บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
NEO ฟื้นตัวต่อเนื่อง! รายได้Q2/2568 โตสวนกระแสเศรษฐกิจ พร้อมลุยตลาดใหม่-ขยายฐานลูกค้า
P/E 9.67 YIELD 6.59 ราคา 20.50 (0.00%)
NEO ฟื้นตัวต่อเนื่อง! รายได้Q2/2568 โตสวนกระแสเศรษฐกิจ พร้อมลุยตลาดใหม่-ขยายฐานลูกค้า
1. **ภาพรวมผลกระทบต่อธุรกิจ (Business Impact Overview):**-
ผลกระทบเชิงบวก: บริษัทมีการนำ NPD (New Product Development) และ Relaunch สินค้าจำนวน 136 SKU เข้าไปในร้านค้า ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากห้างร้านและร้านค้าต่างๆ
-
ปัจจัยสำคัญ: การที่บริษัทได้รับการยอมรับจากห้างร้านและร้านค้าต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสินค้าและแบรนด์ของบริษัท ทำให้บริษัทสามารถผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดและสร้างกำไรให้กับร้านค้าได้
-
ตัวเลขทางการเงิน:
-
Operation Revenue โต 3.8%
-
มียอดขาย 2,584 ล้านบาท
-
Household โต 15.1% Year on Year
-
ตลาดปรับผ้านุ่มโต 5.2% แต่บริษัทโต 12% ทำให้ Market Share เพิ่มขึ้นเป็น 0.5% และ Market Share รวมอยู่ที่ 10.9%
-
ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ตลาดโต 0.3% แต่ NEO โต 12% ทำให้ Market Share ขยับขึ้นเป็น 2.5% และ Market Share รวมอยู่ที่ 3.7% (23.7%)
-
2. **โอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunities):**
-
ตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง: บริษัทเปิดตัวแบรนด์ "Love Details" อย่างเป็นทางการในงาน Pet Expo และออกสินค้าที่มีความพรีเมียมและอ่อนโยนสำหรับสัตว์เลี้ยง
-
ตลาดกลุ่ม Young Adults: บริษัทเปิดตัว DNEE Blooming Glow Series สำหรับกลุ่ม Young Adults เพื่อเจาะตลาดลูกค้าที่เติบโตมากับแบรนด์ DNEE และมองหาสินค้าที่เหมาะสมกับวัย
-
ตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ชาย: บริษัทออกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นสำหรับผู้ชายภายใต้แบรนด์ "Tross" เพื่อต่อยอดความสำเร็จของ BNice Feminine Wash
-
ตลาด Moisturizer: บริษัทออก White & Anti-Aging Body Serum ที่มีสารกันแดด SPF 50 PA++++ เพื่อเข้าสู่ตลาด Moisturizer ที่มีมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท
3. **ความเสี่ยงที่กำลังเผชิญ (Risks and Challenges):**
-
การชะลอตัวของตลาดเด็ก: ตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมีการปรับตัวลดลงประมาณ 14% เนื่องจากตลาดค่อนข้างอ่อนตัวและมีการเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่มากขึ้น
-
