AH กำไร Q2/2569 พุ่ง 80.8% รับแรงหนุนธุรกิจตัวแทนจำหน่าย-ส่วนแบ่ง บจก.ร่วม
รายได้รวมโต 1.7% กำไรสุทธิพุ่งแรง 80.8% จากการดำเนินงานที่ดีขึ้นและส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้น
บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 195.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 80.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้รวมจะเติบโตเพียง 1.7% โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่เติบโตโดดเด่น และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่สูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ AH ในไตรมาส 2/2569 ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 80.8% (YoY) มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรสุทธิ (ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) เพิ่มขึ้นถึง 78.0% จาก 113.3 ล้านบาท เป็น 201.7 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์: รายได้ในส่วนนี้เติบโตถึง 16.8% โดยมีแรงหนุนหลักจากการดำเนินงานในประเทศมาเลเซียที่ยอดขายรถยนต์ Proton เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความสำเร็จของรถยนต์ไฟฟ้า Proton e.MAS และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ขณะที่ในประเทศไทย ยอดขายรถยนต์ MG ก็เติบโตได้ดีจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด (HEV) ที่สูงขึ้น
- ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม/ร่วมค้า: ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นถึง 57.6% จาก 64.6 ล้านบาท เป็น 101.8 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายจัดการระบุว่ามาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นจากบริษัทร่วมค้า
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนอื่นๆ ที่ช่วยเสริมผลประกอบการ ได้แก่:
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ดีขึ้น: GPM ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 7.4% เป็น 8.5% โดยมีสาเหตุหลักจากการปรับตัวดีขึ้นของ GPM จากการดำเนินงานในประเทศโปรตุเกส ซึ่งกลับมาดำเนินการผลิตได้เต็มที่หลังเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในปีก่อน
- ต้นทุนทางการเงินลดลง: ต้นทุนทางการเงินสุทธิลดลง 16.8% จาก 81.9 ล้านบาท เป็น 68.1 ล้านบาท เนื่องจากรายได้ทางการเงินส่วนใหญ่มาจากดอกเบี้ยรับจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน Sakthi Auto Component Limited (SACL) ในปีก่อน
- ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง: ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลงถึง 38.0% ซึ่งส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มีรายได้ลดลง 4.7% โดยมีสาเหตุหลักจากยอดขายที่ลดลงในประเทศไทยและจีน จากราคาวัตถุดิบเหล็กที่ลดลงทำให้ราคาขายเฉลี่ยลดลง และปริมาณการผลิตที่ลดลงตามยอดผลิตรถยนต์ในไทยที่ลดลง
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ เนื่องจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในมาเลเซียยังคงขยายตัวอย่างรวดเร็ว และ Proton เป็นผู้นำในตลาดนี้ รวมถึงการเติบโตของยอดขาย MG ในไทยที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ EV/HEV ที่สูงขึ้น
ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม/ร่วมค้าที่เพิ่มขึ้นนั้น หากบริษัทร่วมค้ายังคงมีผลประกอบการที่ดี ก็มีโอกาสที่จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในระดับสูงต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายจัดการคาดว่าสภาวะตลาดโดยรวมยังคงมีความท้าทาย โดยเฉพาะอุปสงค์ในตลาดส่งออกที่อ่อนตัว แรงกดดันต่อยอดขายรถกระบะ และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่ง AH จะยังคงมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่ง 80.8% YoY แตะ 195.4 ล้านบาท จาก 108.1 ล้านบาท
- รายได้รวม Q2/2569 เติบโต 1.7% YoY อยู่ที่ 6,744.7 ล้านบาท
- ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เติบโตโดดเด่น 16.8% YoY โดยเฉพาะในมาเลเซีย (Proton) และไทย (MG)
- ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม/ร่วมค้าเพิ่มขึ้น 57.6% YoY เป็น 101.8 ล้านบาท
- อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้น จาก 7.4% เป็น 8.5%
- ต้นทุนทางการเงินสุทธิลดลง 16.8% YoY
- กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2569 เพิ่มขึ้น 23.0% YoY อยู่ที่ 509.7 ล้านบาท
ภาพรวมผลประกอบการ
ไตรมาส 2/2569: บริษัทฯ มีรายได้รวม 6,744.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 1.7% ขณะที่ต้นทุนขายและบริการเพิ่มขึ้น 0.5% ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 17.4% เป็น 564.9 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 7.4% เป็น 8.5% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 10.3% กำไรจากการดำเนินงานก่อนส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้า เพิ่มขึ้น 25.9% เป็น 197.4 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้า เพิ่มขึ้น 57.6% เป็น 101.8 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้น 35.1% เป็น 299.2 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินลดลง 16.8% และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 38.0% ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 80.8% เป็น 195.4 ล้านบาท (อัตรากำไรสุทธิ 2.9%)
6 เดือนแรกปี 2569: บริษัทฯ มีรายได้รวม 13,158.2 ล้านบาท ลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายและบริการลดลง 2.3% ต้นทุนขายและบริการลดลง 3.1% ทำให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 6.8% เป็น 1,224.3 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นจาก 8.6% เป็น 9.4% ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 8.4% กำไรจากการดำเนินงานก่อนส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้า เพิ่มขึ้น 2.1% เป็น 518.3 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ร่วมค้า เพิ่มขึ้น 45.2% เป็น 182.2 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานรวมเพิ่มขึ้น 10.6% เป็น 700.5 ล้านบาท ต้นทุนทางการเงินลดลง 11.4% และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 37.1% ทำให้กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 23.0% เป็น 509.7 ล้านบาท (อัตรากำไรสุทธิ 3.9%)
โอกาส
- การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และไฮบริด (HEV): ความต้องการรถยนต์กลุ่มนี้ที่สูงขึ้นในมาเลเซียและไทย เป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจตัวแทนจำหน่าย โดยเฉพาะแบรนด์ MG และ Proton
- การขยายตัวของธุรกิจในโปรตุเกสและมาเลเซีย: การเติบโตที่แข็งแกร่งในสองประเทศนี้ ช่วยชดเชยผลกระทบจากตลาดอื่น และสะท้อนถึงประโยชน์ของการกระจายฐานการดำเนินงาน
- การแสวงหาโอกาสในธุรกิจชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า: บริษัทฯ มีแผนที่จะแสวงหาโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูง
- การติดตั้ง Solar Rooftop: การขยายการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาจะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
ความเสี่ยง
- การชะลอตัวของตลาดส่งออก: อุปสงค์ในตลาดส่งออกที่อ่อนตัวลง โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเส้นทางการขนส่ง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน
- แรงกดดันต่อยอดขายรถกระบะ: ตลาดรถกระบะยังคงเผชิญแรงกดดันจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ
- การแข่งขันที่รุนแรงในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า: การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า อาจส่งผลต่อราคาขายและอัตรากำไร
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: แม้ในไตรมาสนี้ราคาเหล็กที่ลดลงส่งผลต่อราคาขายเฉลี่ย แต่ความผันผวนของราคาวัตถุดิบยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา
- ความเสี่ยงเฉพาะประเทศ: แม้การกระจายการดำเนินงานจะช่วยลดผลกระทบ แต่ความเสี่ยงทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือกฎระเบียบในแต่ละประเทศยังคงมีอยู่
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มยอดขายรถยนต์ Proton ในมาเลเซีย: การรักษาโมเมนตัมการเติบโตของแบรนด์นี้จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อธุรกิจตัวแทนจำหน่าย
- การเติบโตของยอดขายรถยนต์ MG ในไทย: การตอบรับของตลาดต่อรถยนต์ EV และ HEV ของ MG จะส่งผลต่อรายได้ในประเทศ
- ผลประกอบการของบริษัทร่วม/ร่วมค้า: การรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้
- ทิศทางอุปสงค์ในตลาดส่งออก: การฟื้นตัวหรือชะลอตัวของตลาดส่งออกจะมีผลต่อธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
- ความคืบหน้าในการแสวงหาโอกาสธุรกิจชิ้นส่วน EV: กลยุทธ์และการลงทุนในกลุ่มนี้จะกำหนดทิศทางการเติบโตในอนาคต
- การบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงาน: ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทาย การควบคุมต้นทุนจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาความสามารถในการทำกำไร
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)
- ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์: รายได้ลดลง 4.7% YoY โดยได้รับผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงในไทยและจีน สาเหตุหลักมาจากราคาวัตถุดิบเหล็กที่ลดลงทำให้ราคาขายเฉลี่ยลดลง และปริมาณการผลิตที่ลดลงตามยอดผลิตรถยนต์ในไทยที่ลดลง รวมถึงการสิ้นสุดคำสั่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของ VinFast อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในโปรตุเกสและมาเลเซียมีการเติบโตที่ดี ช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน
- ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์: รายได้เติบโต 16.8% YoY โดยมีแรงหนุนหลักจากมาเลเซีย (Proton) ที่ยอดขายเติบโตแข็งแกร่งจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่และ EV ในขณะที่ไทย ยอดขาย MG เติบโตได้ดีจากความต้องการ EV/HEV ที่สูงขึ้น
- ราคาวัตถุดิบ: เอกสารระบุว่าราคาวัตถุดิบเหล็กที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รายได้ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ลดลง
- อัตราแลกเปลี่ยน: มีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 6.3 ล้านบาทในไตรมาสนี้ เทียบกับ 5.2 ล้านบาทในปีก่อน ซึ่งเกิดจากรายการทางการค้าที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ
- การกระจายตัวของธุรกิจ: การมีฐานการดำเนินงานที่กระจายตัวในหลายประเทศ เช่น โปรตุเกส มาเลเซีย จีน และไทย ช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงเฉพาะประเทศ
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ สิ้น Q2/2569 อยู่ที่ 24,465.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักจากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงเหลือ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ และอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน
- หนี้สินรวม: อยู่ที่ 12,357.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% จากสิ้นปี 2568 ส่วนใหญ่มาจากการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ยืมระยะสั้น
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: อยู่ที่ 12,107.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.0% จากสิ้นปี 2568 ส่วนใหญ่มาจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นระหว่างงวด
- อัตราส่วนหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/Equity): อยู่ในระดับต่ำที่ 0.5 เท่า ซึ่งสะท้อนถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและมีสภาพคล่องเพียงพอ
สรุปท้าย
AH โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 80.8% จากการขับเคลื่อนของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในมาเลเซียและไทย รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น แม้ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จะเผชิญแรงกดดันจากยอดขายที่ลดลงในบางประเทศ แต่การบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ลดลงได้ช่วยหนุนผลกำไรโดยรวม แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์จะยังคงเผชิญความท้าทายจากตลาดส่งออกและการแข่งขันที่รุนแรง แต่ AH ยังคงมีโอกาสจากการเติบโตของรถยนต์ EV และแผนการขยายธุรกิจในกลุ่มชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว