BCP ปรับทัพสู่ Integrated Energy Platform ลุ้นปันผลครึ่งปีแรกสูงถึง 5.5%
ภาพรวมกลยุทธ์และการเติบโต
บล.เอเซียพลัส (ASPS) วิเคราะห์ทิศทางธุรกิจของ BCP โดยระบุว่าบริษัทกำลังเดินหน้าปรับโครงสร้างครั้งใหญ่จากธุรกิจโรงกลั่น (Refinery) ไปสู่การเป็น "Integrated Energy Platform" อย่างเต็มตัว เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาวผ่านการเชื่อมโยงห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งธุรกิจสำรวจและผลิต (E&P), การคลังและการขนส่ง, พลังงานสะอาด และธุรกิจใหม่ๆ โดยมีเป้าหมายรายได้มุ่งสู่ 1 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างเครื่องยนต์ใหม่จากธุรกิจเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในเดือน พ.ค. 2569 และการรับรู้กำไรจาก Bangchak Hong Kong (BHK) ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป
วิเคราะห์ผลประกอบการและราคาเป้าหมาย
ในส่วนของผลประกอบการ ASPS ประเมินว่า BCP จะมีกำไรสุทธิในปี 2569 อยู่ที่ 22,798 ล้านบาท และปี 2570 ที่ 13,855 ล้านบาท โดยโบรกเกอร์ได้ปรับไปใช้มูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2570 ที่ 58.00 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ ในระยะสั้นช่วงครึ่งหลังของปี 2569 (2H69) บริษัทมีแนวโน้มรักษาโมเมนตัมกำไรได้ต่อเนื่องจากฐานที่แข็งแกร่งในครึ่งปีแรก โดยคาดการณ์การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 1H69 ไว้ที่ประมาณ 2.5 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield สูงถึง 5.5% ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่รอจังหวะเข้าสะสม
ข้อสังเกตด้านความเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องติดตาม
แม้แนวโน้มระยะกลางถึงยาวจะเป็นบวก แต่ ASPS ได้ให้ข้อสังเกตถึงความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังใน 2H69 ได้แก่ แนวโน้มราคาน้ำมันดิบและค่าการกลั่น (GRM) ที่มีโอกาสอ่อนตัวลง จากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และการกลับมาของ Supply ผ่านเส้นทาง Strait of Hormuz นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงานและผลกระทบต่อชุมชน ซึ่งเป็นประเด็นที่บริษัทต้องให้ความสำคัญ รวมถึงความผันผวนจากกำไร/ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน และความเสี่ยงจากการลงทุนในต่างประเทศ (Country Risk)
สรุปคำแนะนำการลงทุน
โดยรวมแล้ว BCP กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเพื่อสร้างความยั่งยืนผ่านการกระจายรายได้ (Diversified Earnings) จากเดิมที่พึ่งพาเพียงราคาน้ำมันและค่าการกลั่น ไปสู่ธุรกิจที่มีความมั่นคงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานตามแผนงานใหม่ๆ อย่างใกล้ชิด สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้น แนะนำให้รอจังหวะเข้าซื้อเพื่อรับเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมอนุมัติในเร็วๆ นี้ โดยราคาหุ้นมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways Up ที่แนวรับ 44.00-47.00 บาท และแนวต้าน 53.50-54.00 บาท