การลดลงของ Demand ในประเทศลาว: ยอดขายในต่างประเทศมีการปรับตัวลดลงประมาณ 4.5% ส่วนใหญ่มาจากการลดลงของ Demand ผลิตภัณฑ์เด็กในประเทศลาว
-
ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น: ต้นทุนวัตถุดิบมีการเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ Gross Profit Margin ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 38.7%
4. **วิธีการแก้ไขปัญหาผลกระทบ (Problem-Solving and Mitigation):**
-
การขยายพื้นที่จัดจำหน่ายในประเทศลาว: บริษัทอยู่ในระหว่างการขยายพื้นที่จัดจำหน่ายในประเทศลาว โดยมุ่งเจาะตลาดทางภาคเหนือ
-
การควบคุม SGA to Sale: บริษัทจะมีการควบคุม SGA to Sale ให้อยู่ในระดับเดียวกับปีที่แล้ว คือประมาณ 32%
-
การปรับแผนการลงทุน: บริษัทมีการปรับแผนการลงทุนในส่วนของ Household Phase 2 และ Warehouse โดยขยับ Timeline ออกไป 2-3 ปี เพื่อประหยัดดอกเบี้ยเงินกู้
-
การทำ Binding ล่วงหน้า: บริษัทมีการทำ Binding ล่วงหน้า 3-6 เดือน เพื่อควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ
-
การทดลอง Raw Material ใหม่: มีการทดลองอะไรไว้เยอะมากในไปร์ไลน์ อยู่ที่ว่าสินค้าเนี่ยได้คุณภาพที่เราพอใจหรือเปล่า ถ้ายังไม่ได้ตามมาตรฐานที่เราต้องการ อันนี้ก็จะปรับตัวช้าหน่อย
5. **แนวโน้มและอนาคต (Outlook and Future Trends):**
-
การเติบโต Double Digit: บริษัทคาดหมายการเติบโต Double Digit ใน CAGR ระหว่างปี 2566-2571
-
New Segment: บริษัทสร้างฐานที่แข็งแกร่งจาก New Segment เช่น Silver Age และมีแผนที่จะเพิ่ม New Segment ใน Q4 ของปีนี้
-
Export: บริษัทมองในแง่ Dual Track โดยเพิ่มสินค้าและแบรนด์ในประเทศที่เดิมที่ขายอยู่ และขยายไปยังประเทศใหม่ๆ
-
Distribution Gap: บริษัทยังมี Distribution Gap ใน MT และ Traditional Trade และมองว่ายังมีโอกาสในการเติบโตในส่วนนี้
-
High Single Digit: บริษัทมองว่าปีนี้จะเติบโตใน High Single Digit โดยมีปัจจัยมาจาก New SKU, New Segment, Premium, ตลาดส่งออก, และการขยายช่องทางในประเทศ
6. **ช่วงถาม-ตอบ (Q&A Session): [01:02:21]**
- **Household Product โต 15% มาจากปัจจัยใด และ Q3-Q4 จะโตในระดับเดียวกันไหม**
-
Household ที่เราเติบโตได้ถึง 15% มาจากทั้งตลาดซักผ้าและปรับผ้านุ่ม ทั้งคู่ยังเติบโตได้ดี แต่ว่าที่โดดเด่นมากนะคะ ก็จะเป็นในส่วนของตัวปรับผ้านุ่มค่ะ
-
Q3 Q4 เรามองว่าจะยังเติบโตในระดับเดียวกันไหม เรายังมองว่าเติบโตต่อเนื่อง เพราะว่าดูจากแผนที่เราเตรียม ต่างๆแล้วก็ในส่วนของยอดของ NPD ที่มาเสริมด้วยค่ะ
-
- **ขอทราบเปอร์เซ็นต์ GP Margin Outlook ในช่วง Q3 Q4 ปีนี้ว่าจะอยู่ที่ระดับใด และคาดว่าเฉลี่ยทั้งปี 2568 จะมีเปอร์เซ็นต์อยู่ที่เท่าไหร่**
-
ขออนุญาตพูดเป็นเปอร์เซ็นต์ GPM Outlook ของทั้งปี 2568 แทนแล้วกันค่ะ ซึ่งตอนนี้เรามองว่าคงจะอยู่ที่ระดับ 38-40% ค่ะ
-
- **Dividend Receivable ที่เป็นส่วนของ Subsidiary เนี่ย ลดลงจาก 389 ล้านบาทใน Q2 ปี 2567 กลายเป็น 0 อยากให้ช่วยอธิบาย**
-
เข้าใจว่าส่วนนี้น่าจะอยู่ในงบ ของงบเฉพาะกิจการนะคะ แล้วก็แสดงอยู่ ที่ ที่ Balance Sheet นะคะ ที่ 389 ล้านบาทเนี่ยตอนสิ้นปี ต้องบอกว่าตอนสิ้นปีเนี่ยเรา ทาง เรามีบริษัทลูกบริษัทย่อยบริษัทหนึ่งนะคะ คือ Neo Factory ค่ะ ก็จะมีการจ่ายปันผลค่ะให้มาให้มาที่บริษัทแม่
-
เพราะฉะนั้นค่ะเราก็จะมีเงินก้อนนี้ตั้งค้างอยู่นะคะ แต่ว่าถ้าเทียบกับไตรมาส 2 ค่ะ ยังไม่ถึงไตรมาส 4 ปีนี้นะคะ เพราะฉะนั้นพอเปรียบเทียบกันแล้วอ่ะค่ะ ตัว Dividend Receivable ก็จะหายไปเนื่องจาก เรามีการรับเงินปันผลมาเป็นเงินสดแล้วนะคะ ในตอนไตรมาส 1 ปีนี้ค่ะ
-
- **ภาพรวมงบ Q2 ออกมาไม่ค่อยดี แล้วทิศทาง Q3 เป็นอย่างไรบ้าง ยอดขาย แล้วก็รายได้**
-
ปกติแล้วในส่วนของคเตอร์ เอ้ยครึ่งปีหลังอ่ะค่ะ เราจะค่อนข้างเติบโตมากกว่าในส่วนของครึ่งปีแรกนะคะ อันนี้คือฐานปกติของบริษัทค่ะ แล้วก็ในส่วนของตัวต้นทุนนะคะ ตัวต้นทุนที่ปรับขึ้นน่ะค่ะ หลักๆจะมาจากส่วนที่เป็นเกี่ยวกับสารทำความสะอาดหรือมาจากตัว Commodity นะคะ
-
ตามปกติเราจะมีการทำBinding ล่วงหน้า 3-6 เดือนนะคะ เพื่อ เป็นการควบคุม ในส่วนของต้นทุนของเราแต่ก็ต้องเรียนตามตรงว่าในปีนี้นะคะ แนวโน้มของราคาตลาดเองก็ค่อนข้าง อ่าอยู่ในระดับที่สูงนะคะ แล้วก็โดยเฉพาะตัวที่ อ่าเราใช้เป็นตัว Raw Mat เราเนี่ยค่ะ จริงๆแล้วถ้าไม่สามารถอิงตามตลาดตรง ขณะนั้นได้นะคะ เพราะมีบางตัวที่แม้แต่ตลาด CPK ระดับจะลงแล้ว แต่ว่าราคาที่เราซื้อยังค่อนข้างไม่ขยับตัวลงก็มีเหมือนกันค่ะ
-
โดยที่แผนงานทั้งปีอ่ะค่ะ เราก็ยังมองว่าเราโตใน High Single Digit ค่ะ อันนี้ก็จะประกอบมาจากหลายส่วนไม่ว่าจะเป็น NPD ที่เริ่มปูไปแล้วนะคะ ในส่วนของ สินค้าที่จะเพิ่มเติมและแคมเปญในการผลักดันสินค้าปัจจุบันเหมือนกันรวมถึงในเรื่องของ อ่าต่างประเทศด้วยนะคะ ที่จริงๆหลังจากเริ่มปูไปแล้วยังต้องผลักดันกันอย่างต่อเนื่องเหมือนกันค่ะ
-
- **แผนลงทุนก่อสร้างอาคารคลัง 2 แห่งครับ ต้นก็คือจะเป็นตัวHousehold เฟส 2 กับคลังสินค้านะครับ ประมาณ 1,700 ล้านบาทในปี 2571 เลื่อนออกไป 2-3 ปี อยากให้ขยายความหน่อยครับ คือยังใช้เงินลงทุนเดิมอยู่หรือไม่ แล้วก็จะยังสร้างอยู่ใช่ไหม แค่เลื่อนหรือว่ายกเลิกไปเลย**
-
เรามองในแง่ของ ณ ตอนนี้เรามองในแง่ของการเลื่อนอยู่ ออกไปค่ะ period 2-3 ปีอย่างที่ ที่บอกค่ะ โดยที่จริงๆตอนนี้ อ่าเรายังมองในเรื่องงบลงทุนประมาณเดิมอยู่ แต่แน่นอนว่า ณ ถึงเวลา 2-3 ปีนั้นคงต้องมีการพิจารณาในเรื่องของราคาวัตถุดิบต่างๆอีกทีนึงค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าตอบกลมๆกันคือการเลื่อนค่ะ
-
- **Household Plant ที่เป็นเฟส 1 เนี่ย ค่าเสื่อมเท่าไหร่**
-
ต้องขอตอบเป็นอายุการใช้งานแล้วกันนะคะ คือตอนนี้เนี่ยเรายังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จค่ะ แต่เราก็คาดว่า เอ่อถ้ามีการก่อสร้างแล้วเสร็จแล้วก็ทางให้ทางผู้ออกแบบมาประเมินค่ะ ก็คาดว่าอายุการใช้งานของตัวอาคารน่าจะใกล้เคียงกับ อาคารของ Personal Care ที่ 45.8 ปี
-
แต่ว่าอย่างไรก็ตามนะคะ ตัวอาคารเนี่ยอาจจะประกอบไปด้วยตัวอาคารเองกับ Utility นะคะ เพราะฉะนั้นเวลาเราดูตัวค่าเสื่อมราคาเราต้องดูแยกแต่ละองค์ประกอบ ซึ่งตัวค่าเสื่อมราคาของ Utility ของเรานะคะอย่างเช่นระบบน้ำระบบไฟระบบระบายอากาศค่ะ ก็จะอยู่ อายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 8-10 ปีค่ะ
-
- **ต้นทุนวัตถุดิบในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มอย่างไร**
-
ข้อแรกก่อนแล้วกันค่ะ ต้นทุนวัตถุดิบในช่วงครึ่งปีหลังนะคะ จากที่เราอิงดูจากราคาตลาดยังค่อนข้างสูงต่อเนื่องนะคะ ก็ต้องบอกว่าเป็นส่วนนึงที่ทำไมเราถึงมีการแจ้งในเรื่องของ Gross Profit Margin ที่เราปรับระดับเปอร์เซ็นต์ลงเป็น 38-40 ค่ะ
-
ในส่วนนี้อะค่ะมีผลกระทบต่อ Lead Time ในการส่งของ นะปัจจุบันมีผลกระทบต่อ Lead Time ในการส่งของ นะคะเนื่องจากอย่างที่ทุกคนทราบปัญหาทางด้านชายแดนกันนะคะ ส่วนในแง่ว่ากระทบต่อ อ่าต่อยอดขายเลยไหม คิดว่ากระทบต่อ period ในการรับรู้ยอดขายมากกว่า
-
- **ใน Quarter 3 ปี 2568 เราจะออกกี่ SKU แล้วก็ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ไหนเป็นพิเศษนะครับ**
-
Quarter 3 อ่ะค่ะ เรามีออก ที่เรามองไว้ประมาณ 50-60 อันนี้รวม NPD กันและ Re-launch นะคะ ส่วนว่าส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทไหนจริงๆอาจจะบอกเจาะจงไม่ได้ แต่ว่าค่อนข้างครบในทุกๆ Cat ที่เรามี
-
เพราะว่าส่วนนึงน่ะค่ะที่ อ่าอย่างที่คุณสุทธิเดชกล่าวไปนะคะ อ่าลูกค้าเอง แล้วก็มีการออกสินค้าที่เราเรียกว่า exclusive ให้กับลูกค้าเหมือนกันนะคะ นั่นคือสินค้าที่ทางด้าน อ่าลูกค้ารีเควสมาแล้วเราทำให้เป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นในแง่ของจำนวน Cat มันจะค่อนข้างครอบคลุมกว้างนิดนึงค่ะ
-
- **กระทบมากไหมกับสินค้าที่ส่งไปกัมพูชาปัจจุบัน แล้วก็ยังจำหน่ายที่นั่นได้อยู่หรือไม่นะครับ**
