Alright ครับ เริ่มกันเลย!
```html
SCGP โชว์ผลงาน Q2/2568: เน้นขยายตลาด Consumer Packaging, ปรับกลยุทธ์รับมือความผันผวน
สวัสดีครับท่านผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้เข้าร่วมชมทุกท่าน ทางบริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ช่วงของ Set Opportunity Day ในส่วนของบริษัท SCGP ครับ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เรามีผู้บริหารทั้งสองท่าน CEO คุณวิชาญ จิตพัดมี และ CFO คุณดนัยเดช เกศสุวรรณ มาร่วมให้ข้อมูลการดำเนินงานในวันนี้ครับ โดยข้อมูลในวันนี้จะเป็นในส่วนของครึ่งปีแรกและลงไปในรายละเอียดในส่วนของไตรมาสที่สองครับ
1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):
สถานการณ์ในรอบที่ผ่านมาค่อนข้างผันผวน US tariff ก็ settle ไปเกือบหมดแล้ว เหลือเฉพาะของประเทศจีน ในขณะเดียวกัน geopolitical tension ที่เราพูดถึงกันวันนี้ก็ลามมาถึงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หวังว่า tension ต่างๆ เหล่านี้ก็จะสงบและจบลงโดยเร็ว
SCGP เน้นอยู่ 3 เรื่อง:
- เรื่องกระแสเงินสด (Cash Flow): SCGP มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
- การปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ (Adaptation): โดยเฉพาะการควบคุม Supply Chain ในยุคที่ผันผวน ในครึ่งปีแรกถือว่าทำได้ดีมาก
- ขยายธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้บริโภค (Consumer-related Business Expansion): หรือ Consumer Packaging นั่นเอง
ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา:
- รายได้: 63,766 ล้านบาท (ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในช่วงเวลาเดียวกัน)
- ปริมาณการขาย (Volume): เพิ่มขึ้น
- ปัจจัยที่ทำให้ยอดขายลดลง: ราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
- ถ้าเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2024: Volume เพิ่มขึ้น มีการ Pick up ในช่วงของ Half 1 ขึ้นมาได้ค่อนข้างดี
- EBITDA: 8,489 ล้านบาท (YoY ลดลง)
- สาเหตุที่ลดลง: เป็นไปตามทิศทางของยอดขายที่ลดลงเมื่อเทียบ YoY
- ถ้าเทียบ Half on Half: ดีขึ้นพอสมควร
- สาเหตุที่ EBITDA ดีขึ้น: Volume ปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุน (วัตถุดิบ, กระดาษรีไซเคิล, พลังงาน) ลดลง
- Margin ขยายตัว: เพิ่มขึ้นจาก Half ปลายปี 2024 (10%) เป็น 13% ในครึ่งปีแรกนี้
- กำไร: 1,910 ล้านบาท (เป็นไปในทิศทางเดียวกับ EBITDA)
สัดส่วนของรายได้:
- Consumer Packaging: เพิ่มขึ้นจาก 44% เป็น 46%
- Consumer Packaging หมายถึง: บรรจุภัณฑ์กระดาษ (กล่องกระดาษลูกฟูก, กล่อง Offset) บรรจุภัณฑ์พลาสติก บรรจุภัณฑ์อาหาร วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ (ธุรกิจใหม่)
- ยอดขายแบ่งตามประเทศ: หลักๆ ยังคงเป็นกลุ่มประเทศอาเซียน
- ไทย: เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา (การเติบโตในแง่ของ Demand)
ผลประกอบการไตรมาส 2:
- รายได้: 31,557 ล้านบาท (ลดลงไปเทียบกับปีก่อนหน้า)
- Volume: ดีขึ้นในไตรมาส 2 เทียบกับปีก่อนหน้า
- ราคาผลิตภัณฑ์: ลดลง (คล้ายกับ Half 1)
- QoQ (เทียบไตรมาสต่อไตรมาส): Volume ลดลง (กลุ่มที่ส่งออกและธุรกิจ Fiberbus)
- ราคา: คงที่ (ค่อนข้างทรงๆ)
- EBITDA: 4,257 ล้านบาท (YoY ลดลง แต่ QoQ สูงขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย)
- สาเหตุที่ EBITDA สูงขึ้น: ต้นทุนทำได้ดีขึ้น
- กำไร: 1,010 ล้านบาท (เป็นไปในทิศทางเดียวกับ EBITDA และยอดขาย)
สายธุรกิจหลัก: บรรจุภัณฑ์ครบวงจร
- รายได้: 23,856 ล้านบาท (YoY และ QoQ ลดลง)
- YoY ลดลงมา 8.6%: มาจากเรื่องของราคาขายเป็นหลัก
- QoQ แตกต่างกัน: กลุ่ม Plastic Polymer ยอดขายเพิ่มขึ้น (Volume เพิ่มขึ้น Demand สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปดีขึ้น วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์เติบโตขึ้น)
