บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน)
SET · พาณิชย์
7.25
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=3168 out_tok=2092 at=2026-07-25T19:23:14 -->
# KAMART Q1/2565 กำไรพุ่ง 60.65% รับอานิสงส์รายได้ขายโต-คุมค่าใช้จ่าย
## รายได้จากการขายสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง-อุปโภคเติบโตโดดเด่น ขณะที่ค่าใช้จ่ายบริหารลดลงต่อเนื่อง
บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KAMART รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 69.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.05 ล้านบาท หรือ 60.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าประเภทเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภค ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ KAMART ในไตรมาส 1 ปี 2565 ให้เติบโตถึง 60.65% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาจากสองปัจจัยหลัก คือ การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภค และการบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลง
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
1. **รายได้จากการขายเติบโต:** บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 418.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.28% โดยมีแรงหนุนหลักมาจากยอดขายสินค้าประเภทเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคที่เพิ่มขึ้นถึง 71.40 ล้านบาท หรือ 21.26% การเติบโตนี้สะท้อนถึงการฟื้นตัวของกำลังซื้อและความต้องการสินค้าในกลุ่มดังกล่าว ประกอบกับการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลดีต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค ในขณะที่รายได้จากการให้เช่าและให้บริการคลังสินค้าทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน
2. **การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย:** แม้ว่าต้นทุนขายและบริการจะปรับเพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เติบโต แต่บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้ลดลงได้ถึง 1.80 ล้านบาท หรือ 1.52% การลดลงนี้สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่คลี่คลายลง ทำให้บริษัทสามารถดำเนินกิจกรรมทางการตลาดและการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคที่สูงเท่าปีก่อน
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**มีโอกาสต่อเนื่อง** โดยปัจจัยสนับสนุนหลักคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ที่ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนการเติบโตของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาอัตรากำไรให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้ที่สูงขึ้นตามกำไรที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิโต 60.65%:** กำไรสุทธิในไตรมาส 1/2565 อยู่ที่ 69.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.05 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน
* **รายได้จากการขายเพิ่ม 22.28%:** รายได้รวมอยู่ที่ 418.12 ล้านบาท โดยมีแรงหนุนหลักจากสินค้าเครื่องสำอางและอุปโภค
* **ต้นทุนขายเพิ่มตามยอดขาย:** ต้นทุนขายและบริการอยู่ที่ 212.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.16% สอดคล้องกับรายได้
* **ค่าใช้จ่ายขาย-บริหารลดลง:** ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 1.52% อยู่ที่ 116.37 ล้านบาท
* **ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่ม 65.71%:** เพิ่มขึ้นเป็น 17.50 ล้านบาท ตามกำไรที่ปรับตัวสูงขึ้น
## ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ KAMART รายงานผลประกอบการสำหรับไตรมาส 1 ปี 2565 มีกำไรสุทธิ 69.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 60.65% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีรายได้จากการขายรวม 418.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.28% ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของยอดขายสินค้าประเภทเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคเป็นหลัก ในขณะที่ต้นทุนขายและบริการปรับตัวเพิ่มขึ้นตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้ลดลงได้ 1.52% ส่งผลให้ภาพรวมอัตรากำไรสุทธิปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายทางการเงินและค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นตามกำไรที่เติบโต
## โอกาส
* **การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ:** การผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค
* **ความต้องการสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางและอุปโภค:** สินค้าในกลุ่มนี้มีแนวโน้มความต้องการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้บริโภคกลับมาใช้ชีวิตตามปกติมากขึ้น
* **การบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ:** ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารให้ลดลง สะท้อนถึงการบริหารจัดการภายในที่ดี ซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไรในระยะยาว
## ความเสี่ยง
* **การแข่งขันในอุตสาหกรรม:** ธุรกิจเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคมีการแข่งขันสูง ทั้งจากแบรนด์ในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย
* **ความผันผวนของกำลังซื้อ:** แม้เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่กำลังซื้อของผู้บริโภคยังอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น อัตราเงินเฟ้อ หรือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
* **ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง:** ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนขายและอัตรากำไรของบริษัทฯ
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มการเติบโตของรายได้:** ติดตามการเติบโตของรายได้จากการขายสินค้ากลุ่มเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภคในไตรมาสถัดไป
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนขายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างต่อเนื่อง
* **ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ:** การปรับตัวต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจส่งผลต่อกำลังซื้อและต้นทุนการดำเนินงาน
* **แผนการขยายสาขาหรือช่องทางการจำหน่าย:** กลยุทธ์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงลูกค้า
* **การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค:** การปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
ในส่วนของรายได้จากการขายสินค้าประเภทเครื่องสำอางและสินค้าอุปโภค ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทฯ มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 1 ปี 2565 สะท้อนถึงการฟื้นตัวของตลาดและความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง การบริหารจัดการต้นทุนขายและบริการที่เพิ่มขึ้นตามยอดขายถือเป็นเรื่องปกติของการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทฯ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลงได้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่ออัตรากำไรโดยรวม
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
(เอกสารไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสด จึงไม่สามารถสรุปในส่วนนี้ได้)
## สรุปท้าย
KAMART โชว์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2565 เติบโตโดดเด่นด้วยกำไรสุทธิที่พุ่งสูงขึ้น 60.65% เป็นผลมาจากรายได้จากการขายสินค้าเครื่องสำอางและอุปโภคที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีต้นทุนขายและภาษีที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโต แต่แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาการแข่งขันในอุตสาหกรรมและผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ KAMART ไตรมาส 1/2565
รายได้รวม
883.51
ล้านบาท
↑ 4.3% YoY
กำไรขั้นต้น
495.28
ล้านบาท
↑ 7.8% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
56.06
%
กำไรสุทธิ
179.80
ล้านบาท
↑ 17.4% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
20.35
%
D/E Ratio
0.42
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
884
↑ + 4.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
495
↑ + 7.8%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
180
↑ + 17.4%
YoY
D/E Ratio
0.42
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — KAMART
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.42
ROE (%)
20.47
ROA (%)
18.08
Book Value/หุ้น
2.87
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — KAMART
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-246
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+250
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — KAMART
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-246.41
-8.63%
|
-269.69
+19.98%
|
-224.77
-506.46%
|
55.30
-128.19%
|
-196.14
-178.02%
|
251.40
+160.25%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
250.22
-16.22%
|
298.65
-136.51%
|
-817.94
-303.86%
|
401.22
-1,883.99%
|
-22.49
-41.77%
|
-38.62
+101.78%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
44.20
+43.13%
|
30.88
-98.31%
|
1,830.16
-832.83%
|
-249.74
-518.75%
|
59.64
-127.16%
|
-219.61
+206.29%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-329.28
+5.20%
|
-312.99
-138.42%
|
814.62
|
0.00
|
0.00
|
0.00
-100.00%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
557.78
-33.78%
|
842.26
+2,948.35%
|
27.63
-81.80%
|
151.84
+1,539.74%
|
9.26
-42.45%
|
16.09
+104.45%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
228.50
-59.03%
|
557.78
-33.78%
|
842.26
+2,948.35%
|
27.63
-81.80%
|
151.84
+1,539.74%
|
9.26
-42.45%
|