BEM เตรียมขยายเพดานหนี้รองรับเมกะโปรเจกต์ หนุนการเติบโตระยะยาว
ไฮไลท์สำคัญ
บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เตรียมจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้วันที่ 15 ก.ย. นี้ เพื่อขออนุมัติปรับเพิ่มเพดานอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (Net IBD/E) จากเดิม 2.5 เท่า เป็น 3.0 เท่า พร้อมปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (Coupon) อีก 0.10% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและรองรับแผนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
รายละเอียดการลงทุนและมุมมองโบรกเกอร์
สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส (ASPS) ระบุว่า การปรับเพิ่มเพดาน Net IBD/E จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการกู้ยืมเงินได้อีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับโครงการลงทุนสำคัญ อาทิ งานระบบรถไฟฟ้าสายสีส้ม (3.4 หมื่นล้านบาท), การจัดหาขบวนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มเติม (7.2 พันล้านบาท) และโครงการ Double Deck (3.5 หมื่นล้านบาท) รวมถึงโอกาสในการประมูลโครงการ PPP ใหม่ๆ เช่น มอเตอร์เวย์ M9 โดยฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วย ราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 8.20 บาท (วิธี DCF) โดยมองว่าเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ข้อจำกัดด้าน Leverage เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต
ข้อสังเกตด้านสถานะทางการเงิน
แม้ปัจจุบัน BEM จะมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นโดย Net IBD/E ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 2.29 เท่า แต่ฝ่ายวิจัยมองว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งจากธุรกิจหลักที่สร้าง EBITDA ได้มากกว่า 9 พันล้านบาทต่อปี และมี Credit Rating ระดับ A รองรับ นอกจากนี้ ในปี 2572 บริษัทจะสิ้นสุดภาระจ่ายค่าตอบแทนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินให้ รฟม. ซึ่งจะช่วย ปลดล็อกกระแสเงินสดได้ราว 5-6 พันล้านบาทต่อปี ประกอบกับการเลื่อนภาระค่าก่อสร้างโครงการ Double Deck ไปชำระในช่วงปี 2573-2574 ทำให้โครงสร้างเงินทุนมีความสอดคล้องกับกระแสเงินสดมากขึ้น
สรุปภาพรวมการเติบโต
ฝ่ายวิจัยประเมินว่ากำไรของ BEM มีปัจจัยหนุนจากการลดต้นทุน การปรับขึ้นค่าผ่านทาง และการขยายเครือข่ายรถไฟฟ้า โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ 3,883 ล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องสู่ 4,040 ล้านบาทในปี 2570 และ 4,355 ล้านบาทในปี 2571 ทั้งนี้ Upside ระยะยาวจะมาจากโครงการลงทุนภาครัฐและการเปิดเดินรถสายสีส้ม ซึ่งจะเป็นตัวเร่งการเติบโตของกำไรอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป