เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SGF ขาดทุนสุทธิลดลง 82.7% ใน Q2/2569 รับบริหารต้นทุน-สำรองได้ดี
ข่าวสาร

SGF ขาดทุนสุทธิลดลง 82.7% ใน Q2/2569 รับบริหารต้นทุน-สำรองได้ดี

SGF P/E -100.00 YIELD 0.00
เดือนที่แล้ว 19:49 น. 0 ความเห็น

รายได้หดแต่คุมค่าใช้จ่ายอยู่ ฝ่ายบริหารเน้นรัดเข็มขัด-ลดภาระหนี้

บริษัท เอสจีเอฟ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGF รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีผลขาดทุนสุทธิ 17.5 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 78.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 65.2 ล้านบาท แม้รายได้รวมจะปรับลดลง แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างชัดเจน

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลขาดทุนสุทธิของ SGF ลดลงอย่างมากในไตรมาส 2 ปี 2569 มาจากการ บริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินที่ลดลงถึง 76.7% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) ลดลง 35.3% ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลง 8.5% แม้ว่ารายได้รวมจะลดลง 24.5% ก็ตาม

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การลดลงของต้นทุนทางการเงินเกิดจากการที่บริษัทฯ ชำระคืนหนี้เงินกู้และหุ้นกู้ได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยลดลงอย่างมาก สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง มาจากการตั้งค่าเผื่อฯ ที่ลดลง โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อ SME รวมถึงการมีรายการขาดทุนจากการขายรถยึดลดลง และการตัดหนี้สูญที่น้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงดำเนินนโยบายการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหม่อย่างรอบคอบ ทำให้พอร์ตสินเชื่อโดยรวมลดลง ซึ่งสอดคล้องกับรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลง แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิตในระยะยาว

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่บริษัทฯ มีแผนบริหารสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ดังเห็นได้จากการชำระคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในเดือนกรกฎาคม 2569 จำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินในไตรมาสถัดไปได้อีก นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ ยังคงรักษามาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อใหม่อย่างต่อเนื่อง และการติดตามบริหารจัดการลูกหนี้เดิมอย่างใกล้ชิด จะช่วยควบคุมคุณภาพพอร์ตสินเชื่อและผลขาดทุนด้านเครดิตให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และความผันผวนของราคาพลังงาน อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และคุณภาพลูกหนี้ได้ในอนาคต

Highlight สำคัญ

  • ขาดทุนสุทธิลดลง 78.9% ใน Q2/2569 อยู่ที่ 17.5 ล้านบาท จาก 65.2 ล้านบาทในปีก่อน
  • รายได้รวมลดลง 24.5% อยู่ที่ 70.4 ล้านบาท โดยหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสินเชื่อเช่าซื้อฯ ที่ลดลง 27.0%
  • ต้นทุนทางการเงินลดลง 76.7% เหลือ 2.7 ล้านบาท จากการชำระคืนหนี้เงินกู้และหุ้นกู้
  • ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 35.3% อยู่ที่ 39.0 ล้านบาท
  • ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 8.5% อยู่ที่ 45.2 ล้านบาท จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและจำนวนพนักงาน
  • หนี้สินรวมลดลง 58.0% จากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 176.4 ล้านบาท ส่งผลให้ D/E Ratio อยู่ที่ 0.13 เท่า

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2569 SGF มีรายได้รวม 70.4 ล้านบาท ลดลง 24.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยรายได้ดอกเบี้ยจากสินเชื่อเช่าซื้อ สัญญาเช่าทรัพย์แบบลีสซิ่ง และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ลดลง 27.0% เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อที่ลดลงจากการเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อใหม่ แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมและบริการจะเพิ่มขึ้น 9.6% แต่ไม่สามารถชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงได้

ในด้านค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 8.5% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายและจำนวนพนักงานที่ลดลง ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 35.3% และต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 76.7% จากการชำระคืนหนี้สิน ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 17.5 ล้านบาท ลดลง 78.9% YoY

สำหรับงวดหกเดือนแรกปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 145.9 ล้านบาท ลดลง 23.6% YoY โดยมีผลขาดทุนสุทธิ 18.1 ล้านบาท ลดลง 86.5% YoY จาก 104.6 ล้านบาทในปีก่อน

โอกาส

  • การบริหารต้นทุนทางการเงิน: การชำระคืนหนี้สินอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการชำระคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในเดือนกรกฎาคม 2569 จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินในอนาคต
  • การควบคุมค่าใช้จ่าย: มาตรการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการบริหารจำนวนพนักงานที่ลดลง ช่วยประคองผลประกอบการในภาวะรายได้ชะลอตัว
  • การปรับโครงสร้างหนี้: การลดลงของหนี้สินรวมและอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้น ลดความเสี่ยงทางการเงิน

ความเสี่ยง

  • ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว: เศรษฐกิจไทยที่ยังคงขยายตัวในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
  • คุณภาพพอร์ตสินเชื่อ: แม้พอร์ตสินเชื่อรวมลดลง แต่สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นเป็น 13.29% เนื่องจากยอดสินเชื่อรวมลดลง ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
  • ความผันผวนของราคาพลังงาน: สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการบางส่วนปรับตัวสูงขึ้น อาจกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ: การบริหารจัดการ NPL ที่ 13.29% และการตั้งสำรอง ECL ในอนาคต
  • การบริหารต้นทุนทางการเงิน: ผลจากการชำระคืนหุ้นกู้เพิ่มเติม และการบริหารจัดการหนี้สินที่เหลืออยู่
  • การเติบโตของรายได้: กลยุทธ์ในการสร้างรายได้ในภาวะที่ยังคงเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อใหม่
  • การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจมหภาค: ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไทยและความผันผวนของราคาพลังงานต่อธุรกิจ

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)

  • NIM/NII: รายได้ดอกเบี้ยรวมลดลง 25.2% เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อที่ลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อฯ ที่ลดลง 27.0% รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม (SME Loan) ลดลง 8.7% จากการตั้งค่าเผื่อฯ เพิ่มขึ้น
  • NPL: สัดส่วน NPL เพิ่มขึ้นเป็น 13.29% จาก 13.3% ของลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อฯ สุทธิ แม้ว่ายอดลูกหนี้ที่ค้างชำระเกิน 3 เดือนจะลดลงเล็กน้อย แต่เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อรวมลดลง ทำให้สัดส่วน NPL ปรับสูงขึ้น
  • Coverage Ratio: บริษัทฯ มีการบันทึกค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นรวม Management overlay แล้วเป็นจำนวน 119.6 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11.0% ของลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อฯ รวม ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
  • Credit Cost: ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 35.3% เนื่องจากรายการขาดทุนจากการขายรถยึดลดลง และการตัดหนี้สูญที่น้อยลง
  • Non-NII: รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเพิ่มขึ้น 9.6% จาก 3.1 ล้านบาท เป็น 3.4 ล้านบาท จากรายได้ค่าบริการอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น
  • CAR/Basel: ไม่ได้ระบุในเอกสาร
  • รายการพิเศษ/สำรอง: การลดลงของผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดผลขาดทุนสุทธิ

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,570.9 ล้านบาท ลดลงจาก 1,740.6 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่า 234.5 ล้านบาท ลดลงจากการชำระหนี้หุ้นกู้และปล่อยสินเชื่อ ลูกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อฯ ลดลง 9.1% อยู่ที่ 965.3 ล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้ SME Loan เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

หนี้สินรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 58.0% จากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 176.4 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้และหุ้นกู้ ทำให้ D/E Ratio อยู่ที่ 0.13 เท่า สะท้อนถึงภาระหนี้ที่ลดลงและโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคงขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1,394.5 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากขาดทุนสุทธิ

กระแสเงินสดจากการดำเนินงานไม่ได้ระบุรายละเอียด แต่การชำระคืนหนี้สินจำนวนมากบ่งชี้ถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องที่ดี

สรุปท้าย

SGF ในไตรมาส 2 ปี 2569 แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลดต้นทุนทางการเงินและการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ผลขาดทุนสุทธิลดลงอย่างมาก แม้ว่ารายได้รวมจะยังคงเผชิญแรงกดดันจากการลดลงของพอร์ตสินเชื่อตามนโยบายที่เข้มงวดขึ้น อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการหนี้สินที่แข็งแกร่งขึ้นและแนวโน้มการลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่องเป็นสัญญาณบวก แต่ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและคุณภาพพอร์ตสินเชื่อยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

ยังไม่มีความคิดเห็น