บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
PORT ปี 68 ขาดทุนสุทธิ 6.6 ล้าน แต่ Core Profit พุ่ง 61 ล้าน! กลยุทธ์บริหารต้นทุนยังเด่นแม้เศรษฐกิจโลกชะลอ
P/E 89.29 YIELD 0.00 ราคา 0.51 (0.00%)
PORT ปี 68 ขาดทุนสุทธิ 6.6 ล้าน แต่ Core Profit พุ่ง 61 ล้าน! กลยุทธ์บริหารต้นทุนยังเด่นแม้เศรษฐกิจโลกชะลอ
บริษัท สหไทยเทอร์มินอล จำกัด (มหาชน) หรือ PORT ปิดงบการเงินปี 2568 ด้วยภาพรวมที่เต็มไปด้วยความท้าทาย แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อยจาก 1,475 ล้านบาท เหลือเพียง 1,466 ล้านบาท หรือคิดเป็นการหดตัว 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ได้ที่ระดับแข็งแกร่งถึง 19.4% แม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและค่าเงินบาทแข็งค่า สะท้อนศักยภาพในการบริหารต้นทุนที่เหนือชั้นอย่างต่อเนื่อง
"แม้รายได้หดตัว แต่ Core Profit พุ่งขึ้นมาถึง 61 ล้านบาท — นี่คือเครื่องหมายของธุรกิจที่ไม่ได้พึ่งพาสภาพแวดล้อม แต่สร้างประสิทธิภาพเองได้"
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการสุทธิกลับพลิกเป็นขาดทุน 6.6 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากปัจจัยพิเศษหลายประการ โดยเฉพาะการขาดทุนจากบริษัทร่วม (Bangkok Logistics Part BHLP) และรายการวันทูม (One-time Items) เช่น ค่าเผื่อผลขาดทุนจากสินทรัพย์ ซึ่งทำให้กำไรสุทธิหดตัวจาก 13 ล้านบาทในปีก่อน เหลือขาดทุน 6.6 ล้านบาทในปีนี้ อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงานจริง (Core Profit) ยังคงเป็นบวกได้ถึง 61 ล้านบาท สะท้อนว่าธุรกิจหลักยังมีเสถียรภาพ และไม่ได้ถูกบดบังจากปัจจัยภายนอก
"Core Profit 61 ล้านบาท คือสัญญาณชัดเจนว่า PORT ยังมี 'เครื่องยนต์' ที่ทำงานได้แม้ในยามที่ตลาดดูหม่นหมอง"
ในแง่ปริมาณธุรกิจ บริษัทจัดการตู้คอนเทนเนอร์ (TEU) ได้ทั้งหมด 225,428 หน่วยในปี 2568 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสำคัญในการวัดศักยภาพของท่าเรือ โดยเฉพาะในช่วงที่ปริมาณตู้ที่ท่าเรือกรุงเทพฯ เริ่มลดลง บริษัทได้ปรับตัวด้วยการรักษาศักยภาพการทำกำไร และเตรียมพร้อมรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะผ่านการลงทุนใน Vertical Bonded Container Yard และคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญรองรับการเติบโตในระยะยาว
"225,428 TEU คือตัวเลขที่ไม่ได้มาง่าย — มันคือผลลัพธ์ของกลยุทธ์ที่เน้นประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ปริมาณ"
บริษัทมีเป้าหมายชัดเจนสำหรับปี 2569 โดยตั้งเป้ารักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นให้คงอยู่ แม้จะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดท่าเรือ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อต้นทุนน้ำมัน โดยเฉพาะค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจถูกถ่ายทอดไปยังราคาที่เรียกเก็บจากลูกค้า และกระทบต่อความต้องการในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนอัปเดตข้อมูลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
เจาะประเด็นร้อน (Q&A)
- Q: ทำไม Core Profit ถึงเป็นบวกแม้กำไรสุทธิจะขาดทุน?
A: เพราะ Core Profit สะท้อนผลการดำเนินงานหลักของธุรกิจ ไม่รวมรายการพิเศษ เช่น ขาดทุนจากบริษัทร่วม (BHLP) และค่าเผื่อสินทรัพย์ ซึ่งทำให้กำไรสุทธิหดตัวลงอย่างชัดเจน - Q: ปริมาณ TEU 225,428 หน่วยในปี 68 ถือว่าดีหรือไม่?
A: ถือว่าแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภาวะท่าเรือกรุงเทพฯ ที่ปริมาณตู้ลดลง แสดงว่าบริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าหลักในเอเชียได้ดี และมีประสิทธิภาพในการจัดการธุรกิจ - Q: ปัจจัยบวก-ลบสำหรับปี 2569 คืออะไร?
A: ปัจจัยบวกคือความมั่นคงของรัฐบาล และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเติบโตในอนาคต ส่วนปัจจัยลบคือเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ - Q: บริษัทมีแผนอะไรรองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด?
A: มีการอัปเดตข้อมูลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์ เช่น การใช้ Vertical Bonded Container Yard เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บสินค้า และคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เพื่อรองรับระบบดิจิทัล
PORT ปี 2568 อาจไม่ใช่ปีทอง แต่เป็นปีแห่งการยืนหยัดอย่างมั่นคง ด้วย Core Profit 61 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นที่รักษาไว้ได้ถึง 19.4% แม้รายได้รวมจะลดลงเหลือ 1,466 ล้านบาท จาก 1,475 ล้านบาทในปีก่อน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ บริษัทไม่ได้พึ่งพาโชค แต่สร้างประสิทธิภาพจากภายใน และวางรากฐานไว้เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต