2/5

เดือนนี้ / เดือนก่อน

11/37

ปีนี้ / ปีก่อน

  • kaohoon

    KTIS ผนึกจุฬาฯ วิจัยบรรจุภัณฑ์อาหารปลอด PFAS มุ่งยกระดับความปลอดภัยผู้บริโภค 13/03/69

    นายอภิชาต นุชประยูร ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท เคทิส วิจัยและพัฒนา จำกัด ในกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SERI) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการ สถาบันฯ เพื่อร่วมกันพัฒนางานวิจัยและงานวิชาการด้านความยั่งยืน มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมที่ปลอดภัยจากสาร PFAS (Per-and Polyfluoroalkyl Substances) ที่กำลังเป็นความท้าทายระดับโลกด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธี และ ดร.ดารัตน์ ศิริวิริยะกุล วิภาตะกลัศ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่ม KTIS ร่วมแสดงความยินดี โดยมีศาสตราจารย์ เภสัชกร ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ รองผู้อำนวยการ SERI และนายปัญญ์ ศิริวิริยะกุล รองผู้อำนวยการฝ่ายไร่ กลุ่ม KTIS ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม รองศาสตราจารย์ ดร.พันธวัศ สัมพันธ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกลุ่ม KTIS ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารที่ปราศจากสาร PFAS (PFAS-Free) โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และสามารถนำไปใช้จริงในระดับอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งมั่นที่จะเป็นต้นแบบของสถาบันอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านความยั่งยืน (Sustainability Ecosystem) ที่เชื่อมโยงงานวิจัย นวัตกรรม และการนำไปใช้จริงในสังคม โดยโครงการนี้จะเริ่มนำร่องภายในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างต้นแบบของการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสาร PFAS ก่อนขยายผลไปสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในระยะยาว

  • oppday
  • mitihoon

    KTIS เดินหน้า “โครงการทายาทชาวไร่อ้อย 100 ล้าน รุ่น 2” ปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มผลผลิตอ้อยสู่ 20 ตันต่อไร่ 25/02/69

    มิติหุ้น – กลุ่ม KTIS ประกาศเปิดตัว “โครงการทายาทชาวไร่อ้อย 100 ล้าน รุ่นที่ 2” ประจำปีการผลิต 2569/70 หลังกระแสตอบรับดีเยี่ยมจากโครงการรุ่นที่ 1 มุ่งเป้าดึงดูดคนรุ่นใหม่กลับบ้านเพื่อสืบทอดอาชีพเกษตรกรที่สามารถยึดเป็นอาชีพได้อย่างมั่นคง หวังยกระดับการทำไร่อ้อยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจน ผลผลิตต่อไร่ต้องเพิ่มขึ้นหรือไม่น้อยกว่า 15 ตันต่อไร่ และมุ่งสู่ 20 ตันต่อไร่ อย่างยั่งยืน เผยชาวไร่อ้อยแปลงใหญ่สนใจเข้าร่วมรุ่น 2 มากกว่ารุ่นแรก คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 50,000 ไร่ นายภูมิรัฐ หวังปรีดาเลิศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายไร่ กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของ “โครงการทายาทชาวไร่อ้อย 100 ล้าน” ในรุ่นที่ 1 (ปี 2567/68) ที่มีผู้สนใจเข้าร่วม 73 ราย พื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 617 ไร่ และสร้างผลผลิตได้กว่า 42,715 ตัน ทำให้มีความมั่นใจในการสานต่อโครงการนี้ในรุ่นที่ 2 ที่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่สำคัญคือ ปริมาณผลผลิตต่อไร่ต้องเพิ่มขึ้นหรือไม่น้อยกว่า 15 ตันต่อไร่ และมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดที่ 20 ตันต่อไร่ อย่างยั่งยืน “เป้าหมายของโครงการนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทายาทชาวไร่อ้อยกลับมาพัฒนาพื้นที่ของครอบครัว โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เข้าช่วย เพื่อจะได้ทำงานหนักน้อยลงแต่ได้ผลผลิตมากขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้มีความเป็นอยู่ที่ดี มีความมั่นคงได้ด้วยอาชีพปลูกอ้อย อีกทั้งยังทำให้รุ่นลูกรุ่นหลานของชาวไร่อ้อยเต็มใจที่จะสืบทอดอาชีพทำไร่อ้อยอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีชาวไร่อ้อยแปลงใหญ่สนใจเข้าร่วมโครงการรุ่น 2 มากกว่ารุ่นแรก คิดเป็นพื้นที่สูงถึงประมาณ 50,000 ไร่” นายภูมิรัฐ กล่าวและเสริมว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทยโดยรวมด้วย

  • mitihoon

    กลุ่ม KTIS มั่นใจอ้อยปี 68/69 เข้าเป้า 7.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17% ปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดใช้พลังงาน ผลักดันผลประกอบการปี 2569 เติบโต 19/02/69

    มิติหุ้น – กลุ่ม KTIS คาดปี 2569 ปริมาณผลผลิตอ้อยจะมากกว่าปี 2568 ถึง 17% สู่ระดับ 7.5 ล้านตัน ส่งผลดีต่อสายธุรกิจอื่น ๆ ทั้งเยื่อกระดาษชานอ้อย การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล และบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% อีกทั้งการปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ลดการใช้พลังงาน ทำให้ลดปริมาณการใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงผลิตไอน้ำ สามารถนำชานอ้อยไปเป็นวัตถุดิบสำหรับโรงงานไฟฟ้าและเยื่อกระดาษได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น นายสมชาย สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจน้ำตาล กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน ได้แสดงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการเติบโตของธุรกิจกลุ่ม KTIS ในปี 2569 นี้ว่า จะมีผลประกอบการที่ดีขึ้นกว่าปี 2568 ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ทั้งสายธุรกิจน้ำตาล และสายธุรกิจชีวภาพ อันประกอบด้วย โรงไฟฟ้าชีวมวล เยื่อกระดาษชานอ้อย เอทานอล และบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% ทั้งนี้ ปัจจัยบวกในทุกสายการผลิตเริ่มต้นจากวัตถุดิบตั้งต้นคืออ้อย โดยคาดการณ์ว่า ปริมาณอ้อยเข้าหีบในปีการผลิต 2568/2569 หลังปิดหีบจะอยู่ที่ประมาณ 7.5 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าปีก่อนถึง 17% เนื่องมาจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย รวมถึงการที่บริษัทได้เข้าไปส่งเสริมช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านเทคโนโลยีการปลูก การบริหารจัดการน้ำ และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ทำให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) สูงขึ้น และมีคุณภาพและความหวาน (CCS) ที่ดีขึ้น ส่งผลต่อปริมาณผลผลิตน้ำตาลทรายโดยรวมที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย

  • set
  • set
  • set
  • thunhoon

    KTISปีนี้งบเทิร์นอะราวด์ รับดีมานด์โต-เอทานอลฟื้น 27/01/69

    #KTIS #ทันหุ้น – KTIS  มองแนวโน้มธุรกิจปี 2569 เทิร์นอะราวด์ อานิสงส์ดีมานด์น้ำตาลสดใส-ธุรกิจเอทานอลฟื้น พร้อมรุกทำเฮดจิ้งค่าเงินบาทแข็ง-บริหารจัดการภายใน  เตรียมแผนรับมือค่าเงินบาทแข็ง แถมเดินหน้าชงเคาะแผนลงทุนเสริมแกร่งเพิ่ม คาดชัดเจนไม่เกินพฤษภาคมนี้ นายปริญญ์  ศิริวิริยะกุล ผู้จัดการโรงงาน บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS เปิดเผยว่า บริษัทคาดแนวโน้มธุรกิจในปี 2569 มีโอกาสจะพลิกกลับมาเป็นบวก เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขาดทุนราว 1.26 พันล้านบาท เนื่องจากทิศทางความต้องการ (ดีมานด์) ในธุรกิจน้ำตาลปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับกลุ่มธุรกิจเอทานอลเริ่มฟื้นตัว *อ้อยเข้าหีบโต 15%

