KLINIQ
เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
KLINIQ
บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน)
SET ·
29.25
+1.25 (+4.46%)

สรุป Opportunity Day

วิเคราะห์ผลประกอบการโดย AI

1. สรุป OPPDAY (Q&A)
แน่นอนครับ สรุปเนื้อหา Oppday KLINIQ ปี 2568 ไตรมาส 2 ตามโครงสร้างที่กำหนดไว้ดังนี้ครับ

KLINIQ: กลยุทธ์ขยายสาขา เพิ่ม Product Mix มุ่งสู่เป้ารายได้ 3,500 ล้านบาท ปี 2568



1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):

The Clinic Group มีจำนวนสาขาทั้งหมด 77 สาขา ณ สิ้นไตรมาส 2 ประกอบด้วย The Clinic 46 สาขา, Lab X 24 สาขา, The Clinic Surgery 1 สาขา, Clinic 2 สาขา และ L Clinic 4 สาขา มีการเปิดสาขาเพิ่ม 5 สาขาในไตรมาส 2 ได้แก่ The Clinic ที่เซ็นทรัลเชียงราย, Lab X ที่เดอะมอลล์งามวงศ์วานและเซ็นทรัลขอนแก่น, และ L Clinic ที่เซ็นทรัลพระราม 9 และเมกาบางนา



สัดส่วน Cash Sale by Brand พบว่า Lab X และ The Clinic Surgery มีการเติบโตที่ดี โดย Lab X มีสัดส่วนเพิ่มจาก 17.2% เป็น 22.8% และ The Clinic Surgery เพิ่มจาก 15.9% เป็น 17.3% ทำให้สัดส่วนของ The Clinic Skin เดิมลดลงจาก 66% เป็น 57.7% ส่วน L Clinic มี Contribution เพิ่มเป็น 1.6% Same store sale growth อยู่ที่ 8.7%



Cash Sale โดยรวมเติบโต 18.6% จาก 720 ล้านบาทเป็น 854 ล้านบาท The Clinic เติบโต 3.7%, Lab X เติบโต 57% และศัลยกรรมเติบโต 28.5%



2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):

บริษัทมีแผนเปิดสาขาเพิ่มเติมในไตรมาส 3 และ 4 ตามแผนที่วางไว้ โดยในไตรมาส 3 จะเปิดเพิ่มอีก 4 สาขา และในไตรมาส 4 จะเปิดเพิ่ม 1 สาขา



3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):

Gross Profit Margin ของศัลยกรรมลดลงเนื่องจาก Mix ของ Product ที่มีสัดส่วนศัลยกรรมหน้าอกมากขึ้น ซึ่งมีต้นทุนซิลิโคนสูง นอกจากนี้ยังมีเรื่องการขึ้นค่าเช่าพื้นที่ในห้างโดยเฉลี่ยประมาณ 3-5%



4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):

บริษัทพยายามเติบโตในหัตถการอื่นให้เร็วกว่าหน้าอกเพื่อเพิ่ม Gross Margin นอกจากนี้ยังมีการควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น, ปรับ Commission Scheme และบริหารจัดการ Cost อย่างมีประสิทธิภาพ



5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):

บริษัทยังคง Target Revenue ปี 2568 ไว้ที่ 3,500 ล้านบาทและ Net Profit Margin ที่ 12% โดยคาดหวังว่ารายได้ในครึ่งปีหลังจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรกและกำไรจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น



6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session):

* [เริ่ม Q&A นาทีที่ 21.38 ]

* GPM และ NPM ของ Surgery Center ลดลง:

* Mix ของ Product เปลี่ยนไป ศัลยกรรมหน้าอกเป็น Contribution หลัก เคสลง OR สัดส่วนหน้าอกเพิ่มขึ้น ทำให้ Average Gross Margin ลดลง
* แผน: Second half จะเติบโตหัตถการอื่นให้เร็วกว่าหน้าอก เพื่อ Improve Gross Margin

* สาขา L Clinic และ Lab X ที่เพิ่งเปิด ขาดทุนหรือไม่:

* ทุกสาขาที่เปิดใหม่ จะมี Lead Time ถึง Break Even ประมาณ 6 เดือน ดังนั้นสาขาใหม่ๆ มีผลขาดทุนอยู่

* การบันทึกบัญชีสำหรับการใช้คะแนนสะสมของ Lab X กระทบ GPM หรือไม่:

* การใช้คะแนนสะสมมีทุกแบรนด์ เป็นแค่ Part เล็กๆ เป็นค่าใช้จ่ายการตลาด ไม่กระทบ GPM โดยตรง

* ภาพครึ่งหลังปี 2568 เป็นอย่างไร (ข้อมูล ณ ไตรมาส 3):

* ตัวเลขประมาณเดือน 7 ที่ปิดไป ยังเป็นไปตามแผน ยังโอเคอยู่ ไม่มีประเด็นอะไร

* แนวโน้มการเปิดสาขาปีนี้:

* ยังเป็นไปตามเป้า 11 สาขา

* แนวโน้ม Guidance ปีนี้:

* Target Revenue 3,500 ล้านบาท, Net Profit Margin 12% ยังพยายามทำให้ได้ตามเป้าเดิม

* U Rate ของ Surgery Center ปัจจุบัน:

* 55% (Blended U Rate ปัจจุบัน)
* แผนโรงพยาบาลศัลยกรรมแห่งใหม่: ยังอยู่ใน Plan พิจารณา แต่ไม่เร่งรีบ เพราะ Location Critical และ Big Investment ยังดูรายละเอียด Layout, Location, Investment แต่ไม่รอถึงขั้นขึ้นโรงพยาบาลใหม่ถึงขยาย Capacity

* มีการปรับราคาหรือไม่:

* ราคาขายปกติแทบไม่ได้ปรับ แต่ Promotion มีเป็นประจำ แต่ละแบรนด์มี Theme Promotion, Hero ดึง Traffic แต่ละช่วงเวลา

* การขึ้นค่าเช่าพื้นที่ในห้าง:

* ประมาณ 3% - 5% แล้วแต่เจรจา

* ทำไมไตรมาส 2 เศรษฐกิจไม่ดี แต่ KLINIQ เติบโตได้ดีกว่าเจ้าอื่น:

* Monitor ตลอดเวลา เข้าใจว่าหลายท่านกังวลเศรษฐกิจ เราก็ Monitor กำลังซื้อลูกค้า, สัดส่วน Spending ลูกค้าเก่าใหม่, Monitor คู่แข่ง Focus มากขึ้น, Pay attention to details (ไม่ใช่แค่ราคา), บริการ, สร้างความแตกต่าง

* Brand Portfolio หลากหลาย ราคาเป็นแค่ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจ

* Lab X เติบโตดีมาก (ฐานลูกค้าเดิมยังไม่เยอะ + การตลาดมี Recipe สำเร็จรูป + ดึงลูกค้าใหม่ได้เยอะ)

* Focus ดูแลลูกค้าเก่า (Make sure กลับมา Follow up, ซื้อซ้ำ/ซื้อเพิ่ม)

* The Clinic มี Revenue per สาขาลดลง เป็นผลจาก Lab X หรือไม่:

* Cannibalization น้อยมาก ไม่ Significant เพราะ Monitor SH แต่ละท่าน Unique กับ Individual Customer Monitor ลูกค้า Switch ระหว่าง Brand ค่อนข้างน้อยมาก

* Cash Sale The Clinic ไม่ได้เติบโตมาก เพราะไตรมาส 2 Adjust Incentive Scheme ของ Sale บ้าง (ปรับฐาน/Momentum การขาย) ไตรมาส 3-4 น่าจะกลับมาได้

* แนวโน้มไตรมาส 3:

* Cash Sale ยังอ่อนแรง

* ปีนี้จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่:

* ผู้บริหารยังมองเป้าเดิม (Revenue 3,500 ล้านบาท, Net Profit Margin 12%)

* การขยายสาขาในไตรมาส 2:

* ต้นเดือน 4: Lab X เดอะมอลล์งามวงศ์วาน

* ต้นเดือน 5: Lab X ขอนแก่น

* ปลายเดือน 6: The Clinic เชียงราย

* ต้นเดือน 5: L Clinic เซ็นทรัลพระราม 9

* ปลายเดือน 6: L Clinic เมกาบางนา

* ไตรมาส 3:

* เดือน 7: Lab X เซ็นทรัลเวิลด์, L Clinic เซ็นทรัลเวิลด์

* ที่เหลือ: น่าจะเปิดประมาณเดือน 9

* กำไรขั้นต้นแยกแต่ละแบรนด์:

* The Clinic: 55%

* Lab X: 50%

* ศัลยกรรม: Target 50% (Product Mix ทำให้ลดลง)

* ทำไมบริษัทไม่ค่อยได้รับผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อ่อนแอ:

* ส่วนหนึ่งเศรษฐกิจมีผลไม่มากก็น้อย แต่เรา Focus Micro Manage (Monitor ลูกค้าได้รับผลกระทบอย่างไร, กลับมาไหม, ติดประเด็นอะไร, ทำอย่างไรให้กลับมาซื้อซ้ำ)

* ถ้าเศรษฐกิจดีกว่านี้ อาจจะโตมากกว่านี้ แต่ไม่ Excuse ที่จะไม่โต

* Focus ทำอย่างไรให้บริการยังจำเป็นและลูกค้ากลับมาใช้บริการต่อเนื่อง

* มีการตัดค่าตัดจำหน่ายปิดสาขาเท่าไร:

* ประมาณ 2.2 ล้านบาท (ดูในงบกระแสเงินสด)

* รายได้ค่าบริการรับล่วงหน้า (Cash Sale) เดือนกรกฎาคม:

* เป็นไปตามแผน ดีอยู่

* ครึ่งหลัง: ยังไม่เห็นผลกระทบต่อบริษัทเยอะ Monitor ทุกอย่างใกล้ชิด ระวังตัว Monitor แต่ไม่กังวลถึงขั้นไม่ลงทุน/ไม่ทำ Campaign

* ยอดขายยังมาตามแผน Execution การตลาด/ขายยังเดินตามแผน

* ครึ่งปีหลังจะใช้สิทธิทางภาษี BOI หรือไม่:

* ไม่มี BOI สิทธิประโยชน์ทางภาษี คือ ค่าเสื่อมราคาที่คิดได้ 2 เท่า (หมดไปแล้วสิ้นปีที่แล้ว)

* ปีนี้ Tax Rate เพิ่มขึ้น (ประมาณ 26% นิดๆ)

* สาเหตุที่เกิน 20% เพราะมีการปิดสาขา (ค่าใช้จ่ายบางอย่างต้อง Add back) ทำให้ Tax สูงกว่า กำไรเลยอาจจะโตต่ำกว่าปีก่อน

* ปัจจุบันลูกค้าต่างชาติคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์:

* 14-15% (ส่วนใหญ่เป็น South East Asian)

* ค่าใช้จ่ายในการเปิดสาขาแต่ละสาขา:

* The Clinic: 20-30 ล้านบาท

* Lab X: 15-20 ล้านบาท

* L Clinic: พอๆ กับ Lab X

* มีเคสในการร้องเรียนเรื่องการรักษาหรือไม่:

* มีบ้างในธุรกิจบริการ มี Customer Service Handle Case พวกนี้อยู่ ไม่ได้มีอะไรเป็น Big Issue

* เมื่อก่อน GPM 55% ตอนนี้เหลือ 50% มีโอกาสกลับไป 55% ไหม:

* ตั้งเป้าจะกลับไป 55% อยู่แล้ว แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงขยายสาขาเยอะ (ปีที่แล้ว 20 สาขา, ปีนี้ 10 กว่าสาขา) การขยายสาขามีผลกระทบช่วงแรก (ลงทุน, เตรียมตัว, รายได้ต้องรอ) แต่ได้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น Top Line โตเร็วมาก

* ช่วงแรกเลยมีผลกระทบ (ปีนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ) + ขยายโรงพยาบาลศัลยกรรมด้วย + ทั้ง Brand ใหม่

* Brand ใหม่ (Lab X):

* อาจจะดีขึ้น ไม่ขาดทุนแล้ว แต่ Brand อื่นอาจจะยังขาดทุนอยู่ ทำให้ภาพรวมยังอยู่ที่ประมาณ 50% นิดๆ

* ดูเป็น Portfolio Play ในแง่ของ Brand (ตลาด Fragmented ใช้ Brand เดียวแข่งทุก Segment ยาก)

* Brand ใหม่ (L):

* เริ่มเมื่อปีที่แล้ว อยู่ในช่วง Ramp Up ตัว Revenue

* Short Term: คงมี Impact เชิงลบต่อกำไร แต่ Long Term จะเป็นอีก 1 ขาที่ทำให้เติบโตอย่างได้เปรียบคู่แข่งในระยะยาว

* ในอนาคต GPM ปรับสูงขึ้นได้หรือไม่:

* พอมีฐานสาขากว้างขึ้น แต่ละสาขาทำรายได้ถึง Target ตัว GPM แต่ละสาขาจะดีขึ้นเอง (Top Line มาก แต่ Cost ตรงกลางยังเป็นส่วนหนึ่งเหมือน Fixed Cost จะ Leverage ตัวนี้เพิ่มขึ้นมาได้)

* Cash Sale ไตรมาส 3 ดีขึ้นหรือแย่ลงจาก Q2:

* เบื้องต้นคิดว่าดีขึ้น แต่ยังไม่เห็นทั้งไตรมาส ยังอยู่ในแนวโน้มที่โอเค มาจากการทำ Promotion ให้บริการตรงกับกลุ่มลูกค้า

* ปรับเพิ่มเงินเดือน 4% เมื่อไหร่:

* ปกติปรับเงินเดือนประมาณเดือนเมษายน แต่ไม่ได้ปรับเปอร์เซ็นต์เป๊ะ

* Cash Sale ที่หายไปช่วงแผ่นดินไหว กลับมาเป็นปกติหรือยัง:

* อาจจะหายไปบ้าง ส่วนหนึ่งที่หายไป น่าจะเป็นเรื่องของการเข้ามาใช้บริการ ตอนนี้เข้ามาใช้บริการเยอะ เป็นปกติแล้ว

