แน่นอนครับ สรุปเนื้อหา Oppday KLINIQ ปี 2568 ไตรมาส 2 ตามโครงสร้างที่กำหนดไว้ดังนี้ครับ
KLINIQ: กลยุทธ์ขยายสาขา เพิ่ม Product Mix มุ่งสู่เป้ารายได้ 3,500 ล้านบาท ปี 2568
1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):
The Clinic Group มีจำนวนสาขาทั้งหมด 77 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 ประกอบด้วย The Clinic 46 สาขา, Lab X 24 สาขา, The Clinic Surgery 1 สาขา, Clinic 2 สาขา และ L Clinic 4 สาขา มีการเปิดสาขาเพิ่ม 5 สาขาในไตรมาส 2 ได้แก่ The Clinic ที่เซ็นทรัลเชียงราย, Lab X ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานและเซ็นทรัลขอนแก่น, และ L Clinic ที่เซ็นทรัลพระราม 9 และเมกาบางนา
สัดส่วน Cash Sale by Brand พบว่า Lab X และ The Clinic Surgery มีการเติบโตที่ดี โดย Lab X มีสัดส่วนเพิ่มจาก 17.2% เป็น 22.8% และ The Clinic Surgery เพิ่มจาก 15.9% เป็น 17.3% ทำให้สัดส่วนของ The Clinic Skin เดิมลดลงจาก 66% เป็น 57.7% ส่วน L Clinic มี Contribution เพิ่มเป็น 1.6% Same store sale growth อยู่ที่ 8.7%
Cash Sale โดยรวมเติบโต 18.6% จาก 720 ล้านบาทเป็น 854 ล้านบาท The Clinic เติบโต 3.7%, Lab X เติบโต 57% และศัลยกรรมเติบโต 28.5%
2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):
บริษัทมีแผนเปิดสาขาเพิ่มเติมในไตรมาส 3 และ 4 ตามแผนที่วางไว้ โดยในไตรมาส 3 จะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขา และในไตรมาส 4 จะเปิดเพิ่ม 1 สาขา
3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):
Gross Profit Margin ของศัลยกรรมลดลงเนื่องจาก Mix ของ Product ที่มีสัดส่วนศัลยกรรมหน้าอกมากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนซิลิโคนสูง นอกจากนี้ยังมีเรื่องการขึ้นค่าเช่าพื้นที่ในห้างโดยเฉลี่ยประมาณ 3-5%
4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):
บริษัทพยายามเติบโตในหัตถการอื่นให้เร็วกว่าหน้าอกเพื่อเพิ่ม Gross Margin นอกจากนี้ยังมีการควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น, ปรับ Commission Scheme และบริหารจัดการ Cost อย่างมีประสิทธิภาพ
5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):
บริษัทยังคง Target Revenue ปี 2568 ไว้ที่ 3,500 ล้านบาทและ Net Profit Margin ที่ 12% โดยคาดหวังว่ารายได้ในครึ่งปีหลังจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรกและกำไรจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น
6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session):
* [เริ่ม Q&A นาทีที่ 21.38 ]
* GPM และ NPM ของ Surgery Center ลดลง:
* Mix ของ Product เปลี่ยนไป ศัลยกรรมหน้าอกเป็น Contribution หลัก เคสลง OR สัดส่วนหน้าอกเพิ่มขึ้น ทำให้ Average Gross Margin ลดลง
* แผน: Second half จะเติบโตหัตถการอื่นให้เร็วกว่าหน้าอก เพื่อ Improve Gross Margin
* สาขา L Clinic และ Lab X ที่เพิ่งเปิด ขาดทุนหรือไม่:
* ทุกสาขาที่เปิดใหม่ จะมี Lead Time ถึง Break Even ประมาณ 6 เดือน ดังนั้นสาขาใหม่ๆ มีผลขาดทุนอยู่
