GLOBAL อัพเดทผลประกอบการ Q2/2568 เดินหน้าขยายสาขา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า
1. ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):
ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 มีทั้งผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบ โดยบริษัทมีการขยายสาขาและ Renovate สาขาเพื่อตอบโจทย์ Lifestyle ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบคือภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ Same Store Sale Growth ยังติดลบอยู่
- รายได้รวมในไตรมาส 2 อยู่ที่ 8,385 ล้านบาท ลดลง 537 ล้านบาท หรือ 6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
- อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 25.42% ลดลง 120 Basic Point
- SGA อยู่ที่ 20.04% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 198 Basic Point สาเหตุหลักมาจากการขยายสาขาเพิ่มและยอดขายรวมที่ลดลง
- EBITDA อยู่ที่ 1,030 ล้านบาท ลดลง 307 ล้านบาท EBITDA ต่อ ยอดขายอยู่ที่ 12.59%
- กำไรสุทธิอยู่ที่ 519 ล้านบาท ลดลง 245 ล้านบาท หรือ 32.09% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 6.34% ลดลง 243 Basic Point และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 9.63 สตางค์ต่อหุ้น
2. โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):
บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาค Southeast Asia นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสินค้า House Brand ที่มี Margin ดี เพื่อกระตุ้นยอดขายและเพิ่มกำไร
- การขยายสาขาใน Southeast Asia: มีสาขารวม 39 สาขาในพม่า (13), อินโดนีเซีย (16), ลาว (8), และกัมพูชา (2)
- แผนการเปิดสาขาเพิ่มเติมในเวียงจันทน์ (ลาว) และอินโดนีเซีย (1-2 สาขา)
- การเพิ่มสินค้า House Brand เพื่อเพิ่ม Margin และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
3. ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):
ความเสี่ยงหลักที่บริษัทกำลังเผชิญคือภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงการแข่งขันที่สูงในตลาดวัสดุก่อสร้าง
- Same Store Sale Growth ที่ยังติดลบอยู่ สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย
- การแข่งขันที่สูงจากผู้เล่นรายใหญ่และรายย่อยในตลาดวัสดุก่อสร้าง
- ผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ทำให้การใช้จ่ายในอินโดนีเซียชะลอตัว
4. วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):
บริษัทมีแผนในการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ โดยการขยายสาขาไปยังตลาดที่มีศักยภาพ และการปรับปรุงสาขาเดิมให้ทันสมัยเพื่อดึงดูดลูกค้า นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มสินค้า House Brand เพื่อเพิ่ม Margin และลดการพึ่งพาสินค้าที่มีการแข่งขันสูง
- การขยายสาขาไปยังตลาดที่มีศักยภาพใน Southeast Asia
- การ Renovate สาขาเดิมให้ทันสมัยเพื่อดึงดูดลูกค้า
- การเพิ่มสินค้า House Brand เพื่อเพิ่ม Margin และลดการพึ่งพาสินค้าที่มีการแข่งขันสูง
- การติด Solar Roof เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในสาขา
5. แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):
บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้นำในตลาดวัสดุก่อสร้างในภูมิภาค Southeast Asia โดยมีแผนที่จะขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
- การขยายสาขาไปยัง Southeast Asia อย่างต่อเนื่อง
- การพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า
- การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
- คาดการณ์ว่าการเลือกตั้งในพม่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการขยายตัวของธุรกิจ
6. ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): [01:04:08]
Same Store Sale Growth (SSSG) ในเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม:
- กรกฎาคม: ติดลบ Low Single Digit ดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 ที่ติดลบ 10%
- สิงหาคม: ยังไม่มีข้อมูล แต่คาดว่าแนวโน้มจะดีขึ้น
เป้าหมายการขายปีนี้:
- คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว
- ครึ่งปีแรกยังติดลบ แต่กรกฎาคมเริ่มดีขึ้น
- มีแผนเปิดสาขาอีก 5 แห่งในช่วงครึ่งปีหลัง
สัดส่วนการขาย House Brand และ GP:
- สัดส่วน House Brand ในไตรมาส 2: ประมาณ 24%
- GP House Brand: ประมาณ 40%
สัดส่วนการขายออนไลน์:
- ประมาณ 1%
สัดส่วน Home Service:
- ประมาณ 1%
สัดส่วนการขายเหล็ก:
- ประมาณ 15% ใกล้เคียงเดิม
สถานะเหล็กในสาขา (เช่น สารยา, นครปฐม):
- จะตรวจสอบข้อมูลและตอบกลับ
- โดยทั่วไปมีเหล็กข้ออ้อยและเหล็กเส้นกลมเป็นขนาดมาตรฐาน
- ก่อนหน้าเคยมีเหล็ก Induction แต่ปัจจุบันไม่ได้จำหน่ายแล้ว
แผนการขยายสาขาในอนาคต (อีก 2 ปี):
- ยังอยู่ในช่วงพิจารณาแผน
- เศรษฐกิจไทยยังไม่ดีนัก
- ปีนี้ขยาย 7 สาขา
สถานการณ์แข่งขันในตลาดวัสดุก่อสร้าง:
- การแข่งขันยังเหมือนเดิม
- รายใหญ่จำนวนเท่าเดิม
- รายย่อยในต่างจังหวัด/อำเภอเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- ตลาดยังมีอยู่แน่นอน
- จำนวนสาขาปัจจุบันยังไม่เกิน Demand
งบลงทุนปีนี้:
- ประมาณ 2,500 ล้านบาท
- หลักๆ สำหรับสาขาใหม่
- ส่วนน้อย (ไม่เกิน 3%) สำหรับ Renovate
ปัญหาเหล็กขาดสต็อก:
- ไม่มีปัญหาเหล็กขาดสต็อก
- การขยายการขายเพื่อดึงลูกค้าจากคู่แข่งขึ้นอยู่กับลูกค้า
สถานการณ์ International Operation:
- ผลกระทบจากสถานการณ์ในกัมพูชา: กระทบน้อย
- พนักงานส่วนใหญ่เป็น Local Staff
- ลูกค้านิยมซื้อสินค้าในประเทศ
- ยอดขายในกัมพูชาเติบโตขึ้น
- หลีกเลี่ยงการประชาสัมพันธ์มากนักเนื่องจากกระแส Anti-Thai
- นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ (ไม่ใช่ไทย) เช่น จีน, เวียดนาม
ผลประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง:
- ไม่มากนัก
- Private Brand นำเข้าจากจีน ใช้สกุลเงินหยวน
- ค่าเงินหยวนไม่ผันผวนเท่าดอลลาร์
- ดีกว่าแต่ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
เป้าสัดส่วนสินค้า House Brand ใน 2-3 ปี:
- มีโอกาสถึง 30% แต่ไม่ง่าย ต้องพยายาม
ปัจจัยที่ทำให้ SSSG ดีขึ้นในกรกฎาคม:
- สินค้าโครงสร้าง (เช่น ปูน) ทำได้ดีขึ้น
- Home Improvement ดีขึ้น
สัดส่วนการขาย B2B/B2C:
- B2C เป็นหลัก
คุณภาพเหล็ก:
- เหล็กที่ได้มาตรฐาน มอก. ซื้อในประเทศ
- ไม่มีเหล็กนำเข้าจากจีน
เหล็กเส้น/ข้ออ้อยจากจีน:
- เท่าที่ทราบ ไม่น่าจะได้ เพราะติดเรื่อง มอก.
SSSG ถ้าไม่รวมร้านชายแดนกัมพูชา:
- ใกล้ๆ Flat
- ร้านค้าที่โดนกระทบจากกัมพูชามีผล แต่ก็เกือบ Cover ยอดทั้งหมด
แผนกระตุ้นยอดขายและ Margin:
- เพิ่มสินค้า House Brand ที่ Margin สูง
- ไม่ได้ใช้กลยุทธ์ลดราคา
- สาขาใหม่มีค่าใช้จ่าย แต่หวังว่ายอดขายจะดีขึ้น
ชื่อหัวข้อที่ถามและคำตอบ:
- SSSG เดือนกรกฎาคมและสิงหาคม : แนวโน้มดีขึ้น
- เป้าหมายการขายปีนี้ : ใกล้เคียงปีที่แล้ว
- สัดส่วน House Brand และ GP : 24% และ 40%
- สัดส่วนการขายออนไลน์ : 1%
- สัดส่วน Home Service : 1%
- สัดส่วนการขายเหล็ก : 15%
- สถานะเหล็กในสาขา : จะตรวจสอบ
- แผนการขยายสาขา : พิจารณาตามเศรษฐกิจ
- สถานการณ์แข่งขัน : ยังมีโอกาส
- งบลงทุนปีนี้ : 2,500 ล้านบาท
- ปัญหาเหล็กขาดสต็อก : ไม่มี
- สถานการณ์ International Operation : ยอดขายกัมพูชาโต
- ผลประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็ง : ไม่มาก
- เป้า House Brand 30% : ต้องพยายาม
- ปัจจัย SSSG ดีขึ้น : สินค้าโครงสร้างดีขึ้น
- สัดส่วน B2B/B2C : B2C หลัก
- คุณภาพเหล็ก : มอก. ในประเทศ
- เหล็กจากจีน : ไม่น่าจะได้
- SSSG ไม่รวมชายแดน : ใกล้ Flat
- แผนกระตุ้นยอดขาย : เพิ่ม House Brand, ไม่ลดราคา
โดยสรุป GLOBAL ยังคงมุ่งมั่นที่จะเติบโตและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ โดยมีกลยุทธ์ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างตรงจุด