บริษัท เอเชีย ไบโอแมส จำกัด (มหาชน)
MAI ·
0.52
+0.02 (+4.00%)
สรุปด้วย AI(O) BOT
AI Generated
<!-- mda-text-gen model=gemini-2.5-flash-lite in_tok=6217 out_tok=3366 at=2026-07-25T00:46:19 -->
# ABM พลิกขาดทุน Q2/66 รับปริมาณขาย-ส่งออกพุ่ง แต่ GPM หดตัว
## รายได้-กำไร Q2/66 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน แต่ยังต่ำกว่าปีก่อน เหตุต้นทุนสูง-แข่งขันสูง ขณะที่การลงทุนขยายกำลังผลิตไม้สับคืบหน้า
บริษัท เอเชีย ไบโอแมส จำกัด (มหาชน) หรือ ABM รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 1.75 ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 10.53 ล้านบาท แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำกำไรได้ 14.79 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้ากะลาปาล์มและไม้สับที่ส่งออกได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับลดลงเนื่องจากไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง ขณะที่บริษัทเดินหน้าลงทุนขยายกำลังการผลิตไม้สับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
## Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของ ABM ในไตรมาส 2/2566 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน คือ **แรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง ทำให้ไม่สามารถปรับราคาขายสินค้าให้สอดคล้องได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลง** แม้ว่าปริมาณการขายโดยรวมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
**ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:**
ปริมาณการขายเชื้อเพลิงชีวมวลโดยรวมของบริษัทในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 117.8 พันตัน เพิ่มขึ้น 26.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้ากลุ่มกะลาปาล์มและไม้สับที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงความต้องการในประเทศที่เริ่มกลับมาในกลุ่มลูกค้าภาคตะวันออกและโรงไฟฟ้า ส่งผลให้รายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 321.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายสินค้าและต้นทุนการให้บริการในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 254.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนนั้นสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของบริษัทอยู่ที่ 20.9% ในไตรมาส 2/2566 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 23.6% โดยฝ่ายจัดการระบุว่าเป็นผลมาจากราคาสินค้าที่ขายไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง
แม้ว่า GPM จะลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า GPM ปรับตัวดีขึ้นจาก 18.9% ในไตรมาส 1/2566 มาอยู่ที่ 20.9% ในไตรมาส 2/2566 เนื่องจากภาวะตลาดเริ่มกลับมา
ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหารในไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 29.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากจำนวนพนักงานที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจและกำลังการผลิตของส่วนงานผลิตเพิ่มขึ้น แต่ลดลง 10.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากไตรมาสก่อนมีการตั้งสำรองหนี้สูญจำนวน 10.53 ล้านบาท
**จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:**
**ลักษณะครั้งคราว (สำหรับ GPM ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน) แต่มีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน** ฝ่ายจัดการระบุว่า GPM ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นผลมาจากภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงและราคาสินค้าไม่สามารถปรับขึ้นตามต้นทุนได้ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยชั่วคราว อย่างไรก็ตาม การที่ GPM ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และการที่บริษัทมีแผนลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระบบขนส่งและขยายกำลังการผลิตสินค้าไม้สับ รวมถึงการทำสัญญาซื้อไม้โตเร็วเพื่อเป็นวัตถุดิบ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
## Highlight สำคัญ
* **พลิกมีกำไรสุทธิ 1.75 ล้านบาท:** ดีขึ้นจากขาดทุน 10.53 ล้านบาทในไตรมาส 1/2566 แต่ยังต่ำกว่ากำไร 14.79 ล้านบาทในไตรมาส 2/2565
* **รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 21.9% YoY:** มาอยู่ที่ 321.15 ล้านบาท จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกกะลาปาล์มและไม้สับ
* **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ลดลงเหลือ 20.9%:** จาก 23.6% ในปีก่อน เนื่องจากต้นทุนสูงขึ้นและไม่สามารถปรับราคาขายตามได้ ท่ามกลางการแข่งขันสูง
* **ปริมาณการขายรวมเพิ่มขึ้น 26.7% YoY:** สู่ระดับ 117.8 พันตัน หนุนโดยการส่งออกที่เติบโตโดดเด่น
* **เดินหน้าลงทุนขยายกำลังผลิตไม้สับ:** ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทำสัญญาซื้อไม้โตเร็วเพื่อรองรับวัตถุดิบในอนาคต
## ภาพรวมผลประกอบการ
**ไตรมาส 2 ปี 2566:** บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ 321.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปริมาณการขายรวม 117.8 พันตัน เพิ่มขึ้น 26.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 18.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ต้นทุนขายสินค้าและต้นทุนการให้บริการอยู่ที่ 254.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 17.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 20.9% ลดลงจาก 23.6% ในปีก่อน แต่ดีขึ้นจาก 18.9% ในไตรมาสก่อนหน้า ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 20.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 10.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 1.75 ล้านบาท พลิกจากกำไร 14.79 ล้านบาทในปีก่อน แต่ดีขึ้นจากขาดทุน 10.53 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า
**ครึ่งปีแรก ปี 2566:** บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการ 600.39 ล้านบาท ลดลง 10.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากราคาสินค้าเฉลี่ยต่ำกว่าปีก่อน รายได้อื่นอยู่ที่ 15.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากกำไรจากการขายรถบรรทุกและอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนขายสินค้าและต้นทุนการให้บริการอยู่ที่ 478.87 ล้านบาท ลดลง 12.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อยู่ที่ 20.2% ลดลงจาก 21.9% ในปีก่อน ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 30.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและค่าส่งเสริมการขายที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการขยายธุรกิจและกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 79.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มและยอดกู้ยืมที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 10.53 ล้านบาท พลิกจากกำไร 23.47 ล้านบาทในปีก่อน
## โอกาส
* **การส่งออกที่เติบโต:** ปริมาณการขายในต่างประเทศ โดยเฉพาะกะลาปาล์มและไม้สับที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นปัจจัยหนุนรายได้ที่สำคัญ
* **ความต้องการในประเทศฟื้นตัว:** ความต้องการจากลูกค้าภาคตะวันออกและโรงไฟฟ้าที่เริ่มกลับมา ช่วยเพิ่มปริมาณการขายในประเทศ
* **การลงทุนขยายกำลังการผลิต:** การลงทุนในกิจการไม้สับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการทำสัญญาซื้อไม้โตเร็ว จะช่วยเพิ่มความสามารถในการผลิตและรองรับวัตถุดิบในระยะยาว
* **การบริหารจัดการต้นทุน:** การปรับปรุงประสิทธิภาพระบบขนส่งและการเพิ่มคลังสินค้า จะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ในอนาคต
## ความเสี่ยง
* **ความผันผวนของราคาวัตถุดิบและสินค้า:** ภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูงอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้น
* **ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง:** การเพิ่มขึ้นของต้นทุนเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
* **อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น:** ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการจัดโครงสร้างเงินทุน
* **ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบและสิ่งแวดล้อม:** แม้จะไม่ได้ระบุชัดเจนในเอกสาร แต่เป็นความเสี่ยงทั่วไปของธุรกิจพลังงานชีวมวล
## สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
* **แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้น (GPM):** จะสามารถปรับตัวดีขึ้นได้หรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันและต้นทุนที่ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน
* **ปริมาณการขายในประเทศและต่างประเทศ:** จะสามารถรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่องหรือไม่
* **ความคืบหน้าของการลงทุนขยายกำลังผลิตไม้สับ:** และผลกระทบต่อต้นทุนและรายได้ในอนาคต
* **การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน:** จากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น และการจัดโครงสร้างเงินทุนของบริษัท
* **ราคา commodity ที่เกี่ยวข้อง:** เช่น ราคาน้ำมันปาล์ม ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาวัตถุดิบและสินค้า
## รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ทรัพยากร / พลังงาน)
ในไตรมาส 2/2566 ABM แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของปริมาณการขาย โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออกกะลาปาล์มและไม้สับ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ **อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน** สะท้อนถึงความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนท่ามกลางภาวะตลาดที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของธุรกิจพลังงานชีวมวลที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาวัตถุดิบและราคาขาย
การลงทุนในกิจการไม้สับในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการทำสัญญาซื้อไม้โตเร็ว เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งจะส่งผลดีต่อ GPM ในระยะยาว หากสามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นเป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะเมื่อบริษัทอยู่ระหว่างการจัดโครงสร้างเงินทุน การบริหารจัดการหนี้สินและต้นทุนทางการเงินให้เหมาะสมจะเป็นสิ่งสำคัญต่อผลกำไรสุทธิ
## ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ 1,566.31 ล้านบาท ลดลง 7.8% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่น เนื่องจากยอดขายช่วงปลายปีก่อนสูงกว่าปกติ ขณะที่สินทรัพย์ถาวรเพิ่มขึ้น 10.8% จากการเข้าซื้อกิจการและทรัพย์สินโรงงานไม้สับ
หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นรวมอยู่ที่ 1,566.31 ล้านบาท ลดลง 11.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 โดยส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจากผลขาดทุนจากการดำเนินงาน หนี้สินเพิ่มขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน จากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นที่เพิ่มขึ้น และการกู้ยืมระยะยาวจากการเช่าซื้อรถบรรทุก
กระแสเงินสดสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2566 บริษัทมีเงินสดได้มาจากกิจกรรมดำเนินงานสุทธิ 11.72 ล้านบาท โดยมีกระแสเงินสดจ่ายสำหรับกิจกรรมลงทุน 100.33 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์สำหรับส่วนงานผลิต และมีกระแสเงินสดจ่ายไปในกิจกรรมจัดหาเงิน 108.56 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการชำระหนี้เงินกู้ระยะยาว
## สรุปท้าย
ABM ในไตรมาส 2/2566 พลิกกลับมามีกำไรได้จากปริมาณการขายที่เติบโต โดยเฉพาะการส่งออกที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายด้านอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นและภาวะตลาดแข่งขันสูง ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม การลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตและสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตในอนาคต แต่บริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนได้
** ข้อมูลถูกสรุปโดย AI จากงบการเงินของ ABM ไตรมาส 2/2566
รายได้รวม
318.80
ล้านบาท
↓ 51.6% YoY
กำไรขั้นต้น
10.18
ล้านบาท
↓ 89.3% YoY
อัตรากำไรขั้นต้น (%)
3.19
%
กำไรสุทธิ
-52.62
ล้านบาท
↑ 684% YoY
อัตรากำไรสุทธิ (%)
-16.51
%
D/E Ratio
0.96
รายละเอียดงบการเงิน
รายได้รวม (ล้านบาท)
319
↓ -51.6%
YoY
กำไรขั้นต้น (ล้านบาท)
10
↓ -89.3%
YoY
กำไรสุทธิ (ล้านบาท)
-53
↑ + 684%
YoY
D/E Ratio
0.96
รายได้และกำไร (ล้านบาท)
กำไรขาดทุน (ล้านบาท) — ABM
ฐานะทางการเงิน
D/E Ratio
0.96
ROE (%)
-12.96
ROA (%)
-5.70
Book Value/หุ้น
1.05
สินทรัพย์ / หนี้สิน / ส่วนผู้ถือหุ้น (ล้านบาท)
ฐานะทางการเงิน (ล้านบาท) — ABM
กระแสเงินสด
กิจกรรมดำเนินงาน
+161
ล้านบาท
กิจกรรมลงทุน
-9
ล้านบาท
กิจกรรมจัดหาเงิน
—
ล้านบาท
กระแสเงินสด (ล้านบาท)
กระแสเงินสด (ล้านบาท) — ABM
| รายการ | 2569 | 2568 | 2567 | 2566 | 2565 | 2564 | 2563 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงาน | — |
160.75
-61.04%
|
412.63
-237.61%
|
-299.85
-225.52%
|
238.88
-790.21%
|
-34.61
-380.02%
|
12.36
+81.23%
|
| เงินสดสุทธิ(ใช้ไปใน)กิจกรรมลงทุน | — |
-9.20
-108.13%
|
113.12
-12.11%
|
128.70
+636.69%
|
17.47
+356.14%
|
3.83
-109.52%
|
-40.22
+1,994.79%
|
| เงินสดสุทธิได้มาจาก(ใช้ไปใน)กิจกรรมจัดหาเงิน | — |
-277.30
-46.31%
|
-516.53
-495.69%
|
130.54
-152.16%
|
-250.25
-468.61%
|
67.89
+43.68%
|
47.25
-406.42%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้น(ลดลง) (สุทธิ) | — |
-140.14
-1,616.67%
|
9.24
-122.75%
|
-40.61
-766.83%
|
6.09
-82.14%
|
34.10
-420.19%
|
-10.65
+23.55%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือต้นงวด | — |
31.30
-30.94%
|
45.32
+48.83%
|
30.45
+19.74%
|
25.43
-50.36%
|
51.23
+86.63%
|
27.45
+9.54%
|
| เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดคงเหลือปลายงวด | — |
25.57
-18.31%
|
31.30
+4.06%
|
30.08
-1.22%
|
30.45
+19.74%
|
25.43
-50.36%
|
51.23
+86.63%
|