* การบันทึกบัญชีสำหรับการใช้คะแนนสะสมของ Lab X กระทบ GPM หรือไม่:
* การใช้คะแนนสะสมมีทุกแบรนด์ เป็นแค่ Part เล็กๆ เป็นค่าใช้จ่ายการตลาด ไม่กระทบ GPM โดยตรง
* ภาพครึ่งหลังปี 2568 เป็นอย่างไร (ข้อมูล ณ ไตรมาส 3):
* ตัวเลขประมาณเดือน 7 ที่ปิดไป ยังเป็นไปตามแผน ยังโอเคอยู่ ไม่มีประเด็นอะไร
* แนวโน้มการเปิดสาขาปีนี้:
* ยังเป็นไปตามเป้า 11 สาขา
* แนวโน้ม Guidance ปีนี้:
* Target Revenue 3,500 ล้านบาท, Net Profit Margin 12% ยังพยายามทำให้ได้ตามเป้าเดิม
* U Rate ของ Surgery Center ปัจจุบัน:
* 55% (Blended U Rate ปัจจุบัน)
* แผนโรงพยาบาลศัลยกรรมแห่งใหม่: ยังอยู่ใน Plan พิจารณา แต่ไม่เร่งรีบ เพราะ Location Critical และ Big Investment ยังดูรายละเอียด Layout, Location, Investment แต่ไม่รอถึงขั้นขึ้นโรงพยาบาลใหม่ถึงขยาย Capacity
* มีการปรับราคาหรือไม่:
* ราคาขายปกติแทบไม่ได้ปรับ แต่ Promotion มีเป็นประจำ แต่ละแบรนด์มี Theme Promotion, Hero ดึง Traffic แต่ละช่วงเวลา
* การขึ้นค่าเช่าพื้นที่ในห้าง:
* ประมาณ 3% - 5% แล้วแต่เจรจา
* ทำไมไตรมาส 2 เศรษฐกิจไม่ดี แต่ KLINIQ เติบโตได้ดีกว่าเจ้าอื่น:
* Monitor ตลอดเวลา เข้าใจว่าหลายท่านกังวลเศรษฐกิจ เราก็ Monitor กำลังซื้อลูกค้า, สัดส่วน Spending ลูกค้าเก่าใหม่, Monitor คู่แข่ง Focus มากขึ้น, Pay attention to details (ไม่ใช่แค่ราคา), บริการ, สร้างความแตกต่าง
* Brand Portfolio หลากหลาย ราคาเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ
* Lab X เติบโตดีมาก (ฐานลูกค้าเดิมยังไม่เยอะ + การตลาดมี Recipe สำเร็จรูป + ดึงลูกค้าใหม่ได้เยอะ)
* Focus ดูแลลูกค้าเก่า (Make sure กลับมา Follow up, ซื้อซ้ำ/ซื้อเพิ่ม)
* The Clinic มี Revenue per สาขาลดลง เป็นผลจาก Lab X หรือไม่:
* Cannibalization น้อยมาก ไม่ Significant เพราะ Monitor SH แต่ละท่าน Unique กับ Individual Customer Monitor ลูกค้า Switch ระหว่าง Brand ค่อนข้างน้อยมาก
* Cash Sale The Clinic ไม่ได้เติบโตมาก เพราะไตรมาส 2 Adjust Incentive Scheme ของ Sale บ้าง (ปรับฐาน/Momentum การขาย) ไตรมาส 3-4 น่าจะกลับมาได้
* แนวโน้มไตรมาส 3:
* Cash Sale ยังอ่อนแรง
* ปีนี้จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่:
* ผู้บริหารยังมองเป้าเดิม (Revenue 3,500 ล้านบาท, Net Profit Margin 12%)
* การขยายสาขาในไตรมาส 2:
* ต้นเดือน 4: Lab X เดอะมอลล์งามวงศ์วาน
* ต้นเดือน 5: Lab X ขอนแก่น
* ปลายเดือน 6: The Clinic เชียงราย
* ต้นเดือน 5: L Clinic เซ็นทรัลพระราม 9
* ปลายเดือน 6: L Clinic เมกาบางนา
* ไตรมาส 3:
* เดือน 7: Lab X เซ็นทรัลเวิลด์, L Clinic เซ็นทรัลเวิลด์
* ที่เหลือ: น่าจะเปิดประมาณเดือน 9
* กำไรขั้นต้นแยกแต่ละแบรนด์:
* The Clinic: 55%
* Lab X: 50%
* ศัลยกรรม: Target 50% (Product Mix ทำให้ลดลง)
* ทำไมบริษัทไม่ค่อยได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อ่อนแอ:
* ส่วนหนึ่งเศรษฐกิจมีผลไม่มากก็น้อย แต่เรา Focus Micro Manage (Monitor ลูกค้าได้รับผลกระทบอย่างไร, กลับมาไหม, ติดประเด็นอะไร, ทำอย่างไรให้กลับมาซื้อซ้ำ)
* ถ้าเศรษฐกิจดีกว่านี้ อาจจะโตมากกว่านี้ แต่ไม่ Excuse ที่จะไม่โต
* Focus ทำอย่างไรให้บริการยังจำเป็นและลูกค้ากลับมาใช้บริการต่อเนื่อง
* มีการตัดค่าตัดจำหน่ายปิดสาขาเท่าไร:
* ประมาณ 2.2 ล้านบาท (ดูในงบกระแสเงินสด)
* รายได้ค่าบริการรับล่วงหน้า (Cash Sale) เดือนกรกฎาคม:
* เป็นไปตามแผน ดีอยู่
* ครึ่งหลัง: ยังไม่เห็นผลกระทบต่อบริษัทเยอะ Monitor ทุกอย่างใกล้ชิด ระวังตัว Monitor แต่ไม่กังวลถึงขั้นไม่ลงทุน/ไม่ทำ Campaign
* ยอดขายยังมาตามแผน Execution การตลาด/ขายยังเดินตามแผน
* ครึ่งปีหลังจะใช้สิทธิทางภาษี BOI หรือไม่:
* ไม่มี BOI สิทธิประโยชน์ทางภาษี คือ ค่าเสื่อมราคาที่คิดได้ 2 เท่า (หมดไปแล้วสิ้นปีที่แล้ว)
* ปีนี้ Tax Rate เพิ่มขึ้น (ประมาณ 26% นิดๆ)
* สาเหตุที่เกิน 20% เพราะมีการปิดสาขา (ค่าใช้จ่ายบางอย่างต้อง Add back) ทำให้ Tax สูงกว่า กำไรเลยอาจจะโตต่ำกว่าปีก่อน
* ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์:
* 14-15% (ส่วนใหญ่เป็น South East Asian)
* ค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาแต่ละสาขา:
* The Clinic: 20-30 ล้านบาท
* Lab X: 15-20 ล้านบาท
* L Clinic: พอๆ กับ Lab X
* มีเคสในการร้องเรียนเรื่องการรักษาหรือไม่:
* มีบ้างในธุรกิจบริการ มี Customer Service Handle Case พวกนี้อยู่ ไม่ได้มีอะไรเป็น Big Issue
* เมื่อก่อน GPM 55% ตอนนี้เหลือ 50% มีโอกาสกลับไป 55% ไหม:
* ตั้งเป้าจะกลับไป 55% อยู่แล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงขยายสาขาเยอะ (ปีที่แล้ว 20 สาขา, ปีนี้ 10 กว่าสาขา) การขยายสาขามีผลกระทบช่วงแรก (ลงทุน, เตรียมตัว, รายได้ต้องรอ) แต่ได้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น Top Line โตเร็วมาก
* ช่วงแรกเลยมีผลกระทบ (ปีนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ) + ขยายโรงพยาบาลศัลยกรรมด้วย + ทั้ง Brand ใหม่
* Brand ใหม่ (Lab X):
* อาจจะดีขึ้น ไม่ขาดทุนแล้ว แต่ Brand อื่นอาจจะยังขาดทุนอยู่ ทำให้ภาพรวมยังอยู่ที่ประมาณ 50% นิดๆ
* ดูเป็น Portfolio Play ในแง่ของ Brand (ตลาด Fragmented ใช้ Brand เดียวแข่งทุก Segment ยาก)
* Brand ใหม่ (L):
* เริ่มเมื่อปีที่แล้ว อยู่ในช่วง Ramp Up ตัว Revenue
* Short Term: คงมี Impact เชิงลบต่อกำไร แต่ Long Term จะเป็นอีก 1 ขาที่ทำให้เติบโตอย่างได้เปรียบคู่แข่งในระยะยาว
* ในอนาคต GPM ปรับสูงขึ้นได้หรือไม่:
* พอมีฐานสาขากว้างขึ้น แต่ละสาขาทำรายได้ถึง Target ตัว GPM แต่ละสาขาจะดีขึ้นเอง (Top Line มาก แต่ Cost ตรงกลางยังเป็นส่วนหนึ่งเหมือน Fixed Cost จะ Leverage ตัวนี้เพิ่มขึ้นมาได้)
* Cash Sale ไตรมาส 3 ดีขึ้นหรือแย่ลงจาก Q2:
* เบื้องต้นคิดว่าดีขึ้น แต่ยังไม่เห็นทั้งไตรมาส ยังอยู่ในแนวโน้มที่โอเค มาจากการทำ Promotion ให้บริการตรงกับกลุ่มลูกค้า
* ปรับเพิ่มเงินเดือน 4% เมื่อไหร่:
* ปกติปรับเงินเดือนประมาณเดือนเมษายน แต่ไม่ได้ปรับเปอร์เซ็นต์เป๊ะ
* Cash Sale ที่หายไปช่วงแผ่นดินไหว กลับมาเป็นปกติหรือยัง:
* อาจจะหายไปบ้าง ส่วนหนึ่งที่หายไป น่าจะเป็นเรื่องของการเข้ามาใช้บริการ ตอนนี้เข้ามาใช้บริการเยอะ เป็นปกติแล้ว
