บริษัท บี จิสติกส์ จำกัด (มหาชน)
SET · ขนส่งและโลจิสติกส์
0.03
+0.00 (+0.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=7111 out_tok=2732 at=2026-07-25T02:28:06 -->
# B จิสติกส์ Q2/2566 พลิกขาดทุนยับรับดอกเบี้ยพุ่ง 137 ล้านบาท
## รายได้ดอกเบี้ยโตแรงหนุนกำไรเฉพาะกิจการ ขณะที่ส่วนแบ่งขาดทุนบริษัทร่วมฉุดภาพรวมรวม
บริษัทหลักทรัพย์บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ B รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 76.26 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 30.77 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในงบการเงินรวมที่รวมเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 367.68 ล้านบาท จากขาดทุน 48.80 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากส่วนแบ่งขาดทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
### 1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัท บี จิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ B พลิกกลับมามีกำไรสุทธิในงบการเงินเฉพาะกิจการในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ **การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของรายได้ดอกเบี้ย** ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 137.75 ล้านบาท หรือกว่า 3,392.86% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิเฉพาะกิจการอยู่ที่ 76.26 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 30.77 ล้านบาทในปีก่อน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในภาพรวมของงบการเงินที่แสดงเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย หัวใจสำคัญที่ทำให้เกิดผลขาดทุนสุทธิจำนวนมากถึง 367.68 ล้านบาท คือ **ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล** ถึง 443.94 ล้านบาท
### 2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
**สำหรับรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น** มาจากดอกเบี้ยรับจากเงินให้กู้ยืมแก่บริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทางอ้อม ตามแผนงานที่ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น รวมถึงรายได้จากดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นตามแผนการตลาด
**ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น** เกิดจากการที่บริษัทร่วม (บริษัท เอซ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด) รับรู้ผลขาดทุนของกลุ่มบริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด ซึ่งอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการขยายการลงทุน ทำให้มีค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าการเติบโตของรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนขายและให้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเข้าซื้อกิจการกลุ่มบริษัทสมาร์ทบัส และการทยอยเปิดเส้นทางเดินรถใหม่ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจากการกู้ยืมและการเช่าซื้อรถบัส
### 3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
**สำหรับรายได้ดอกเบี้ย** มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องในระดับหนึ่ง หากการให้กู้ยืมแก่บริษัท ไทยสมายล์บัส จำกัด ยังคงดำเนินต่อไปตามแผนงาน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นในระดับที่สูงมากในไตรมาสนี้อาจเป็นปัจจัยพิเศษที่ต้องติดตาม
**สำหรับส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม** มีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นแรงกดดันต่อผลประกอบการรวมในระยะสั้น เนื่องจากกลุ่มบริษัท ไทยสมายล์บัส ยังอยู่ในช่วงของการลงทุนและขยายธุรกิจ ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่าจะเร่งหากลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มรายได้และควบคุมค่าใช้จ่าย แต่การเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารยังอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่าแผนที่คาดการณ์ไว้
## Highlight สำคัญ
* **กำไรสุทธิเฉพาะกิจการพลิกบวก:** บริษัทมีกำไรสุทธิ 76.26 ล้านบาทในงบการเงินเฉพาะกิจการ เพิ่มขึ้นจากขาดทุน 30.77 ล้านบาทในปีก่อน
* **รายได้ดอกเบี้ยพุ่งแรง:** รายได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 137.75 ล้านบาท หรือ 3,392.86% เป็นผลจากการให้กู้ยืมแก่บริษัทร่วมและดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์
* **ขาดทุนสุทธิรวมเพิ่มขึ้น:** งบการเงินรวมขาดทุนสุทธิ 367.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 48.80 ล้านบาทในปีก่อน
* **ส่วนแบ่งขาดทุนบริษัทร่วมมหาศาล:** ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น 443.94 ล้านบาท เป็นผลขาดทุนของกลุ่มไทยสมายล์บัส
* **รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเติบโต:** รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 14.81 ล้านบาท หรือ 335.83% ในงบเฉพาะกิจการ และ 20.43 ล้านบาท หรือ 235.91% ในงบรวม
* **ค่าใช้จ่ายพนักงานสูงขึ้น:** ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานเพิ่มขึ้น 21.67 ล้านบาท (เฉพาะกิจการ) และ 26.35 ล้านบาท (งบรวม) รองรับธุรกิจที่ขยายตัว
## ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีรายได้รวมตามงบการเงินเฉพาะกิจการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 794.06% มาอยู่ที่ 168.71 ล้านบาท จาก 18.87 ล้านบาทในปีก่อน ส่งผลให้บริษัทพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 76.26 ล้านบาท จากที่เคยขาดทุน 30.77 ล้านบาทในปีก่อน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณางบการเงินที่แสดงเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย บริษัทมีรายได้รวมลดลงอย่างมากจาก 0.84 ล้านบาท เป็นขาดทุน 276.23 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 367.68 ล้านบาท จากขาดทุน 48.80 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 443.94 ล้านบาท
สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทมีรายได้รวมตามงบการเงินเฉพาะกิจการเพิ่มขึ้น 624.93% มาอยู่ที่ 321.58 ล้านบาท จาก 44.36 ล้านบาทในปีก่อน ทำให้มีกำไรสุทธิ 157.41 ล้านบาท จากขาดทุน 40.53 ล้านบาทในปีก่อน
ในขณะที่งบการเงินรวมมีรายได้รวมลดลงจาก 2.46 ล้านบาท เป็นขาดทุน 490.94 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 655.11 ล้านบาท จากขาดทุน 82.43 ล้านบาทในปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวน 812.52 ล้านบาท
## โอกาส
* **การเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ:** การเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ การบริหารกองทุนส่วนบุคคล และวาณิชธนกิจ บ่งชี้ถึงการขยายตัวของธุรกิจหลักทรัพย์และบริหารความมั่งคั่ง
* **แผนการลงทุนในธุรกิจขนส่งมวลชน:** การเข้าซื้อกิจการกลุ่มบริษัทสมาร์ทบัส และการทยอยเปิดเส้นทางเดินรถใหม่ของกลุ่มไทยสมายล์บัส เป็นโอกาสในการสร้างรายได้และขยายธุรกิจในระยะยาว
* **การพัฒนาระบบตั๋วร่วมและเหมาจ่าย:** การจัดทำระบบตั๋วร่วมและโปรโมชั่นเหมาจ่ายรายวัน เป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดผู้โดยสารและเพิ่มปริมาณการใช้บริการ
## ความเสี่ยง
* **ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม:** การรับรู้ผลขาดทุนจำนวนมากจากกลุ่มไทยสมายล์บัส ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการรวม
* **การเติบโตของผู้โดยสารต่ำกว่าคาด:** แม้จะมีการเปิดเส้นทางเดินรถใหม่และกลยุทธ์การตลาด แต่การเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
* **ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น:** ค่าเสื่อมราคา ค่าพลังงาน ค่าเชื้อเพลิง และค่าใช้จ่ายบุคลากรที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนรถและเที่ยวบริการ เป็นแรงกดดันต่อต้นทุนขายและให้บริการ
* **ความผันผวนของตลาดทุน:** การขาดทุนจากการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดทุน
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **ผลการดำเนินงานของกลุ่มไทยสมายล์บัส:** ความสามารถในการเพิ่มรายได้และควบคุมค่าใช้จ่ายของกลุ่มไทยสมายล์บัส เพื่อลดส่วนแบ่งขาดทุน
* **กลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มผู้โดยสาร:** ความสำเร็จของแผนการตลาดและโปรโมชั่นต่างๆ ในการเพิ่มปริมาณผู้โดยสารให้เป็นไปตามเป้าหมาย
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** ความสามารถในการควบคุมต้นทุนขายและให้บริการ รวมถึงต้นทุนทางการเงิน
* **แนวโน้มรายได้ดอกเบี้ย:** ความต่อเนื่องของรายได้ดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมแก่บริษัทร่วม
* **การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านตลาดทุน:** ผลตอบแทนจากการลงทุนและการซื้อขายหลักทรัพย์
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
**รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ:** มีการเติบโตที่ดีในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ การบริหารกองทุนส่วนบุคคล และวาณิชธนกิจ ซึ่งสะท้อนถึงการขยายตัวของธุรกิจหลักทรัพย์และบริการที่ปรึกษาทางการเงิน
**รายได้ดอกเบี้ย:** เป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่ทำให้งบเฉพาะกิจการพลิกกลับมามีกำไร โดยมาจากเงินให้กู้ยืมแก่บริษัทร่วมและเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจที่ได้รับการอนุมัติ
**ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วม:** เป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการรวม การฟื้นตัวของกลุ่มไทยสมายล์บัสจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลขาดทุนนี้
**ต้นทุนขายและให้บริการ:** เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเข้าซื้อกิจการและการขยายธุรกิจขนส่งมวลชน โดยเฉพาะค่าเสื่อมราคาและค่าพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่และผันแปรตามปริมาณการให้บริการ
**ค่าใช้จ่ายพนักงาน:** เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจหลักทรัพย์และ Wealth Management
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินและกระแสเงินสดโดยตรง แต่จากข้อมูลต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในงบการเงินรวม (485.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 454.69 ล้านบาท) บ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการกู้ยืมเงินและการเช่าซื้อสินทรัพย์เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ
## สรุปท้าย
บริษัท บี จิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ B ในไตรมาส 2 ปี 2566 แสดงผลประกอบการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่างงบการเงินเฉพาะกิจการที่พลิกกลับมามีกำไรจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยที่โดดเด่น ในขณะที่งบการเงินรวมยังคงเผชิญกับผลขาดทุนจำนวนมากจากส่วนแบ่งขาดทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากธุรกิจขนส่งมวลชนของบริษัทร่วม แม้จะมีโอกาสจากการเติบโตของธุรกิจค่าธรรมเนียมและบริการ รวมถึงแผนการขยายธุรกิจขนส่งมวลชน แต่ความเสี่ยงจากผลขาดทุนของบริษัทร่วมและการควบคุมต้นทุนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ B ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
236.38
ล้านบาท
↑ 109.3% YoY
กำไรขั้นต้น
50.93
ล้านบาท
↑ 11% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
21.55
%
กำไรสุทธิ
-348.33
ล้านบาท
↓ 1602.1% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-147.36
%
D/E Ratio
0.51
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
236
↑ + 109.3%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
51
↑ + 11%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-348
↓ -1602.1%
YoY
D/E Ratio
0.51
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — B
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.51
ROE (%)
-13.82
ROA (%)
-9.82
Book Value/หุ้น
0.38
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — B
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
-33
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
+57
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — B
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
-33.06
+21.45%
|
-27.22
-92.68%
|
-371.79
-229.30%
|
287.53
+61.51%
|
178.03
-931.14%
|
-21.42
+23.03%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
57.00
-134.23%
|
-166.51
-116.77%
|
992.63
-27.27%
|
1,364.75
+235.32%
|
407.00
-282.21%
|
-223.37
+43.87%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-5.17
-105.10%
|
101.29
-107.58%
|
-1,335.94
-26.19%
|
-1,810.03
+198.92%
|
-605.52
+2,643.63%
|
-22.07
-113.79%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
21.07
-122.09%
|
-95.39
-86.66%
|
-715.11
+353.29%
|
-157.76
+670.31%
|
-20.48
-94.48%
|
-371.29
+2,061.18%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
10.35
+30.52%
|
7.93
+21.25%
|
6.54
-66.82%
|
19.71
+208.45%
|
6.39
-97.16%
|
225.36
-30.36%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
72.71
+602.51%
|
10.35
+30.52%
|
7.93
+21.25%
|
6.54
-66.82%
|
19.71
+208.45%
|
6.39
-97.16%
|