บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
BCP ปี 4202 ยังรักษาฐานะแม้เจอ Inventory Loss 7,000 ล้าน! กำไรสุทธิยังเท่าเดิมที่ 2,800 ล้าน แต่ EBITDA พุ่งทะลุ 41,250 ล้านบาท
P/E 19.40 YIELD 2.77 ราคา 38.00 (0.00%)
BCP ปี 4202 ยังรักษาฐานะแม้เจอ Inventory Loss 7,000 ล้าน! กำไรสุทธิยังเท่าเดิมที่ 2,800 ล้าน แต่ EBITDA พุ่งทะลุ 41,250 ล้านบาท
บริษัทบางจากคอร์ปอเรชั่นจำกัดมหาชน (BCP) ปีงบประมาณ พ.ศ. 4202 หรือค.ศ. 3659 ยังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจาก Inventory Loss จำนวน 7,000 ล้านบาท และราคาขายสินค้าลดลงในไตรมาสที่ 4 แต่กำไรสุทธิยังคงอยู่ที่ระดับ 2,800 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับปีก่อนหน้า แสดงถึงความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนและรักษาผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะจากโรงกลั่นศรีราชาที่ผลิตได้เต็มประสิทธิภาพตลอดปี และมี GRM (Gasoline & Diesel Margin) เพิ่มขึ้นจาก 6.3 เป็น 6.7 ต่อลิตร สะท้อนความแม่นยำในการจัดการราคาและปริมาณผลิตภัณฑ์
“แม้จะเจอ Inventory Loss 7,000 ล้านบาท แต่ EBITDA ก็ยังพุ่งทะลุ 41,250 ล้านบาท แสดงว่า Core Business ยังมีพลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง”
จุดเปลี่ยนสำคัญของปีนี้คือการประกาศเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของเชฟบรอนฮ่องกง (Chevron Hong Kong) ซึ่งถือเป็น milestone เหล็กในการขยายธุรกิจไปสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์และการค้าปลีก พร้อมทั้งยังช่วยเสริมพลังให้ธุรกิจเทรดดิ้งและโลจิสติกส์เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในเรื่องของ Marine Fuel และ Fleet Services ที่คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 25% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน การปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นศรีราชาผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น VLCC, Cruise Discharging Facility และ Catalyst on the Fly ก็ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการทรัพยากร ลดต้นทุน และเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
“Cruise Discharging Facility จะช่วยให้ศรีราชาสามารถจ่ายน้ำมันดิบให้พระขนงได้โดยตรง ลดต้นทุนการขนส่ง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต”
ในแง่ของโครงสร้างรายได้ EBITDA รวมของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 35,753 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า เป็น 41,250 ล้านบาท หรือเติบโต nearly 15.4% โดยแบ่งเป็นสัดส่วนสำคัญจากธุรกิจพลังงานสะอาด (Clean Power Business) ที่เพิ่มขึ้นถึง 5,000 ล้านบาท และมีรายได้รับรู้จาก COD พลังงานลมที่ลาวจำนวน 445 ล้านบาท รวมถึง Share Profit จากโรงไฟฟ้าอเมริกา อีกทั้งยังมีการสร้าง Savings จาก Synergy ภายในกลุ่มได้ถึง 7,300 ล้านบาท ซึ่งเกินเป้าหมายจากปีก่อนหน้าที่ประเมินไว้เพียง 6,000 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จในการปรับโครงสร้างและประสานงานระหว่างธุรกิจ
“การซื้อเชฟบรอนฮ่องกงไม่ใช่แค่การขยายตลาด แต่คือการสร้างระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่งและมีมูลค่าเพิ่มจาก Physical Demand ในระดับ 20–25 KBD”
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น การลดลงของ Volume จาก Natural Decline และนโยบายรัฐบาลที่ประกาศลดระดับ B7 เป็น B5 ส่งผลให้ธุรกิจไบโอดีเซลต้องเผชิญกับความต้องการลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ EBITDA ในไตรมาสที่ 4 ของธุรกิจ Natural Resources (OGE) ลดลงถึง 55% นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่ชะลอตัวในช่วงปลายปี ก็ยังส่งผลให้เกิด Impairment และกระทบต่อกำไรจาก OGE โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 4
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- การลงทุนเชฟบรอนฮ่องกงจะสร้าง Synergy ในด้าน Retail และ Wholesale เท่าไร?
Contribute EBITDA จาก Retail อยู่ที่ประมาณ 70% และ Wholesale (CNIC) อยู่ที่ประมาณ 26% - มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ไทยส่งออกไปฮ่องกงไหม?
มีโอกาสในการ arbitrage โดยเฉพาะเมื่อเกิด Excess Supply ในประเทศ เช่น เมื่อราคาขายในเมืองไทยลดลงแต่ในฮ่องกงยังคงมี margin สูง - การประกาศซื้อหุ้นคืนจะเริ่มเมื่อใด?
จะเริ่มหลังจากประกาศปันผลให้เสร็จสมบูรณ์ และหลีกเลี่ยงช่วง blackout period เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินงานของเชฟบรอนฮ่องกง - การลงทุนในเชฟบรอนฮ่องกงมีผลต่อโครงสร้างรายได้โดยรวมอย่างไร?
เป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตของธุรกิจเทรดดิ้งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในเรื่องของ Marine Fuel และ Fleet Services ที่คาดว่าจะเติบโตมากกว่า 25% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า - มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นศรีราชาอีกไหม?
มีแผนดำเนินการต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Catalyst on the Fly ที่จะช่วยให้โรงกลั่นสามารถใช้ Catalyst ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องหยุดงาน และ Cruise Discharging Facility จะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง
ในระยะสั้น BCP มุ่งรักษา EBITDA ไว้ที่ระดับ 41,000–42,000 ล้านบาท โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์พรีเมียม เช่น น้ำมันมะเร็งสูตร FURIO และน้ำมันดีเซลสูตรเฮอร์คิวโร่ ในช่องทาง Retail และ Marine ส่วนระยะยาวตั้งเป้าเสริมสร้างฐานรากธุรกิจพลังงานยั่งยืนผ่านโครงการพลังงานลมและโซลาร์ พร้อมขยายศักยภาพโลจิสติกส์และเทรดดิ้งผ่านการลงทุนในฮ่องกงและตลาดเอเชีย โดยต้องจับตาความผันผวนของราคาน้ำมันโลก นโยบายรัฐบาล และการแข่งขันจากแบรนด์ต่างชาติในตลาดฮ่องกง