* แนวโน้ม GP โรงพยาบาลศัลยกรรมในงบปีและระยะยาวจะกลับมาดีขึ้นกว่าเดิมไหม:
* ถ้าตามแผน เป้า Gross Profit Margin ของศัลยกรรมต้องเดินไปให้ถึง 50% แน่ๆ มีการปรับ Mix และ Optimize Cost อย่างใกล้ชิด
* ทำไม GP ของธุรกิจความงามโตขึ้น 2% Q on Q:
* Leverage Fixed Cost รายได้สาขาเดิมเข้ามาถึงเป้า ทำให้ขาดทุนน้อยลง
* เปอร์เซ็นต์ Selling ลดลงเนื่องจากอะไร:
* ควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
* ปรับ Commission Scheme ให้ Incentive ตรงกับ Target บริษัทมากขึ้น
* เปอร์เซ็นต์ Admin Cost ไม่ลดลง ทั้งที่รายได้เพิ่มขึ้น:
* มีการปรับเงินเดือนพนักงานในไตรมาส 2
* มีการปิดสาขา (ค่าใช้จ่ายในการปิดสาขาจะอยู่ในส่วนนี้)
* แผนของบริษัทที่จะทำให้ Net Profit Income เพิ่มขึ้น คืออะไร:
* ถ้าควบคุม Selling Admin ได้ดีขึ้น + ยอดขายเพิ่มขึ้น Net Income จะเพิ่มขึ้นเอง
* บริษัทขายเงินลงทุนระยะสั้นออกมาเก็บเป็นเงินสด ทำไม:
* เรื่องเงินลงทุน มีการฝากและถอน เป็นเงินลงทุนที่ใช้บริหารเงินสดมากกว่า ยังไม่ได้ทำ Project อะไร
* อาจจะเก็บไว้เตรียมจ่ายภาษี เตรียมจ่ายเงินปันผล พอถึงเวลา ค่อยดึงออกมา เป็นการบริหารเงินสดเป็นหลัก
* U Rate ใกล้เต็มหรือยังของโรงพยาบาลศัลยกรรม:
* U Rate ยังไม่เต็ม มีการเพิ่ม Site ที่โรงพยาบาลที่เป็น Partner ยังรองรับการเติบโตได้
* เป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นของศัลยกรรม:
* 50% จะเพิ่มสัดส่วนศัลยกรรมประเภทไหนเพื่อดึงขึ้น: นอกจากการเสริมหน้าอกก็จะมีเสริมจมูก (มี Sub Segment: Open, Semi-Open) และดูดไขมัน
* ครึ่งปีหลังกำไรสุทธิเราอยู่ที่ประมาณ 10% เรามีแผนครึ่งปีหลังอย่างไรเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย 12%:
* Target อยู่ที่ 3,500 ล้านบาท รายได้ครึ่งหลังจะโตมากกว่าครึ่งแรก (ภาพในอดีตช่วงครึ่งหลัง ตัวกำไรขั้นต้นและ Profit จะเพิ่มขึ้น) คาดหวังว่ากำไรจะเติบโตขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น
* มีแผนเปิดโรงพยาบาลเมื่อไหร่:
* ยังอยู่ใน Plan กำหนด Layout, Investment
* ไม่อยากให้กังวล Timeline มาก เพราะ In Parallel เราไม่ได้รอให้โรงพยาบาลใหม่ขึ้น มีการขยายห้องผ่าตัดเพิ่มในโรงพยาบาล Partner Once ที่ตัวโรงพยาบาลเริ่ม Operate ได้ การ Move Case ออกจากโรงพยาบาล Partner เข้าไปที่โรงพยาบาลเลยจะเป็น Smooth Transition กว่า
* แพทย์ทำการโปรโมทตัวเองทั้งใน IG TikTok ทำให้คนสนใจเชื่อมั่น เรามองมุมไหน:
* การ Promote ของแพทย์มีข้อกฎหมายกำหนดอยู่ ทำอะไรหลายๆ อย่างไม่ได้ทุกอย่าง The Clinic มีการ Promote ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย เน้น Result สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของเราได้
* กลยุทธ์: เรื่องการ Promote ตัวแพทย์ไม่ใช่สิ่งใหม่ อาจจะมีมาตลอดอยู่แล้ว ช่วงหลังที่ผู้บริโภคเห็นมากขึ้นอาจจะช่วย อาจจะเป็นด้วยส่วนหนึ่ง การเข้าถึงของ Social Media
* ผู้บริหารมองว่า การ Build Brand ในแง่ของ Corporate Branding (ไม่ว่าจะผ่าน The Clinic, Lab X, L Clinic) คือ ทำ