https://aio.panphol.com/assets/images/community/16323_EBF151.png

PRIME ปี 2568: ขาดทุนเพิ่มเป็น 223 ล้าน แต่พอร์ตพลังงานแสงอาทิตย์พุ่งสู่ 224 เมกะวัตต์ จุดเปลี่ยนธุรกิจจาก “ผู้พัฒนา” สู่ “ผู้ให้บริการครบวงจร”

P/E -100.00 YIELD 0.00 ราคา 0.05 (0.00%)

PRIME ปี 2568: ขาดทุนเพิ่มเป็น 223 ล้าน แต่พอร์ตพลังงานแสงอาทิตย์พุ่งสู่ 224 เมกะวัตต์ จุดเปลี่ยนธุรกิจจาก “ผู้พัฒนา” สู่ “ผู้ให้บริการครบวงจร”

ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 บริษัท ไพร์มโรดเพาเวอร์จำกัด (PRIME) รายงานผลประกอบการที่สะท้อนความท้าทายทางการเงินอย่างชัดเจน โดยมีรายได้รวมลดลงจาก 1,420 ล้านบาทในปีก่อนหน้า เหลือเพียง 820 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก -123 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น -223 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 81.3% ของการขาดทุนสุทธิ ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากกลยุทธ์การปรับโครงสร้างธุรกิจและการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อย ที่ส่งผลให้รายได้รวมหดตัวอย่างรุนแรง

“การลดรายได้ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการเลือกทางที่ถูกต้องเพื่อเปลี่ยนโมเดลธุรกิจให้ยั่งยืนในระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความท้าทายด้านรายได้ บริษัทกลับสร้างจุดแข็งใหม่ในเชิงโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน โดยมีโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์รวมทั้งสิ้น 224 เมกะวัตต์ ครอบคลุม 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย ไต้หวัน และกัมพูชา ซึ่งเท่ากับขนาดกำลังการผลิตที่บริษัทถือครอง (Equity Capacity) ทั้งหมด 224 เมกะวัตต์ แสดงถึงการลงทุนอย่างจริงจังในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ระยะยาว และสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนครบวงจร

“เราไม่ได้แข่งขันด้วยขนาดโครงการ แต่แข่งด้วยระบบนิเวศพลังงานที่เชื่อมโยงทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ และเทคโนโลยี”

ในแง่การบริหารจัดการต้นทุน PRIME รายงานความสำเร็จสำคัญ โดยสามารถลดต้นทุนได้ถึง 50% และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลง 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้จะไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับ Core Profit หรือ EBIT แต่การควบคุมต้นทุนในระดับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาทำกำไรในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เผชิญวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันสูง และภาครัฐเร่งผลักดันพลังงานสะอาด

“นโยบายลดภาษี 200,000 บาท สำหรับครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ คือจุดเปลี่ยนที่เราเฝ้ารอมาหลายปี”

ในมิติของกลยุทธ์ บริษัทได้ปรับโมเดลธุรกิจจาก “ผู้พัฒนาโครงการพลังงาน” มาเป็น “ผู้ให้บริการครบวงจร (End-to-End Service)” โดยเฉพาะการพัฒนาโมเดล Solar Roof เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าครัวเรือน ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในบริบทที่รัฐบาลไทยให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีสูงถึง 200,000 บาทต่อครัวเรือนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้ PRIME มีโอกาสขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น

เจาะประเด็นร้อน (Q&A)

  • ทำไมรายได้ถึงลดลงเหลือ 820 ล้านบาท ในขณะที่กำลังการผลิตเพิ่มเป็น 224 เมกะวัตต์?
    เนื่องจากบริษัทมีการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยบางส่วน ส่งผลให้รายได้รวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีการขยายพอร์ตพลังงาน แต่รายได้จากธุรกิจหลักยังไม่ทันเติบโตเท่ากับการขายสินทรัพย์
  • ขาดทุนเพิ่มเป็น 223 ล้านบาท หมายความว่าอย่างไรต่อการลงทุนในอนาคต?
    การขาดทุนเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานและโมเดลธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวที่เน้นการสร้าง ecosystem พลังงาน ไม่ใช่แค่ผลิตไฟฟ้า
  • ทำไมถึงตั้งเป้าหมายขยายไปยังอินโดนีเซีย?
    อินโดนีเซียมีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์สูง และมีนโยบายสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน พร้อมโครงสร้างภาษีและเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เป็นตลาดใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูง
  • บริษัทมีหนี้สินหรือไม่? และข้อกำหนดชำระหุ้นกู้มีผลต่อการดำเนินงานอย่างไร?
    แม้ไม่มีข้อมูลหนี้ชัดเจน แต่ผู้บริหารระบุว่ายังไม่ได้รับการผ่อนผันข้อกำหนดชำระหุ้นกู้เต็มจำนวน สะท้อนถึงความต้องระวังด้านสภาพคล่อง และความเสี่ยงจากการจัดการกระแสเงินสดในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับมา

ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า PRIME อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “บริษัทพัฒนาโครงการ” สู่ “ผู้สร้างระบบนิเวศพลังงานสะอาด” โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุความยั่งยืน (Net Zero) และขยายธุรกิจไปยังประเทศใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ในปี 2568 จะขาดทุนเพิ่มขึ้นถึง 223 ล้านบาท แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมกับโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นครัวเรือนและบริการครบวงจร คือ “จุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง” ที่อาจพลิกโฉมภาพรวมของบริษัทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

โพสต์ล่าสุด
บทความ
2 วันที่แล้ว 08:02 น.
BCH กำไร Q1/69 ลดลง! ASPS หั่นเป้าเหลือ 11 บาท