* แนวโน้ม GP โรงพยาบาลศัลยกรรมในงบปีและระยะยาวจะกลับมาดีขึ้นกว่าเดิมไหม:

* ถ้าตามแผน เป้า Gross Profit Margin ของศัลยกรรมต้องเดินไปให้ถึง 50% แน่ๆ มีการปรับ Mix และ Optimize Cost อย่างใกล้ชิด

* ทำไม GP ของธุรกิจความงามโตขึ้น 2% Q on Q:

* Leverage Fixed Cost รายได้สาขาเดิมเข้ามาถึงเป้า ทำให้ขาดทุนน้อยลง

* เปอร์เซ็นต์ Selling ลดลงเนื่องจากอะไร:

* ควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

* ปรับ Commission Scheme ให้ Incentive ตรงกับ Target บริษัทมากขึ้น

* เปอร์เซ็นต์ Admin Cost ไม่ลดลง ทั้งที่รายได้เพิ่มขึ้น:

* มีการปรับเงินเดือนพนักงานในไตรมาส 2

* มีการปิดสาขา (ค่าใช้จ่ายในการปิดสาขาจะอยู่ในส่วนนี้)

* แผนของบริษัทที่จะทำให้ Net Profit Income เพิ่มขึ้น คืออะไร:

* ถ้าควบคุม Selling Admin ได้ดีขึ้น + ยอดขายเพิ่มขึ้น Net Income จะเพิ่มขึ้นเอง

* บริษัทขายเงินลงทุนระยะสั้นออกมาเก็บเป็นเงินสด ทำไม:

* เรื่องเงินลงทุน มีการฝากและถอน เป็นเงินลงทุนที่ใช้บริหารเงินสดมากกว่า ยังไม่ได้ทำ Project อะไร

* อาจจะเก็บไว้เตรียมจ่ายภาษี เตรียมจ่ายเงินปันผล พอถึงเวลา ค่อยดึงออกมา เป็นการบริหารเงินสดเป็นหลัก

* U Rate ใกล้เต็มหรือยังของโรงพยาบาลศัลยกรรม:

* U Rate ยังไม่เต็ม มีการเพิ่ม Site ที่โรงพยาบาลที่เป็น Partner ยังรองรับการเติบโตได้

* เป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นของศัลยกรรม:

* 50% จะเพิ่มสัดส่วนศัลยกรรมประเภทไหนเพื่อดึงขึ้น: นอกจากการเสริมหน้าอกก็จะมีเสริมจมูก (มี Sub Segment: Open, Semi-Open) และดูดไขมัน

* ครึ่งปีหลังกำไรสุทธิเราอยู่ที่ประมาณ 10% เรามีแผนครึ่งปีหลังอย่างไรเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย 12%:

* Target อยู่ที่ 3,500 ล้านบาท รายได้ครึ่งหลังจะโตมากกว่าครึ่งแรก (ภาพในอดีตช่วงครึ่งหลัง ตัวกำไรขั้นต้นและ Profit จะเพิ่มขึ้น) คาดหวังว่ากำไรจะเติบโตขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น

* มีแผนเปิดโรงพยาบาลเมื่อไหร่:

* ยังอยู่ใน Plan กำหนด Layout, Investment

* ไม่อยากให้กังวล Timeline มาก เพราะ In Parallel เราไม่ได้รอให้โรงพยาบาลใหม่ขึ้น มีการขยายห้องผ่าตัดเพิ่มในโรงพยาบาล Partner Once ที่ตัวโรงพยาบาลเริ่ม Operate ได้ การ Move Case ออกจากโรงพยาบาล Partner เข้าไปที่โรงพยาบาลเลยจะเป็น Smooth Transition กว่า

* แพทย์ทำการโปรโมทตัวเองทั้งใน IG TikTok ทำให้คนสนใจเชื่อมั่น เรามองมุมไหน:

* การ Promote ของแพทย์มีข้อกฎหมายกำหนดอยู่ ทำอะไรหลายๆ อย่างไม่ได้ทุกอย่าง The Clinic มีการ Promote ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย เน้น Result สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าของเราได้

* กลยุทธ์: เรื่องการ Promote ตัวแพทย์ไม่ใช่สิ่งใหม่ อาจจะมีมาตลอดอยู่แล้ว ช่วงหลังที่ผู้บริโภคเห็นมากขึ้นอาจจะช่วย อาจจะเป็นด้วยส่วนหนึ่ง การเข้าถึงของ Social Media

* ผู้บริหารมองว่า การ Build Brand ในแง่ของ Corporate Branding (ไม่ว่าจะผ่าน The Clinic, Lab X, L Clinic) คือ ทำ
ผู้เขียน: Admin AiO
2. Financial & KPI Analysis — Q2/2568