https://aio.panphol.com/assets/images/community/16928_AC43D1.png

หุ้นเคทีสคว่ำไตรมาสแรกแต่พลิกแผนอนาคตด้วยชีวมวลและปุ๋ยสั่งตัด

P/E -100.00 YIELD 0.00 ราคา 1.91 (0.00%)

หุ้นเคทีสคว่ำไตรมาสแรกแต่พลิกแผนอนาคตด้วยชีวมวลและปุ๋ยสั่งตัด

ไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับบริษัทเกษตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนลชูการ์คอร์ปอเรชั่นจำกัดมหาชน (KTIS) โดยผลประกอบการขาดทุนสุทธิลดลงอย่างชัดเจนจาก -1,140 ล้านบาทในปีก่อนหน้ามาเหลือเพียง -840 ล้านบาท แม้จะยังคงเดินหน้าอยู่ในภาวะขาดทุน แต่ความเสี่ยงทางธุรกิจกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากธุรกิจน้ำตาลและชีวภาพที่กลับมาอยู่ในระดับศูนย์กำไรขั้นต้น
"เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่แผนการผลิต แต่เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจจากแบบผลิตภัณฑ์ตามลำดับมาเป็นระบบต้นทุนลดลงและรายได้กระจาย"
รายได้รวมของบริษัทดิบจะเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจาก 1,800 ล้านบาทในปีก่อนหน้ามาเป็น 2,249 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้จากธุรกิจน้ำตาลทรายยังคงเป็นหัวใจหลักอยู่ที่ระดับ 74.4% (ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 76.3%) ส่วนธุรกิจเอทานอลที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงพลังงานเสริมกลับกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยรายได้เพิ่มขึ้นถึง 189% จากปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 223 ล้านบาท และปริมาณการจำหน่ายขยายตัวขึ้นมาถึง 118.9 ล้านลิตร โดยขายในราคาเฉลี่ย 18.80 บาทต่อลิตร
"ธุรกิจเอทานอลไม่ใช่แค่ผลิตเชื้อเพลิง มันคือหัวใจของอนาคตการผลิตชีวภาพ"
ขณะเดียวกัน ธุรกิจน้ำตาลทรายก็ยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีปริมาณการขายภายในประเทศเพิ่มขึ้นมาถึง 3,802 ตัน ในราคาขายเฉลี่ยสูงถึง 24,017 บาทต่อตัน ส่งผลให้รายได้จากธุรกิจน้ำตาลทรายเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2,279 ล้านบาท ซึ่งยังคงเป็นรายได้หลักของบริษัท
"เราใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานเฉพาะทางในโรงงานน้ำตาล และลดการใช้ไอ้น้ำและไฟฟ้าลงอย่างมาก"
ปัจจัยภายนอกก็ยังคงกดดันอยู่ไม่เบา โดยราคาน้ำตาลตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันในราคาสูงลดลง ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นก็ทำให้รายได้จากธุรกิจส่งออก เช่น เยื่อกระดาษจากชานอ้อย ต้องปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิยังคงติดลบอยู่ในระดับสูง
"เราจึงปรับกลยุทธ์ให้เน้นผลิตน้ำตาลสายขาบริสุทธิ์เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า"
แต่ท่ามกลางความกดดันเหล่านี้ KTIS ก็ไม่ยอมหยุดนิ่ง โดยเริ่มต้นเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่หลายทาง เช่น การผลิตปุ๋ยเคมีเคบี (KTB Fertilizer) จากต่างประเทศที่เบนแม่ปุ๋ยมาผลิตในประเทศ และพัฒนาเป็นปุ๋ยสั่งตัดตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ โดยวิเคราะห์ดินก่อนปลูกเพื่อให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสมและลดต้นทุน
"เราไม่เพียงเป็นผู้ผลิตน้ำตาลเท่านั้น แต่เรายังเป็นห่วงโซ่อุปทานเกษตรกรจริงๆ"
นอกจากนี้ ธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากชานอ้อย (e-PAC) ก็มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว โดยได้ทดสอบเครื่องจักรครบวงจรแล้วเสร็จในไตรมาสที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตรวมถึง 50 ตันต่อวัน และได้มีออเดอร์จากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • Q: คาดการณ์ปริมาณอ้อยเข้าหีบของกลุ่มเคทีสในปี 2569 เป็นอย่างไร?
    A: เน้นการคาดการณ์ว่าจะมีอ้อยเข้าหีบประมาณ 3.5–7.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้าอย่างชัดเจน สัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึง 14–17%
  • Q: มีผลกระทบต่อเกษตรกรจากการตกต่ำของราคาอ้อยหรือไม่?
    A: มีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในปีการผลิต 2568–2569 ที่ราคาอ้อยเบื้องต้นถูกประกาศไว้ที่ 890 บาทตัน บริษัทยังดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อใบอ้อยสูงสุดถึง 800 บาทตัน และเสริมระบบชลประทานและปุ๋ยชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตตันต่อไร่
  • Q: การปรับต้นทุนการผลิตน้ำตาลโดยลดการใช้พลังงานมีผลอย่างไร?
    A: มีผลชัดเจน โดยบริษัทย้ายกลยุทธ์ไปสู่การผลิตน้ำตาลสายขาบริสุทธิ์ที่มีพรีเมียมสูงกว่าน้ำตาลสายดิบ และลดต้นทุนพลังงานในโรงงาน
  • Q: มีธุรกิจใหม่ใดบ้างที่เริ่มดำเนินการแล้ว?
    A: เริ่มผลิตปุ๋ยเคมีเคบี (KTB Fertilizer) จากต่างประเทศ และพัฒนาเป็นปุ๋ยสั่งตัดตามความต้องการของแต่ละพื้นที่
  • Q: ธุรกิจ e-PAC มีความคืบหน้าอย่างไร?
    A: ทดสอบเครื่องจักรครบวงจรแล้วเสร็จในไตรมาสที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตรวม 50 ตันต่อวัน และได้มีออเดอร์จากลูกค้าในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

โพสต์ล่าสุด