-
ในส่วนของกัมพูชาค่ะเรายังสามารถจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่องนะคะ อ่า สิ่งที่กระทบก็จะเป็ระดับเวลาในการส่งของจากประเทศเราไปสู่เขาซะมากกว่านะคะ แต่ว่าก็แน่นอนขึ้นอยู่กับ อ่าอนาคตว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรเราก็คงต้องดูกันต่อไปด้วยค่ะ
-
- **ขอชื่นชมสินค้ากลุ่ม Personal Care ของบริษัทที่มีคุณภาพดีนะครับ ในฐานะนักลงทุนนะครับอยากทราบอยากขอบคุณครับ นะครับ อยากสอบถามว่าบริษัทมีแผนอย่างไรในการปรับเพิ่มอัตรากำไรในอนาคตนะครับ**
-
ในการเพิ่มอัตรากำไรในส่วนของตัว Personal Care ค่ะ ก็จะเป็น In Line ไปกับแนวโน้มที่เราไปเพิ่มสินค้าในส่วนของ Premium Mass มากขึ้นนะคะ เนื่องจากกลุ่มของ Premium Mass ก็จะมีตัว Margin ที่สูงกว่าค่ะ แล้วก็จากในตัวงบที่ได้ ที่ได้ อ่าที่เราได้โชว์ไปอ่ะค่ะ เราก็ค่อนข้างมีการเติบโตในส่วนนี้ได้ดีอยู่ค่ะ
-
- **Gross margin ลดลง Neo มีวิธีปรับตัวอย่างไรนะครับ แล้วก็ต้นทุนจะลดลงด้วยเหตุใดบ้าง เปลี่ยนRaw Material ได้หรือเปล่า หรือว่าต้องรอปีหน้าถึงจะลดลง แล้วก็เราสามารถส่งต่อราคาอย่างไรได้บ้าง**
-
ในส่วนของตัว อ่า Gross Margin นะคะ ในเรื่องของวิธีการปรับตัวค่ะ จริงๆต้องบอกว่า อ่าทางเราก็ไม่ได้นิ่งดูดายนะคะ เรามีการดู source ในมุมต่างๆค่อนข้างเยอะอยู่ค่ะ แล้วก็ถามว่าถ้าต้นทุนจะลดลงด้วยเหตุใดได้บ้างก็ต้อง อ่าก็เข้าใจถูกแล้วล่ะค่ะ ในส่วนของตัว Raw Material เป็นปัจจัยที่ค่อนข้างสูงของเรานะคะ
-
ทีนี้ถามว่าเราสามารถเปลี่ยน Raw Material ได้อย่างรวดเร็วไหม อ่า นอกจากใน source ที่เรา ใช้กันอยู่นะคะ อ่าอันนี้อาจจะไม่ใช่จู่ๆเราสามารถเปลี่ยนเป็นตัวที่เราไม่ได้เทสในส่วนของสินค้าได้เลยค่ะ ถ้า อ่าถ้าให้เรียนตามตรงก็คิดว่าคงต้องใช้เวลาเหมือนกันค่ะ
-
ทีนี้ถ้าถามว่าในเรื่องของเราสามารถส่งต่อราคาได้อย่างไรบ้างอ่ะค่ะ อ่าด้วยสภาพเศรษฐกิจของเราขออนุญาตอ้างอิงถึงในประเทศนะคะ ด้วยสภาพเศรษฐกิจของเราแล้วก็คิดว่าทุกๆท่านเองก็เป็นผู้บริโภคนะคะ ถ้าเวลาไปจับจ่ายใช้สอยก็น่าจะเห็นว่าในช่วงโดยเฉพาะ Q2 ที่ผ่านมานะคะ ค่อนข้างมี การทำราคากระหน่ำทั่ว ทั่วไปนะคะไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม อันนี้มันก็เป็น อ่าการแสดงให้เห็นล่ะค่ะว่าสภาพการแข่งขันสูงมากแล้วก็ทั้งเราและคู่แข่งทุกคนพยายามโกยอดขายให้มากที่สุด
-
โดยสรุปแล้ว NEO ยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น บริษัทมีแผนการปรับตัวและกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการคว้าโอกาสและรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว