุรกิจ Fiberbus)

  • ราคา: คงที่ (ค่อนข้างทรงๆ)

  • EBITDA: 4,257 ล้านบาท (YoY ลดลง แต่ QoQ สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย)

  • สาเหตุที่ EBITDA สูงขึ้น: ต้นทุนทำได้ดีขึ้น

  • กำไร: 1,010 ล้านบาท (เป็นไปในทิศทางเดียวกับ EBITDA และยอดขาย)


สายธุรกิจหลัก: บรรจุภัณฑ์ครบวงจร



  • รายได้: 23,856 ล้านบาท (YoY และ QoQ ลดลง)

  • YoY ลดลงมา 8.6%: มาจากเรื่องของราคาขายเป็นหลัก

  • QoQ แตกต่างกัน: กลุ่ม Plastic Polymer ยอดขายเพิ่มขึ้น (Volume เพิ่มขึ้น Demand สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปดีขึ้น วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์เติบโตขึ้น)

  • บรรจุภัณฑ์กระดาษ (กล่องกระดาษลูกฟูก): รายได้ค่อนข้างคงที่ เวียดนามและอินโดนีเซียไปได้ดี (ไทยมีเทศกาลสงกรานต์ทำให้รายได้ลดลงบ้าง)

  • กระดาษบรรจุภัณฑ์ (ตัวหลัก): รายได้ลดลง (ปริมาณการขายหรือ Volume ที่ส่งออกลดลง ซึ่งเป็นความตั้งใจของบริษัทในการ Decouple หรือ Diversify ออกจากตลาดจีน)

  • ราคา Packaging Paper: อ่อนตัวลงเล็กน้อย (อินโดนีเซียราคาขายเพิ่มขึ้นได้เมื่อเทียบกับไตรมาส)

  • EBITDA เพิ่มขึ้น: 3,813 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นทั้งเทียบปีและเทียบไตรมาส)

  • มาจากต้นทุนที่ดีขึ้น

  • ในแง่ของไตรมาส: มาจากการที่ผลประกอบการของธุรกิจในอินโดนีเซียมีการเติบโต

  • Margin เพิ่มขึ้น: จาก 15% เป็น 16%


สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ:



  • รายได้: 5,926 ล้านบาท (ลดลง)

  • หลักๆ มาจากปริมาณขายและราคา

  • Food Service Packaging: ไปได้ดี (ยอดขายเพิ่มขึ้น เทียบกับไตรมาสก่อน)

  • บรรจุภัณฑ์อาหารที่ขายในยุโรปและอเมริกา: ดีขึ้น (High Season)

  • กระดาษ Specialty: แนวโน้มรายได้ลดลง (ลูกค้ามี Inventory เยอะ การส่งออกติดเรื่องสายเรือ)

  • เยื่อ: ยอดขายลดลง (Volume และราคาตลาดลดลง)

  • ธุรกิจเสื้อผ้า (Dissolving Pulp): Demand ยังไม่ค่อยเติบโต

  • EBITDA: 446 ล้านบาท (หดตัวลงจากปีก่อนและไตรมาสก่อน)

  • ผลจากยอดขายที่ลดลง เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น (ธุรกิจนี้มีการส่งออกค่อนข้างเยอะ)


โครงสร้างทางการเงิน:



  • Net Debt: 55,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยจากปลายปีที่แล้ว)

  • การใช้เงินลงทุนต่างๆ ทำให้ Net Debt เพิ่มขึ้น

  • อัตราส่วน Net Debt to EBITDA: 3.7 (เพิ่มขึ้นมาจากปลายปีก่อน)

  • คาดการณ์ว่า Net Debt to EBITDA จะลดลงมาอยู่ที่ 3.3-3.4 ในช่วงปลายปีนี้

  • เงินลงทุน: ใช้ไปในครึ่งปีแรกประมาณ 6,000 ล้านบาท

  • Growth CapEx: ประมาณ 4,000 ล้านบาท (ซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัท Duytan ที่เวียดนาม, Organic Expansion อื่นๆ)

  • งบลงทุนปีนี้: ประมาณ 10,000 ล้านบาท

  • Growth CapEx: ประมาณ 7,000 ล้านบาท

  • ยังมีโครงการ M&P (Mergers & Partnerships) และ Organic ต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง

  • คาดว่าจะปิดดีลได้สัก 1 อันในปีนี้

  • งบประมาณ 10,000 ล้านบาทอาจจะลดลงเล็กน้อยจาก 13,000 ล้านบาท (โครงการบางส่วนอาจจะชะลอ)

  • จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล: เดือนสิงหาคมนี้ อัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น



2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):


อินโดนีเซีย:



  • ผลประกอบการ Improve ขึ้นเมื่อเทียบกับ Q1 และ Q3 Q4 ของปีที่แล้ว

  • ราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย Q2 เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับ Q1

  • ยอดขายฝั่ง Domestic เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • จำนวนกระดาษที่ส่งออกไป China ลดลง แต่โดยรวมยังทรงตัว

  • Margin ของ Domestic เพิ่มสูงขึ้น

  • นโยบายบริษัท: Re-Focusing จาก China มาเน้นที่ Domestic ในอาเซียน (China ได้รับภาษี US Tariff สูง โอกาสเติบโตน้อยลง)

  • EBITDA ที่ Improve ขึ้นมาจาก Domestic

  • Cost Saving

  • การเพิ่มทุนไปที่ Fajar (ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ Fajar ค่อนข้างสูง ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เมืองไทยต่ำกว่าเยอะ)

  • Net Debt to Equity น้อยกว่า 1


เวียดนาม:



  • Restructure ในส่วนของ Rigid Packaging

  • เพิ่มจำนวนการถือหุ้นอีก 30% ในบริษัทที่ชื่อว่า Duytan

  • ต้องการเพิ่มการเติบโตใน Consumer Packaging โดยเฉพาะในฝั่งของเวียดนาม

  • Leverage Duytan competitive advantage (ขยายและส่งมาขายในเมืองไทยเพิ่มเติมขึ้น)

  • Enhance Synergy (Expand Solution และ New Product ของ Duytan เช่น Houseware)

  • Houseware มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น

  • ยอมรับในตลาดเวียดนาม (ขยายกลับเข้ามาสู่ในเมืองไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ส่งออกไปต่างประเทศด้วย)


การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยใช้ Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning:



  • Apply ใช้ตลอดทั้ง Value Chain

  • ตัวอย่าง: Production Process กับ Power Plant (Generate พลังงานหรือ Steam ที่ใช้ในการอบกระดาษ)

  • ความปลอดภัย (Safety First)

  • Cost Reduction (Fiber Recycle ที่กลับมาใช้ สามารถเพิ่ม Yield ได้)

  • Quality Improvement (Quality Prediction และ Quality Monitoring Dashboard)

  • Reliability (แสดงถึง Abnormality ของเครื่องจักร Prediction เมื่อไหร่เครื่องจักรหยุดยาว หยุดเครื่องจักรก่อน)

  • Energy Efficiency (Steam Control และ Steam Reduction ปริมาณการใช้ Steam และเชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น)


Carbon Footprint Product:



  • 169 Products และ 16 Process ที่ Certify by TGO

  • ไตรมาสที่ 4 ปีนี้ จะทำ Carbon Footprint Product ครบ 100% ในส่วนของเยื่อและกระดาษ

  • Phase ถัดไป: จะทำในส่วนของ Carbon Footprint Product ที่เป็น Polymer


EcoVadis:



  • SCGP ได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับ Platinum

  • Top ของอุตสาหกรรมในส่วนของ EcoVadis ที่ให้มา

  • Highest Sustainability Rating (2 ปีต่อเนื่อง)


รางวัล Best Public Company of the Year 2025 (Packaging Sector):



  • Outstanding Performance

  • Efficiency of the Business Management

  • Sustainable

  • ได้รับจากงาน Money & Banking Awards



3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):


Trade และ Economic:



  • ASEAN ยังเป็น Domestic Consumption ที่ยัง Growth อยู่

  • US Tariff ส่งผลให้ Shift ของ Export Diversification

  • ลูกค้าปรับตัว Diversify Port ไปใน Area ที่ตัวเองไม่ได้ทำ ลดต้นทุน

  • China เริ่มมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดกำลังการผลิตของกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Over Capacity)

  • Inflation (อาเซียนพยายามจะลดดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ)



4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):


Transformative Transformation (ปรับตัวเองอย่างต่อเนื่องให้ทันกับสภาพ Trade และ Economic ที่เปลี่ยนแปลงไป):



  • เน้น Consumer Business (Consumer Packaging): 46% ของยอดขาย (เติบโตอย่างต่อเนื่อง)

  • Focus ที่อาเซียน: เป็น Zone/Area/Regional ที่อัตราการเติบโตของ Consumer Packaging สูง

  • นำเสนอ Solution และ Service มากขึ้น Cross-Selling มากขึ้น การมีทั้งบรรจุภัณฑ์ที่เป็นกระดาษและพลาสติก Offer New Service

  • Strategic Customer Portfolio Restructure (จาก Segment เป็น Market)

  • Decentralized จาก Head Office ที่เมืองไทย ไปแต่ละประเทศ (ตัดสินใจได้เร็วขึ้น Response ต่อตลาด/ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น)



5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):


SCGP ยังคง Focus ที่ Consumer Packaging และ ASEAN โดยอาศัยการ Transformative Transformation อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนและคว้าโอกาสทางธุรกิจ



6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): [เริ่ม Q&A นาทีที่ 43:36]



• ปัจจัยและเป้าหมายผลการดำเนินงาน


คำถาม: ปัจจัยอะไรที่ส่งผลหลักต่อผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และแนวโน้มของยอดขายในครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร และเป้าหมายที่วางไว้ในส่วนที่สื่อสารไว้ว่าตัว EBITDA วาง Target ไว้ที่ 18,000 ล้านยังจะคงตามนี้อยู่หรือไม่?


คำตอบ (คุณดนัยเดช):



  • Q2 หลักๆ ถ้าดูในแง่ของความต้องการ ตลาดในอาเซียนยังเติบโตได้

  • การเติบโตของตลาดในทุกๆ ประเทศ ถ้ามอง Year on Year ในแง่ของ Volume ไปได้ดีทีเดียว

  • Volume ที่ลดลงใน Q2 หลักๆ มาจาก Fiberbus Business

  • ผลกระทบจากการส่งออกกระดาษและเยื่อ Dissolving Pulp

  • Integrated Packaging Business ในแง่ของ EBITDA อะไรต่างๆ ไปได้ดี เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

  • ในเชิง Volume ใน Q3 ยังมองว่ายังคงไปต่อได้

  • Order ต่างๆ ที่เข้ามาในช่วงต้นไตรมาส เทียบกับเดือนกรกฎาคม เทียบกับเดือนมิถุนายนยังคงเดินต่อได้พอสมควร

  • ปลายไตรมาส 3 เป็นช่วงที่จะมีการผลิตสินค้าส่วนใหญ่ จะเป็น Cycle ที่ผู้ประกอบการเตรียมสินค้าสำหรับที่จะผลิตส่งมอบในช่วงปลายปี ช่วงฤดูการท่องเที่ยว ฤดูคริสต์มาส

  • Volume ตรงนี้เข้ามา ถ้าเป็นในภาวะปกติ ช่วงประมาณเดือนกันยายนจะเริ่มแล้ว

  • มี Upside จากตรงนี้ ในแง่ของ Volume

  • ทางธุรกิจ Fiberbus เห็นการฟื้นตัวของภาค Textile Garment เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เริ่มมีขึ้นมาก

  • Food Service บรรจุภัณฑ์อาหารยังอยู่ในช่วง High Season

  • ในแง่ Volume ยังคงไปต่อได้

  • เรื่องของราคา ในภาวะปัจจุบัน อาจจะเรียกว่าทรงๆ

  • ยังไม่มีปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนให้การปรับราคาเป็นไปได้อย่างมาก

  • ข่าวดีในเรื่องของต้นทุน

  • ราคาขายปรับไม่ได้ ต้นทุนมีแนวโน้มที่จะคงตัวหรือลดลง

  • ต้นทุนกระดาษ วัตถุดิบ กระดาษรีไซเคิล พลังงาน ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ

  • ถ้าเป็นสายธุรกิจ Integrated Packaging Business มีแนวโน้มที่จะคงไว้ซึ่ง Positive Momentum ในแง่ของ Performance

  • Fiberbus Business หรือเยื่อกระดาษ ยังเป็น Challenge อยู่ แต่มี Upside จาก Volume หรือต้นทุน

  • โดยภาพรวม Outlook ใน Q3 ยังคิดว่ายังคงมีความใกล้เคียงกับ Q2 ที่ผ่านมา

  • ยังคง Maintain เป้า ในปีนี้ EBITDA อยู่ที่ 18,000 ล้าน



• การนำเข้าวัตถุดิบ


คำถาม: มีการนำเข้าวัตถุดิบจากทางสหรัฐอเมริกาเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ต่อการนำเข้าทั้งหมด และในส่วนนี้โดนผลกระทบจากความผันผวนจาก US Tariff ในครึ่งปีแรกอย่างไรบ้าง และมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับการนำเข้าดังกล่าวในครึ่งปีหลัง?


คำตอบ (คุณวิชาญ):



  • ปี 2025 ครึ่งปีแรก นำเข้ากระดาษจากอเมริกาประมาณ 18%

  • 14% นำเข้าจากยุโรป

  • 68% Source ใน Domestic (อาเซียน, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์)

  • ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกเป็นหลัก

  • บรรจุภัณฑ์ต่างๆ จะไปให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เราส่งออกไป

  • ปริมาณการผลิตไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

  • มีบริษัทย่อย 2 บริษัท

  • บริษัทที่อยู่ในอเมริกา (Trader Company)

  • บริษัทอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในการนำเข้าเศษกระดาษ

  • การ Source จาก 2 ที่ เพื่อ Diversify Risk ในการนำเข้า

  • ความผันผวนของ US Tariff ถ้าพูดถึงการนำเข้าเศษกระดาษ ไม่มีผลแต่ อย่างใด

  • ถ้าพูดถึง US Tariff ที่มีผลต่อธุรกิจของ SCGP

  • ผลกระทบทางตรงต่อธุรกิจ: ปัจจุบัน SCGP มีการส่งออกโดยตรงไปที่สหรัฐอเมริกา ในส่วนของครึ่งปีแรก 2,800 ล้าน (4% ของรายได้รวม ใกล้เคียงกับปีที่มา เพิ่มขึ้นเล็กน้อย Front Load คนที่ส่งไปอเมริกา)

  • สินค้าที่ส่งไปที่อเมริกา: กระดาษถ่ายเอกสาร กระดาษ A4 A5 (รีม) บรรจุภัณฑ์ที่เป็น Polymer บรรจุภัณฑ์อาหาร (ถ้วยกระดาษ ชามกระดาษ ถ้วยกาแฟ Wooden Cutlery)

  • ส่วนของ Impact ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ไม่ได้ Impact เท่าไหร่ แต่ในไตรมาสที่ 3 นี้ พอภาษีออกมา 19%

  • Impact แยกเป็น 2 ส่วน: เทียบคู่แข่งที่เวียดนามกับที่จีน (จีนส่วนมากเอาเรา) ถ้า Relative กับคู่แข่ง ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ

  • ฝั่งลูกค้า Request ให้ลดต้นทุน ตอนนี้อยู่ในระหว่างที่ทำแผนลดต้นทุน เพื่อ Absorbed ช่วยลูกค้า ลูกค้าไป Request ลูกค้าปลายทางในการที่จะปรับราคาขึ้น

  • ผลกระทบทางอ้อม: ลูกค้าสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์ของเรา ใส่ของของลูกค้าและส่งไปที่อเมริกา

  • อยู่ใน Range ประมาณ 5-10% ที่เราขาย

  • ประมาณสัก 2,000 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก (3% ยอดขาย)

  • ปริมาณนี้ไม่เยอะ ลูกค้าสามารถ Diversify ไปได้

  • China ได้รับ US Tariff สูงกว่าประเทศอื่น

  • ส่งไปอเมริกาได้ยากขึ้น

  • จีนอาจจะมีการย้ายฐานมาฝั่งในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น

  • เราได้ประโยชน์จากการที่สามารถขายบรรจุภัณฑ์ได้มากขึ้น

  • บาง Segment ลูกค้าจีน สามารถดึงคนที่ผลิตบรรจุภัณฑ์จาก China ตามมาด้วย

  • อยู่ในระหว่างการติดตามความคืบหน้า


• งบประมาณการลงทุน


คำถาม: ในครึ่งปีแรกมีการลงทุนเกี่ยวกับเรื่องของ Maintenance หรือมีการสร้างโรงงานใหม่ไหม ไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์จากงบที่เราคุยไว้ว่าใช้ 10,000 ล้าน ในปีนี้ และในเรื่องของงบของ Maintenance CapEx ที่ลดลงไปในทุกๆ ปี ดูเหมือนจะขัดแย้งกับการขยายธุรกิจในด้านของ Consumer Packaging เรื่อยๆ ขอให้ช่วยอธิบายในส่วนนี้ด้วยครับ


คำตอบ (คุณดนัยเดช):



  • ครึ่งปีแรกมีการใช้เงินลงทุนไปประมาณ 6,000 ล้าน

  • Growth CapEx (ลงไปลงทุนซื้อหุ้น ขยายกิจการ ขยายโรงงาน) ประมาณ 4,000 ล้าน

  • Maintenance (บำรุงรักษาเครื่องจักร) ประมาณ 800 กว่าล้านบาท (โดยเฉลี่ยแต่ละปีจะอยู่ที่ประมาณสัก 1,500-2,500 ล้าน แล้วแต่ช่วงปี)

  • สัดส่วนในการลงทุนในปีนี้ (10,000 ล้าน) เงินลงทุนในฝั่งที่เป็น Maintenance (คงไว้ซึ่งความสามารถในการผลิตต่างๆ ให้สูง) ประมาณ 1,500-2,000 ล้าน (15-20% ของเงินลงทุนทั้งหมด)

  • เทรนด์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าจำแนกเป็นเรื่องของ Maintenance เพียงอย่างเดียว จะ Vary อยู่ประมาณ 2,000 กว่าล้าน 1,700 ปีนี้ก็ประมาณ 1,700-1,800 ล้าน (ค่อนข้างคงที่) บางปีที่ดูมาก อาจจะเป็นเรื่องของ Major Maintenance (Revamp เรื่องของ Boiler)

  • ส่วนนี้แยกกันกับส่วนที่ลงทุนไปเสริมศักยภาพด้าน Consumer Packaging (Growth CapEx)

  • กรณีของปีนี้ ใน 4,000 ล้าน ที่เป็น Growth CapEx คือการไปเพิ่ม Exposure ในบริษัทที่ชื่อว่า Duytan (คุณวิชาญเล่าให้ฟัง) ตรงนั้นใช้เงินไป 3,000 กว่าล้าน (บริษัทมีกำไรดี มี Profit Margin ในระดับสูง)

  • ลงทุนส่วนนี้ไปอยู่ที่จุดที่เป็น Growth CapEx เป็นหลัก จะไม่ใช่ Maintenance CapEx


คำตอบ (คุณวิชาญ): ตามข้อมูลที่ผมลงให้ในหน้า 12 กับเรื่องการใช้ AI อย่างที่ดูในเรื่องของ Process แล้วก็ในเรื่องของ Power Plant ก็จะเห็นว่าใน Bullet ทางขวากลมๆ ที่เป็นสีทอง เราเห็นว่า Plant Reliability แล้วก็ With Advance Prediction ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีพัฒนาไปได้ก้าวไกลมาก ผมเคยพูดว่าวันนี้เราไม่เชื่อว่าสิ่งไม่มีชีวิตที่เป็นเครื่องจักรก็สามารถเรียนรู้และปรับตัวเองได้


  • Maintenance ของเราใช้ 2 ระบบ

  • Time Based: เปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนด

  • Condition Based: ดูสภาพถ้าเสื่อมโทรมแล้วก็วางแผนในการเปลี่ยน

  • การมี AI ทำให้สามารถ Prediction ได้

  • เก็บข้อมูลในอดีต Break Down เมื่อไหร่ Condition เป็นอย่างไร อุณหภูมิเท่าไหร่ สารหล่อลื่นเป็นอย่างไร เอามาเข้าสมการและให้ Machine Learning

  • Prediction ว่าอีกประมาณ 45 วัน ตลับลูกปืนหรือ Bearing ตัวนี้จะแตกแล้วนะ

  • วางแผนได้ ทำให้ Cost ของการ Maintenance ลดลง

  • ใช้ AI ช่วยลดต้นทุนได้ 120 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก


  • • เป้าหมายลดการใช้ถ่านหิน


    คำถาม: มีแผนอย่างไรบ้างและมีเป้าหมายเป็นอย่างไรบ้าง?


    คำตอบ (คุณวิชาญ):



    • ปี 2020 ใช้ Alternative Fuel และ Renewable Energy 19%

    • ปีนี้ ไต่ขึ้นมาจนถึง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์

    • ปริมาณการใช้ถ่านหินลดลง

    • เป้าหมาย: ปี 2050 จะลดการใช้ถ่านหินลงไปเหลือ 0

    • เป้าหมายระยะใกล้: ปี 2030 Renewable Energy 47% ถ่านหินเหลือประมาณสัก 25% (1 ใน 4)


    • แผนการดำเนินงาน FAJAR


    คำถาม: ในส่วนของ Operation ที่อินโดนีเซียในส่วนของครึ่งปีหลัง เรามีแผนการดำเนินงานของ FAJAR อย่างไรบ้างครับ?


    คำตอบ (คุณวิชาญ):



    • ไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา EBITDA ของที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นบวกก็ดีขึ้น

    • มี 4 เรื่อง

    • ปริมาณขายในประเทศที่เพิ่มขึ้น

    • Margin Domestic นี่ดีกว่าส่งออกไป China (China ผูกเวลาระยะยาวอาจจะมี Issue เรื่อง US Tariff ที่ China โดน)

    • ปรับราคาขายใน 2 ของอินโดนีเซีย ไตรมาสที่สองก็เพิ่มขึ้นประมาณสัก 2%

    • จัดการต้นทุน

    • จัดหาวัตถุดิบ

    • มีบริษัทของเราอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ 1 ที่ (Source เศษกระดาษจากยุโรป)

    • มีบริษัทของเราอยู่ที่อเมริกา 1 ที่ (Source เศษกระดาษจากอเมริกา)

    • กระดาษจากอเมริกาเป็นกระดาษที่มีคุณภาพสูง

    • การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

    • การเริ่มขยายผลการใช้ AI กับ Machine Learning ไปที่อินโดนีเซีย ทำให้ต้นทุนต่างๆ เหล่านี้ถูกลง

    • ไตรมาสที่ 3 ตรงนี้ก็คิดว่าเราทำอย่างต่อเนื่อง เพิ่มตัวที่ยอดขาย Domestic

    • ไตรมาสที่ 3 จะมีประเด็น

    • คู่แข่งรายหนึ่ง (เบอร์ 1) จะขึ้นเครื่องใหม่ (มีผลกระทบในระยะสั้น)

    • กระดาษที่เรียกว่าเป็น Commissioning Grade เข้ามาขายในตลาด

    • ดู Balance กับ ดู Growth ตัวที่เบอร์ 1 นั้นลงแคปเครื่อง 700,000 ตันต่อปี

    • หยุดเครื่องเก่าที่ประสิทธิภาพต่ำ 350,000 ตัน ก็คือจริงๆ มี Cap เพิ่มประมาณสัก 350,000 ตันต่อปี

    • ตัดหาร 2 ครึ่งนึง ประมาณครึ่งปีหลัง ก็เหลือ 100,000 กว่า

    • สามารถ Absorb Demand ของอินโดนีเซียที่เติบโตได้

    • Commissioning Grade (Grade ที่อาจจะตกสเปคทำออกมาขายราคาถูกในตลาด) จะเป็นผลที่ทำให้มีผลกระทบ

    • ปัจจัยภายนอก แต่ปัจจัยภายในที่ทำเอง เรื่องลดต้นทุน การขาย Domestic มากขึ้น สร้าง Relation ลูกค้า ออก Solution ใหม่ๆ

    • ทำให้ Fajar ขายในส่วนของ Domestic เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง


    • ผลกระทบจาก US Tariff ต่อ SCGP


    คำถาม: สินค้าของจีน ส่งมาขายในอาเซียน จะส่งผลต่อ SCGP หรือไม่ อย่างไร และเรามีโอกาสจะได้รับประโยชน์จากมาตรการทางภาษีตรงนี้ด้วยหรือไม่ครับ?