- บรรจุภัณฑ์กระดาษ (กล่องกระดาษลูกฟูก): รายได้ค่อนข้างคงที่ เวียดนามและอินโดนีเซียไปได้ดี (ไทยมีเทศกาลสงกรานต์ทำให้รายได้ลดลงบ้าง)
- กระดาษบรรจุภัณฑ์ (ตัวหลัก): รายได้ลดลง (ปริมาณการขายหรือ Volume ที่ส่งออกลดลง ซึ่งเป็นความตั้งใจของบริษัทในการ Decouple หรือ Diversify ออกจากตลาดจีน)
- ราคา Packaging Paper: อ่อนตัวลงเล็กน้อย (อินโดนีเซียราคาขายเพิ่มขึ้นได้เมื่อเทียบกับไตรมาส)
- EBITDA เพิ่มขึ้น: 3,813 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นทั้งเทียบปีและเทียบไตรมาส)
- มาจากต้นทุนที่ดีขึ้น
- ในแง่ของไตรมาส: มาจากการที่ผลประกอบการของธุรกิจในอินโดนีเซียมีการเติบโต
- Margin เพิ่มขึ้น: จาก 15% เป็น 16%
สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ:
- รายได้: 5,926 ล้านบาท (ลดลง)
- หลักๆ มาจากปริมาณขายและราคา
- Food Service Packaging: ไปได้ดี (ยอดขายเพิ่มขึ้น เทียบกับไตรมาสก่อน)
- บรรจุภัณฑ์อาหารที่ขายในยุโรปและอเมริกา: ดีขึ้น (High Season)
- กระดาษ Specialty: แนวโน้มรายได้ลดลง (ลูกค้ามี Inventory เยอะ การส่งออกติดเรื่องสายเรือ)
- เยื่อ: ยอดขายลดลง (Volume และราคาตลาดลดลง)
- ธุรกิจเสื้อผ้า (Dissolving Pulp): Demand ยังไม่ค่อยเติบโต
- EBITDA: 446 ล้านบาท (หดตัวลงจากปีก่อนและไตรมาสก่อน)
- ผลจากยอดขายที่ลดลง เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น (ธุรกิจนี้มีการส่งออกค่อนข้างเยอะ)
โครงสร้างทางการเงิน:
- Net Debt: 55,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยจากปลายปีที่แล้ว)
- การใช้เงินลงทุนต่างๆ ทำให้ Net Debt เพิ่มขึ้น
- อัตราส่วน Net Debt to EBITDA: 3.7 (เพิ่มขึ้นมาจากปลายปีก่อน)
- คาดการณ์ว่า Net Debt to EBITDA จะลดลงมาอยู่ที่ 3.3-3.4 ในช่วงปลายปีนี้
- เงินลงทุน: ใช้ไปในครึ่งปีแรกประมาณ 6,000 ล้านบาท
- Growth CapEx: ประมาณ 4,000 ล้านบาท (ซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัท Duytan ที่เวียดนาม, Organic Expansion อื่นๆ)
- งบลงทุนปีนี้: ประมาณ 10,000 ล้านบาท
- Growth CapEx: ประมาณ 7,000 ล้านบาท
- ยังมีโครงการ M&P (Mergers & Partnerships) และ Organic ต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง
- คาดว่าจะปิดดีลได้สัก 1 อันในปีนี้
- งบประมาณ 10,000 ล้านบาทอาจจะลดลงเล็กน้อยจาก 13,000 ล้านบาท (โครงการบางส่วนอาจจะชะลอ)
- จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล: เดือนสิงหาคมนี้ อัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น
2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):
อินโดนีเซีย:
- ผลประกอบการ Improve ขึ้นเมื่อเทียบกับ Q1 และ Q3 Q4 ของปีที่แล้ว
- ราคาขายกระดาษบรรจุภัณฑ์ในอินโดนีเซีย Q2 เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับ Q1
- ยอดขายฝั่ง Domestic เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- จำนวนกระดาษที่ส่งออกไป China ลดลง แต่โดยรวมยังทรงตัว
- Margin ของ Domestic เพิ่มสูงขึ้น
- นโยบายบริษัท: Re-Focusing จาก China มาเน้นที่ Domestic ในอาเซียน (China ได้รับภาษี US Tariff สูง โอกาสเติบโตน้อยลง)
- EBITDA ที่ Improve ขึ้นมาจาก Domestic
- Cost Saving
- การเพิ่มทุนไปที่ Fajar (ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ Fajar ค่อนข้างสูง ดอกเบี้ยเงินกู้ที่เมืองไทยต่ำกว่าเยอะ)
- Net Debt to Equity น้อยกว่า 1
เวียดนาม:
- Restructure ในส่วนของ Rigid Packaging
- เพิ่มจำนวนการถือหุ้นอีก 30% ในบริษัทที่ชื่อว่า Duytan
- ต้องการเพิ่มการเติบโตใน Consumer Packaging โดยเฉพาะในฝั่งของเวียดนาม
- Leverage Duytan competitive advantage (ขยายและส่งมาขายในเมืองไทยเพิ่มเติมขึ้น)
- Enhance Synergy (Expand Solution และ New Product ของ Duytan เช่น Houseware)
