บทความ ข่าวสาร กิจกรรม
SALEE กำไรพุ่ง 286% ยอดขายชิ้นส่วนพลาสติกหนุน Q2/68 สดใส
P/E 32.69 YIELD 3.43 ราคา 0.35 (0.00%)
ไฮไลท์สำคัญ:
SALEE โชว์ผลงานไตรมาส 2 ปี 2568 สุดปัง! กำไรสุทธิโตถึง 286% จากการเติบโตของยอดขายธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติก พร้อมขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
รายได้และกำไร:
SALEE และบริษัทย่อย ทำรายได้รวม 345 ล้านบาท ในไตรมาส 2 ปี 2568 เพิ่มขึ้น 7% จาก 323 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิรวม 8.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 286% จาก 2.11 ล้านบาทในปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของยอดขายในธุรกิจรับจ้างผลิตชิ้นส่วนพลาสติก เนื่องจากการขยายฐานลูกค้า
กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 13 ล้านบาท จากปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของยอดขายและการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตราส่วนต้นทุนขายต่อยอดขายลดลงจาก 79% เป็น 77% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 9% เป็น 71 ล้านบาท แต่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายยังคงที่ 21%
ต้นทุนทางการเงินลดลง จาก 0.94 ล้านบาท เป็น 0.21 ล้านบาท เนื่องจากการลดลงของเงินกู้ยืมระยะยาวจากธนาคารและหนี้สินประเภทลีสซิ่ง จากการทยอยคืนเงินกู้ กลุ่มบริษัทมีภาระภาษีเงินได้นิติบุคคล 1.80 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนมีผลประโยชน์ทางภาษี 0.38 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผลกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน
สินทรัพย์และหนี้สิน:
สินทรัพย์รวมของกลุ่มบริษัท ณ 30 มิถุนายน 2568 มีจำนวน 1,744 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จาก 1,710 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2567 เงินสดและเงินฝากประจำธนาคารเพิ่มขึ้น 47 ล้านบาท เป็น 357 ล้านบาท ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นสุทธิอยู่ที่ 355 ล้านบาท สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 6 ล้านบาท เป็น 146 ล้านบาท ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนลดลงเล็กน้อยเป็น 674 ล้านบาท
หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 29 ล้านบาท เป็น 228 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 0.13 เท่า เป็น 0.15 เท่า เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นจากยอดขายที่สูงขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 1,516 ล้านบาท
สภาพคล่องและความเพียงพอของเงินทุน:
อัตราส่วนสภาพคล่องสำหรับสินทรัพย์หมุนเวียนต่อหนี้สินหมุนเวียน ลดลงจาก 5.91 เท่า เป็น 5.24 เท่า เนื่องจากเจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นที่เพิ่มขึ้น กลุ่มบริษัทมีสภาพคล่องของกระแสเงินสด 96 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับ ณ สิ้นปี 2567 กระแสเงินสดที่มาจากค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องจ่ายเป็นเงินสด (เช่น ค่าเสื่อมราคา) และกำไรจากการดำเนินงาน ทำให้กลุ่มบริษัทมีเงินทุนเพียงพอ ที่จะรองรับความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนที่ดีจากธนาคารสำหรับการกู้ยืมเงิน