    คำตอบ (คุณวิชาญ):



    • Business Model ของ SCGP จะเรียกว่าเป็น Consumer Link ประมาณสัก 75% ยอดขาย

    • เครื่องใช้ไฟฟ้า E&E (Electronic and Electrical Appliances) (Air Condition พัดลมต่างๆ)

    • ตัวที่ส่งออกจากจีนมาเมืองไทย

    • Consumer Product ของกิน ของใช้ อาหารสัตว์ Snack ต่างๆ ไม่มี

    • จีนส่ง Product มาก็จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรหนัก ยานพาหนะ EV

    • Segmentation แตกต่างกันออกไป

    • Core ของ SCGP ได้รับผลกระทบน้อยมากๆ

    • เครื่องใช้ไฟฟ้า ถือเป็นโอกาสในการที่จะเข้าไปขาย (ที่ผ่านมาก็ทำแล้ว)

    • SCGP มี Sales Account Executive หรือ Key Account Manager ที่เรามีอยู่

    • คนจีนในการดูแลลูกค้าจีน

    • ลูกค้าญี่ปุ่นก็มีพนักงานชาวญี่ปุ่นมาช่วยดูแลลูกค้าด้วย

    • การพูด การสื่อสาร หรือแม้แต่การออกบินที่เป็นภาษาจีน ต้องใช้คนที่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง

    • ส่วนใหญ่เราจะได้ประโยชน์ ตัวที่จะเสียประโยชน์: จีนเข้ามาเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็อาจจะมากินแชร์ลูกค้าเก่าเรา ตรงนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องดูแล เป็นสิ่งที่ลูกค้าจะต้อง Offer Value ให้กับลูกค้า


    • อัพเดท Health Care Packaging


    คำถาม: อยากให้ทางผู้บริหารช่วยอัปเดตว่าตอนนี้มีลูกค้ากี่โรงพยาบาลแล้วครับ และเราเองเรามี Competitive Advantage เหนือคู่แข่งจากทั้งในประเทศและต่างประเทศหรือเจ้าเก่าๆ ในตลาดไทยอย่างไรบ้าง ตอนนี้โฟกัสตลาดประเทศไหนครับ


    คำตอบ (คุณวิชาญ):



    • Health Care Packaging (New Business) เข้ามาประมาณสัก 2-3 ปีแล้ว

    • ทำกระดาษ ทำกล่อง ทำ Polymer ที่เป็นพลาสติก (ใช้ Injection กับ Low Molding คล้ายๆ กัน)

    • เริ่มต้นจากมีบริษัทที่ชื่อ Delta Lab ที่ Spain

    • Acquire หรือ M&P กับ Delta Lab ที่ Spain เพราะว่า Delta Lab มีลูกค้า

    • ใช้ของ (Health Care Supply หลอด ตรวจ เลือด สบ เทส เข็ม ฉีด ยา ต่างๆ)

    • Delta Lab ไป Acquire Bicapa (ทำ Tip ที่ใช้ในห้อง Lab)

    • ปีที่แล้ว ขยายจากที่เรามีตลาด แล้วลงที่ DM Thailand เพื่อที่จะผลิต ของเรา

    • ปัจจุบันในการขายของ Delta Lab ของเราแล้วก็ที่เราเข้ามา เป็นการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย

    • ขายโดยตรงกับโรงพยาบาล ต้องใช้การ Verify นาน

    • ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย 4 รายที่เมืองไทยด้วยกัน

    • ผลิตเอง เดือนธันวาคม จะผลิตเข็มฉีดยา สลิ้งฉีดยา

    • ฉีดยาเราผลิตเองเนื่องจากเป็นพลาสติก เข็มเรานำเข้ามาแต่ว่าจะประกอบในห้องปลอดเชื้อที่ที่เมืองไทย

    • ยอดขายส่วนของ Health Care ทั้งหมดยังไม่เยอะประมาณสัก 2,680 ล้าน ที่เราวางแผนไว้ ตรงนี้ก็จะค่อยๆ เติบโตเข้าไป

    • ตัวแทนจำหน่ายไปขาย อันนั้นเป็นหน้าที่ของตัวแทนจำหน่าย เราขายผ่านตัวแทนจำหน่าย

    • มี Business Model แล้วก็ผลิตเองเยอะขึ้น ก็จะดำเนินการ ขายตรงในเรื่อง Amount ที่ที่ที่เยอะขึ้น

    • Partnership (อนาคต)

    • พูดคุยกับบางที่ในการที่จะเร่งในการที่ขาย บรรจุภัณฑ์ หรือเรียกว่า Health Care Supply ให้มากขึ้น



    โดยสรุป, SCGP ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตในตลาด Consumer Packaging และ ASEAN พร้อมทั้งปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน การดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและ ESG


    ```
    ผู้เขียน: Admin AiO
    2. Financial & KPI Analysis — Q2/2568