- Houseware มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น
- ยอมรับในตลาดเวียดนาม (ขยายกลับเข้ามาสู่ในเมืองไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ส่งออกไปต่างประเทศด้วย)
การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยใช้ Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning:
- Apply ใช้ตลอดทั้ง Value Chain
- ตัวอย่าง: Production Process กับ Power Plant (Generate พลังงานหรือ Steam ที่ใช้ในการอบกระดาษ)
- ความปลอดภัย (Safety First)
- Cost Reduction (Fiber Recycle ที่กลับมาใช้ สามารถเพิ่ม Yield ได้)
- Quality Improvement (Quality Prediction และ Quality Monitoring Dashboard)
- Reliability (แสดงถึง Abnormality ของเครื่องจักร Prediction เมื่อไหร่เครื่องจักรหยุดยาว หยุดเครื่องจักรก่อน)
- Energy Efficiency (Steam Control และ Steam Reduction ปริมาณการใช้ Steam และเชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น)
Carbon Footprint Product:
- 169 Products และ 16 Process ที่ Certify by TGO
- ไตรมาสที่ 4 ปีนี้ จะทำ Carbon Footprint Product ครบ 100% ในส่วนของเยื่อและกระดาษ
- Phase ถัดไป: จะทำในส่วนของ Carbon Footprint Product ที่เป็น Polymer
EcoVadis:
- SCGP ได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับ Platinum
- Top ของอุตสาหกรรมในส่วนของ EcoVadis ที่ให้มา
- Highest Sustainability Rating (2 ปีต่อเนื่อง)
รางวัล Best Public Company of the Year 2025 (Packaging Sector):
- Outstanding Performance
- Efficiency of the Business Management
- Sustainable
- ได้รับจากงาน Money & Banking Awards
3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):
Trade และ Economic:
- ASEAN ยังเป็น Domestic Consumption ที่ยัง Growth อยู่
- US Tariff ส่งผลให้ Shift ของ Export Diversification
- ลูกค้าปรับตัว Diversify Port ไปใน Area ที่ตัวเองไม่ได้ทำ ลดต้นทุน
- China เริ่มมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดกำลังการผลิตของกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Over Capacity)
- Inflation (อาเซียนพยายามจะลดดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ)
4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):
Transformative Transformation (ปรับตัวเองอย่างต่อเนื่องให้ทันกับสภาพ Trade และ Economic ที่เปลี่ยนแปลงไป):
- เน้น Consumer Business (Consumer Packaging): 46% ของยอดขาย (เติบโตอย่างต่อเนื่อง)
- Focus ที่อาเซียน: เป็น Zone/Area/Regional ที่อัตราการเติบโตของ Consumer Packaging สูง
- นำเสนอ Solution และ Service มากขึ้น Cross-Selling มากขึ้น การมีทั้งบรรจุภัณฑ์ที่เป็นกระดาษและพลาสติก Offer New Service
- Strategic Customer Portfolio Restructure (จาก Segment เป็น Market)
- Decentralized จาก Head Office ที่เมืองไทย ไปแต่ละประเทศ (ตัดสินใจได้เร็วขึ้น Response ต่อตลาด/ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น)
5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):
SCGP ยังคง Focus ที่ Consumer Packaging และ ASEAN โดยอาศัยการ Transformative Transformation อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความผันผวนและคว้าโอกาสทางธุรกิจ
6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): [เริ่ม Q&A นาทีที่ 43:36]
• ปัจจัยและเป้าหมายผลการดำเนินงาน
คำถาม: ปัจจัยอะไรที่ส่งผลหลักต่อผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และแนวโน้มของยอดขายในครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร และเป้าหมายที่วางไว้ในส่วนที่สื่อสารไว้ว่าตัว EBITDA วาง Target ไว้ที่ 18,000 ล้านยังจะคงตามนี้อยู่หรือไม่?
คำตอบ (คุณดนัยเดช):
- Q2 หลักๆ ถ้าดูในแง่ของความต้องการ ตลาดในอาเซียนยังเติบโตได้
- การเติบโตของตลาดในทุกๆ ประเทศ ถ้ามอง Year on Year ในแง่ของ Volume ไปได้ดีทีเดียว
- Volume ที่ลดลงใน Q2 หลักๆ มาจาก Fiberbus Business
- ผลกระทบจากการส่งออกกระดาษและเยื่อ Dissolving Pulp
- Integrated Packaging Business ในแง่ของ EBITDA อะไรต่างๆ ไปได้ดี เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
- ในเชิง Volume ใน Q3 ยังมองว่ายังคงไปต่อได้
- Order ต่างๆ ที่เข้ามาในช่วงต้นไตรมาส เทียบกับเดือนกรกฎาคม เทียบกับเดือนมิถุนายนยังคงเดินต่อได้พอสมควร
- ปลายไตรมาส 3 เป็นช่วงที่จะมีการผลิตสินค้าส่วนใหญ่ จะเป็น Cycle ที่ผู้ประกอบการเตรียมสินค้าสำหรับที่จะผลิตส่งมอบในช่วงปลายปี ช่วงฤดูการท่องเที่ยว ฤดูคริสต์มาส
- Volume ตรงนี้เข้ามา ถ้าเป็นในภาวะปกติ ช่วงประมาณเดือนกันยายนจะเริ่มแล้ว
- มี Upside จากตรงนี้ ในแง่ของ Volume
- ทางธุรกิจ Fiberbus เห็นการฟื้นตัวของภาค Textile Garment เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เริ่มมีขึ้นมาก
- Food Service บรรจุภัณฑ์อาหารยังอยู่ในช่วง High Season
- ในแง่ Volume ยังคงไปต่อได้
- เรื่องของราคา ในภาวะปัจจุบัน อาจจะเรียกว่าทรงๆ
- ยังไม่มีปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนให้การปรับราคาเป็นไปได้อย่างมาก
- ข่าวดีในเรื่องของต้นทุน
- ราคาขายปรับไม่ได้ ต้นทุนมีแนวโน้มที่จะคงตัวหรือลดลง
- ต้นทุนกระดาษ วัตถุดิบ กระดาษรีไซเคิล พลังงาน ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ
- ถ้าเป็นสายธุรกิจ Integrated Packaging Business มีแนวโน้มที่จะคงไว้ซึ่ง Positive Momentum ในแง่ของ Performance
- Fiberbus Business หรือเยื่อกระดาษ ยังเป็น Challenge อยู่ แต่มี Upside จาก Volume หรือต้นทุน
- โดยภาพรวม Outlook ใน Q3 ยังคิดว่ายังคงมีความใกล้เคียงกับ Q2 ที่ผ่านมา
- ยังคง Maintain เป้า ในปีนี้ EBITDA อยู่ที่ 18,000 ล้าน
• การนำเข้าวัตถุดิบ
คำถาม: มีการนำเข้าวัตถุดิบจากทางสหรัฐอเมริกาเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ต่อการนำเข้าทั้งหมด และในส่วนนี้โดนผลกระทบจากความผันผวนจาก US Tariff ในครึ่งปีแรกอย่างไรบ้าง และมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับการนำเข้าดังกล่าวในครึ่งปีหลัง?
คำตอบ (คุณวิชาญ):
- ปี 2025 ครึ่งปีแรก นำเข้ากระดาษจากอเมริกาประมาณ 18%
- 14% นำเข้าจากยุโรป
- 68% Source ใน Domestic (อาเซียน, ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์)
- ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกเป็นหลัก
- บรรจุภัณฑ์ต่างๆ จะไปให้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่เราส่งออกไป
- ปริมาณการผลิตไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
- มีบริษัทย่อย 2 บริษัท
- บริษัทที่อยู่ในอเมริกา (Trader Company)
- บริษัทอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในการนำเข้าเศษกระดาษ
- การ Source จาก 2 ที่ เพื่อ Diversify Risk ในการนำเข้า
- ความผันผวนของ US Tariff ถ้าพูดถึงการนำเข้าเศษกระดาษ ไม่มีผลแต่ อย่างใด
- ถ้าพูดถึง US Tariff ที่มีผลต่อธุรกิจของ SCGP
- ผลกระทบทางตรงต่อธุรกิจ: ปัจจุบัน SCGP มีการส่งออกโดยตรงไปที่สหรัฐอเมริกา ในส่วนของครึ่งปีแรก 2,800 ล้าน (4% ของรายได้รวม ใกล้เคียงกับปีที่มา เพิ่มขึ้นเล็กน้อย Front Load คนที่ส่งไปอเมริกา)
- สินค้าที่ส่งไปที่อเมริกา: กระดาษถ่ายเอกสาร กระดาษ A4 A5 (รีม) บรรจุภัณฑ์ที่เป็น Polymer บรรจุภัณฑ์อาหาร (ถ้วยกระดาษ ชามกระดาษ ถ้วยกาแฟ Wooden Cutlery)
- ส่วนของ Impact ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ไม่ได้ Impact เท่าไหร่ แต่ในไตรมาสที่ 3 นี้ พอภาษีออกมา 19%
- Impact แยกเป็น 2 ส่วน: เทียบคู่แข่งที่เวียดนามกับที่จีน (จีนส่วนมากเอาเรา) ถ้า Relative กับคู่แข่ง ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบ
- ฝั่งลูกค้า Request ให้ลดต้นทุน ตอนนี้อยู่ในระหว่างที่ทำแผนลดต้นทุน เพื่อ Absorbed ช่วยลูกค้า ลูกค้าไป Request ลูกค้าปลายทางในการที่จะปรับราคาขึ้น
- ผลกระทบทางอ้อม: ลูกค้าสั่งซื้อบรรจุภัณฑ์ของเรา ใส่ของของลูกค้าและส่งไปที่อเมริกา
- อยู่ใน Range ประมาณ 5-10% ที่เราขาย
- ประมาณสัก 2,000 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก (3% ยอดขาย)
- ปริมาณนี้ไม่เยอะ ลูกค้าสามารถ Diversify ไปได้
- China ได้รับ US Tariff สูงกว่าประเทศอื่น
- ส่งไปอเมริกาได้ยากขึ้น
- จีนอาจจะมีการย้ายฐานมาฝั่งในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น
- เราได้ประโยชน์จากการที่สามารถขายบรรจุภัณฑ์ได้มากขึ้น
- บาง Segment ลูกค้าจีน สามารถดึงคนที่ผลิตบรรจุภัณฑ์จาก China ตามมาด้วย
- อยู่ในระหว่างการติดตามความคืบหน้า
• งบประมาณการลงทุน
คำถาม: ในครึ่งปีแรกมีการลงทุนเกี่ยวกับเรื่องของ Maintenance หรือมีการสร้างโรงงานใหม่ไหม ไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์จากงบที่เราคุยไว้ว่าใช้ 10,000 ล้าน ในปีนี้ และในเรื่องของงบของ Maintenance CapEx ที่ลดลงไปในทุกๆ ปี ดูเหมือนจะขัดแย้งกับการขยายธุรกิจในด้านของ Consumer Packaging เรื่อยๆ ขอให้ช่วยอธิบายในส่วนนี้ด้วยครับ
คำตอบ (คุณดนัยเดช):
- ครึ่งปีแรกมีการใช้เงินลงทุนไปประมาณ 6,000 ล้าน
- Growth CapEx (ลงไปลงทุนซื้อหุ้น ขยายกิจการ ขยายโรงงาน) ประมาณ 4,000 ล้าน
- Maintenance (บำรุงรักษาเครื่องจักร) ประมาณ 800 กว่าล้านบาท (โดยเฉลี่ยแต่ละปีจะอยู่ที่ประมาณสัก 1,500-2,500 ล้าน แล้วแต่ช่วงปี)
- สัดส่วนในการลงทุนในปีนี้ (10,000 ล้าน) เงินลงทุนในฝั่งที่เป็น Maintenance (คงไว้ซึ่งความสามารถในการผลิตต่างๆ ให้สูง) ประมาณ 1,500-2,000 ล้าน (15-20% ของเงินลงทุนทั้งหมด)
- เทรนด์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ถ้าจำแนกเป็นเรื่องของ Maintenance เพียงอย่างเดียว จะ Vary อยู่ประมาณ 2,000 กว่าล้าน 1,700 ปีนี้ก็ประมาณ 1,700-1,800 ล้าน (ค่อนข้างคงที่) บางปีที่ดูมาก อาจจะเป็นเรื่องของ Major Maintenance (Revamp เรื่องของ Boiler)
- ส่วนนี้แยกกันกับส่วนที่ลงทุนไปเสริมศักยภาพด้าน Consumer Packaging (Growth CapEx)
- กรณีของปีนี้ ใน 4,000 ล้าน ที่เป็น Growth CapEx คือการไปเพิ่ม Exposure ในบริษัทที่ชื่อว่า Duytan (คุณวิชาญเล่าให้ฟัง) ตรงนั้นใช้เงินไป 3,000 กว่าล้าน (บริษัทมีกำไรดี มี Profit Margin ในระดับสูง)
- ลงทุนส่วนนี้ไปอยู่ที่จุดที่เป็น Growth CapEx เป็นหลัก จะไม่ใช่ Maintenance CapEx
คำตอบ (คุณวิชาญ): ตามข้อมูลที่ผมลงให้ในหน้า 12 กับเรื่องการใช้ AI อย่างที่ดูในเรื่องของ Process แล้วก็ในเรื่องของ Power Plant ก็จะเห็นว่าใน Bullet ทางขวากลมๆ ที่เป็นสีทอง เราเห็นว่า Plant Reliability แล้วก็ With Advance Prediction ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีพัฒนาไปได้ก้าวไกลมาก ผมเคยพูดว่าวันนี้เราไม่เชื่อว่าสิ่งไม่มีชีวิตที่เป็นเครื่องจักรก็สามารถเรียนรู้และปรับตัวเองได้
Maintenance ของเราใช้ 2 ระบบ
Time Based: เปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนด
Condition Based: ดูสภาพถ้าเสื่อมโทรมแล้วก็วางแผนในการเปลี่ยน
การมี AI ทำให้สามารถ Prediction ได้
เก็บข้อมูลในอดีต Break Down เมื่อไหร่ Condition เป็นอย่างไร อุณหภูมิเท่าไหร่ สารหล่อลื่นเป็นอย่างไร เอามาเข้าสมการและให้ Machine Learning
Prediction ว่าอีกประมาณ 45 วัน ตลับลูกปืนหรือ Bearing ตัวนี้จะแตกแล้วนะ
วางแผนได้ ทำให้ Cost ของการ Maintenance ลดลง
ใช้ AI ช่วยลดต้นทุนได้ 120 ล้านบาท ในครึ่งปีแรก
• เป้าหมายลดการใช้ถ่านหิน
คำถาม: มีแผนอย่างไรบ้างและมีเป้าหมายเป็นอย่างไรบ้าง?
คำตอบ (คุณวิชาญ):
- ปี 2020 ใช้ Alternative Fuel และ Renewable Energy 19%
- ปีนี้ ไต่ขึ้นมาจนถึง 30 กว่าเปอร์เซ็นต์
- ปริมาณการใช้ถ่านหินลดลง
- เป้าหมาย: ปี 2050 จะลดการใช้ถ่านหินลงไปเหลือ 0
- เป้าหมายระยะใกล้: ปี 2030 Renewable Energy 47% ถ่านหินเหลือประมาณสัก 25% (1 ใน 4)
• แผนการดำเนินงาน FAJAR
คำถาม: ในส่วนของ Operation ที่อินโดนีเซียในส่วนของครึ่งปีหลัง เรามีแผนการดำเนินงานของ FAJAR อย่างไรบ้างครับ?
คำตอบ (คุณวิชาญ):
- ไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา EBITDA ของที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นบวกก็ดีขึ้น
- มี 4 เรื่อง
- ปริมาณขายในประเทศที่เพิ่มขึ้น
- Margin Domestic นี่ดีกว่าส่งออกไป China (China ผูกเวลาระยะยาวอาจจะมี Issue เรื่อง US Tariff ที่ China โดน)
- ปรับราคาขายใน 2 ของอินโดนีเซีย ไตรมาสที่สองก็เพิ่มขึ้นประมาณสัก 2%
- จัดการต้นทุน
- จัดหาวัตถุดิบ
- มีบริษัทของเราอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ 1 ที่ (Source เศษกระดาษจากยุโรป)
- มีบริษัทของเราอยู่ที่อเมริกา 1 ที่ (Source เศษกระดาษจากอเมริกา)
- กระดาษจากอเมริกาเป็นกระดาษที่มีคุณภาพสูง
- การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- การเริ่มขยายผลการใช้ AI กับ Machine Learning ไปที่อินโดนีเซีย ทำให้ต้นทุนต่างๆ เหล่านี้ถูกลง
- ไตรมาสที่ 3 ตรงนี้ก็คิดว่าเราทำอย่างต่อเนื่อง เพิ่มตัวที่ยอดขาย Domestic
- ไตรมาสที่ 3 จะมีประเด็น
- คู่แข่งรายหนึ่ง (เบอร์ 1) จะขึ้นเครื่องใหม่ (มีผลกระทบในระยะสั้น)
- กระดาษที่เรียกว่าเป็น Commissioning Grade เข้ามาขายในตลาด
- ดู Balance กับ ดู Growth ตัวที่เบอร์ 1 นั้นลงแคปเครื่อง 700,000 ตันต่อปี
- หยุดเครื่องเก่าที่ประสิทธิภาพต่ำ 350,000 ตัน ก็คือจริงๆ มี Cap เพิ่มประมาณสัก 350,000 ตันต่อปี
- ตัดหาร 2 ครึ่งนึง ประมาณครึ่งปีหลัง ก็เหลือ 100,000 กว่า
- สามารถ Absorb Demand ของอินโดนีเซียที่เติบโตได้
- Commissioning Grade (Grade ที่อาจจะตกสเปคทำออกมาขายราคาถูกในตลาด) จะเป็นผลที่ทำให้มีผลกระทบ
- ปัจจัยภายนอก แต่ปัจจัยภายในที่ทำเอง เรื่องลดต้นทุน การขาย Domestic มากขึ้น สร้าง Relation ลูกค้า ออก Solution ใหม่ๆ
- ทำให้ Fajar ขายในส่วนของ Domestic เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
• ผลกระทบจาก US Tariff ต่อ SCGP
คำถาม: สินค้าของจีน ส่งมาขายในอาเซียน จะส่งผลต่อ SCGP หรือไม่ อย่างไร และเรามีโอกาสจะได้รับประโยชน์จากมาตรการทางภาษีตรงนี้ด้วยหรือไม่ครับ?