  • mitihoon

    KTIS ปั้นยอดขายสุดปัง ทั้งปี69ทะลุ9แสนตัน 22/01/69

    มิติหุ้น – KTIS วางเป้าปริมาณขายน้ำตาลของกลุ่มทั้งปี 69 แตะ 9แสนตัน โตก้าวกระโดด ทดแทนราคาขายที่ตกต่ำได้ แย้ม Q4/68-Q1/69 ยังรับผลดีกลุ่มท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นของรัฐ KTIS หรือ บมจ.เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น โดย “ปริญญ์ ศิริวิริยะกุล” ผู้จัดการโรงงาน (ทายาทรุ่นที่ 4) เปิดเผย “มิติหุ้น” ว่า แนวโน้มปริมาณขายน้ำตาลทั้งกลุ่มปี 69 คาดจะอยู่ที่ราว 9 แสนตัน เติบโตกว่า 50% จากปีก่อนที่คาดจะปิดยอดขายที่ราว 6 แสนตัน เนื่องจากปริมาณน้ำที่ใช้เพาะปลูกอ้อยสูงและเพียงพอด้วย ทำให้ทดแทนราคาที่ตกต่ำลงได้ทำให้แนวโน้มกำไรก็ยังเติบโตได้ด้วย นอกจากนี้บริษัทยังเริ่มขยายไลน์ผลิตภัณฑ์จากชานอ้อยซึ่งนำเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นภาชนะใส่อาหาร ที่มีมาตรฐานระดับ Medical grade ซี่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากยอดส่งออก เนื่องจากคู่แข่งอย่างจีนโดนมาตรการภาษีจากสหรัฐ ทำให้ต้นทุนของบริษัทเริ่มถูกกว่า ลูกค้าจึงเริ่มเบนเข็มมาสั่งสินค้าจากบริษัทมากขึ้น บริษัทวางเป้ายอดขายระยะ 3ปี (ปี69-71) จะเพิ่มเป็นสัดส่วนราว 50% ของยอดขายรวมด้วย

  • kaohoon

    KTIS ปักธงปี 69 หีบอ้อยทะลุ 7 ล้านตัน! รับอานิสงส์ราคาตลาดโลก-ซัพพลายตึง 22/01/69

    นายปริญญ์ ศิริวิริยะกุล ผู้จัดการโรงงาน บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของไทยในปี 2569 เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังผ่านช่วงวัฏจักรขาลงของสินค้าโภคภัณฑ์ โดยแรงหนุนหลักมาจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำตาลโลกที่เริ่มกลับเข้าสู่ช่วงขาขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก สำหรับแนวโน้มธุรกิจปี 2569 บริษัทประเมินว่าปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตถัดไปมีโอกาสเพิ่มขึ้นราว 15% จากระดับประมาณ 6.4 ล้านตัน เป็นราว 7 ล้านตัน สะท้อนผลดีจากปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิที่เหมาะสมในปีก่อนหน้า ซึ่งช่วยชดเชยความผันผวนด้านราคาน้ำตาลได้บางส่วน อย่างไรก็ตามโครงสร้างรายได้ของอุตสาหกรรมยังคงพึ่งพาตลาดส่งออกในสัดส่วนสูงถึงราว 70% ทำให้ราคาขายผันผวนตามราคาน้ำตาลโลกและอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ราคาจำหน่ายในประเทศยังถูกควบคุมโดยภาครัฐเพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และการอ้างอิงกลไกราคาของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ควบคู่กัน