คำตอบ (คุณวิชาญ):
- Business Model ของ SCGP จะเรียกว่าเป็น Consumer Link ประมาณสัก 75% ยอดขาย
- เครื่องใช้ไฟฟ้า E&E (Electronic and Electrical Appliances) (Air Condition พัดลมต่างๆ)
- ตัวที่ส่งออกจากจีนมาเมืองไทย
- Consumer Product ของกิน ของใช้ อาหารสัตว์ Snack ต่างๆ ไม่มี
- จีนส่ง Product มาก็จะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรหนัก ยานพาหนะ EV
- Segmentation แตกต่างกันออกไป
- Core ของ SCGP ได้รับผลกระทบน้อยมากๆ
- เครื่องใช้ไฟฟ้า ถือเป็นโอกาสในการที่จะเข้าไปขาย (ที่ผ่านมาก็ทำแล้ว)
- SCGP มี Sales Account Executive หรือ Key Account Manager ที่เรามีอยู่
- คนจีนในการดูแลลูกค้าจีน
- ลูกค้าญี่ปุ่นก็มีพนักงานชาวญี่ปุ่นมาช่วยดูแลลูกค้าด้วย
- การพูด การสื่อสาร หรือแม้แต่การออกบินที่เป็นภาษาจีน ต้องใช้คนที่เข้าใจเป็นอย่างยิ่ง
- ส่วนใหญ่เราจะได้ประโยชน์ ตัวที่จะเสียประโยชน์: จีนเข้ามาเครื่องใช้ไฟฟ้า ก็อาจจะมากินแชร์ลูกค้าเก่าเรา ตรงนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องดูแล เป็นสิ่งที่ลูกค้าจะต้อง Offer Value ให้กับลูกค้า
• อัพเดท Health Care Packaging
คำถาม: อยากให้ทางผู้บริหารช่วยอัปเดตว่าตอนนี้มีลูกค้ากี่โรงพยาบาลแล้วครับ และเราเองเรามี Competitive Advantage เหนือคู่แข่งจากทั้งในประเทศและต่างประเทศหรือเจ้าเก่าๆ ในตลาดไทยอย่างไรบ้าง ตอนนี้โฟกัสตลาดประเทศไหนครับ
คำตอบ (คุณวิชาญ):
- Health Care Packaging (New Business) เข้ามาประมาณสัก 2-3 ปีแล้ว
- ทำกระดาษ ทำกล่อง ทำ Polymer ที่เป็นพลาสติก (ใช้ Injection กับ Low Molding คล้ายๆ กัน)
- เริ่มต้นจากมีบริษัทที่ชื่อ Delta Lab ที่ Spain
- Acquire หรือ M&P กับ Delta Lab ที่ Spain เพราะว่า Delta Lab มีลูกค้า
- ใช้ของ (Health Care Supply หลอด ตรวจ เลือด สบ เทส เข็ม ฉีด ยา ต่างๆ)
- Delta Lab ไป Acquire Bicapa (ทำ Tip ที่ใช้ในห้อง Lab)
- ปีที่แล้ว ขยายจากที่เรามีตลาด แล้วลงที่ DM Thailand เพื่อที่จะผลิต ของเรา
- ปัจจุบันในการขายของ Delta Lab ของเราแล้วก็ที่เราเข้ามา เป็นการขายผ่านตัวแทนจำหน่าย
- ขายโดยตรงกับโรงพยาบาล ต้องใช้การ Verify นาน
- ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย 4 รายที่เมืองไทยด้วยกัน
- ผลิตเอง เดือนธันวาคม จะผลิตเข็มฉีดยา สลิ้งฉีดยา
- ฉีดยาเราผลิตเองเนื่องจากเป็นพลาสติก เข็มเรานำเข้ามาแต่ว่าจะประกอบในห้องปลอดเชื้อที่ที่เมืองไทย
- ยอดขายส่วนของ Health Care ทั้งหมดยังไม่เยอะประมาณสัก 2,680 ล้าน ที่เราวางแผนไว้ ตรงนี้ก็จะค่อยๆ เติบโตเข้าไป
- ตัวแทนจำหน่ายไปขาย อันนั้นเป็นหน้าที่ของตัวแทนจำหน่าย เราขายผ่านตัวแทนจำหน่าย
- มี Business Model แล้วก็ผลิตเองเยอะขึ้น ก็จะดำเนินการ ขายตรงในเรื่อง Amount ที่ที่ที่เยอะขึ้น
- Partnership (อนาคต)
- พูดคุยกับบางที่ในการที่จะเร่งในการที่ขาย บรรจุภัณฑ์ หรือเรียกว่า Health Care Supply ให้มากขึ้น
โดยสรุป, SCGP ยังคงมุ่งเน้นการเติบโตในตลาด Consumer Packaging และ ASEAN พร้อมทั้งปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน การดำเนินงาน ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและ ESG
```