NCH พลิกขาดทุนลดลง Q2/69 รับอานิสงส์รายได้ขายอสังหาฯ ฟื้น
รายได้ขายอสังหาฯ เติบโต 11% หนุนผลประกอบการไตรมาส 2 ดีขึ้น ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายถูกบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
บริษัท เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ NCH รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีผลขาดทุนสุทธิ 14.26 ล้านบาท ขาดทุนลดลง 12.95 ล้านบาท หรือ 47.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 290.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.83% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ 11.01% ท่ามกลางภาพรวมตลาดที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นจากการตอบรับมาตรการภาครัฐและการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อผู้บริโภคยังคงถูกกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการของ NCH ในไตรมาส 2/2569 มีทิศทางดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 11.01% ซึ่งส่งผลให้ผลขาดทุนสุทธิลดลง 47.59% แม้จะยังคงขาดทุนอยู่ก็ตาม ปัจจัยนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานปกติของบริษัทฯ ไม่ใช่รายการพิเศษ
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/2569 เป็นผลมาจากภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการตอบรับต่อมาตรการภาครัฐและการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ เอง ฝ่ายจัดการระบุว่าตลาดเริ่มฟื้นตัวจากการตอบรับมาตรการภาครัฐและการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้บริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนขายเพิ่มขึ้นตามการรับรู้รายได้ แต่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายลดลง 23.14% จากการบริหารงบประมาณการตลาดและปรับกลยุทธ์การขายให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 8.03% จากการทบทวนและปรับแนวทางการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม แม้ว่าผลประกอบการในไตรมาส 2 จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นและขาดทุนลดลง แต่ฝ่ายจัดการระบุว่ากำลังซื้อผู้บริโภคยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนและหลักเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวด ทำให้ผู้บริโภคใช้เวลาตัดสินใจซื้อนานขึ้น และการโอนกรรมสิทธิ์โดยรวมยังขยายตัวได้จำกัด สำหรับภาพรวมครึ่งปีแรก บริษัทยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ 44.03 ล้านบาท ลดลง 20.00% แต่รายได้รวมลดลง 9.49% โดยมีแรงกดดันหลักจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลง สะท้อนภาพรวมตลาดที่ยังฟื้นตัวจำกัด การฟื้นตัวของตลาดถูกจำกัดจากปัจจัยเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อยอดขาย ดังนั้น แม้ไตรมาส 2 จะดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยผลกระทบช่วงต้นปี และแนวโน้มในอนาคตยังคงต้องจับตาปัจจัยเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิลดลง 47.59% ใน Q2/69: บริษัทฯ มีผลขาดทุนสุทธิ 14.26 ล้านบาท ลดลง 12.95 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ Q2/68
- รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 11.01%: รายได้รวมอยู่ที่ 290.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.01 ล้านบาท จากการตอบรับมาตรการภาครัฐและการเร่งโอนกรรมสิทธิ์
- ต้นทุนและค่าใช้จ่ายถูกบริหารจัดการ: ต้นทุนขายเพิ่มตามรายได้ แต่ต้นทุนจัดจำหน่ายลดลง 23.14% และค่าใช้จ่ายบริหารลดลง 8.03%
- ครึ่งปีแรกขาดทุนสุทธิ 44.03 ล้านบาท: ขาดทุนลดลง 20.00% แต่รายได้รวมลดลง 9.49% เนื่องจากตลาดฟื้นตัวจำกัดและกำลังซื้ออ่อนแอ
- กำลังซื้อผู้บริโภคยังถูกกดดัน: ภาระหนี้ครัวเรือนและเกณฑ์สินเชื่อเข้มงวดส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2/2569 NCH มีผลขาดทุนสุทธิ 14.26 ล้านบาท ลดลง 47.59% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 290.59 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.83% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 11.01% อย่างไรก็ตาม ในงวดครึ่งปีแรก บริษัทฯ ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิ 44.03 ล้านบาท ลดลง 20.00% แต่รายได้จากการดำเนินงานรวม 500.70 ล้านบาท ลดลง 9.49% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 10.04%
โอกาส
- มาตรการภาครัฐ: การตอบรับต่อมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์จากภาครัฐอาจช่วยกระตุ้นตลาดในระยะต่อไป
- การบริหารต้นทุน: การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การลดต้นทุนจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายบริหาร จะช่วยลดแรงกดดันต่อผลประกอบการ
- การเร่งโอนกรรมสิทธิ์: ความสามารถในการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯ เป็นปัจจัยบวกที่ช่วยเพิ่มรายได้ในแต่ละไตรมาส
ความเสี่ยง
- กำลังซื้อผู้บริโภคอ่อนแอ: ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงและเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดจากสถาบันการเงินยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อและการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย
- การฟื้นตัวของตลาดที่จำกัด: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังฟื้นตัวได้จำกัดและไม่กระจายตัวในทุกระดับราคาและทำเล ส่งผลกระทบต่อยอดขาย
- อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ: อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขาย
- ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ: ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังคงส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้ออสังหาริมทรัพย์
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มกำลังซื้อ: การเปลี่ยนแปลงของภาระหนี้ครัวเรือนและนโยบายสินเชื่อของสถาบันการเงิน
- มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์: ความคืบหน้าและผลกระทบของมาตรการภาครัฐต่อตลาด
- อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ: การเปลี่ยนแปลงของอัตราการปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มที่อยู่อาศัยต่างๆ
- การเปิดโครงการใหม่: แผนการเปิดโครงการใหม่และการตอบรับของตลาดต่อโครงการเหล่านั้น
- Backlog: มูลค่า Backlog ที่จะรับรู้รายได้ในอนาคต
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- รายได้จากการขาย: เพิ่มขึ้น 11.01% ใน Q2/69 สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดและการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ แต่ภาพรวมครึ่งปีแรกยังลดลง 10.04% เนื่องจากตลาดโดยรวมยังฟื้นตัวจำกัด
- ต้นทุนขาย: เพิ่มขึ้น 15.55% ใน Q2/69 ตามการรับรู้รายได้ แต่สำหรับครึ่งปีแรก ต้นทุนขายลดลง 6.58% สะท้อนการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
- ต้นทุนจัดจำหน่าย: ลดลง 23.14% ใน Q2/69 และลดลง 28.64% ในครึ่งปีแรก จากการปรับกลยุทธ์การตลาดให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
- ค่าใช้จ่ายบริหาร: ลดลง 8.03% ใน Q2/69 และลดลง 15.50% ในครึ่งปีแรก จากการควบคุมงบประมาณและบริหารต้นทุนให้สอดคล้องกับปริมาณงาน
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 4,578.58 ล้านบาท ลดลง 3.24% จากสิ้นปี 2568 หนี้สินรวม 1,716.77 ล้านบาท ลดลง 5.98% และส่วนของผู้ถือหุ้น 2,861.81 ล้านบาท ลดลง 1.51% เมื่อเทียบกับปี 2568 เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูลกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงินโดยตรง
สรุปท้าย
NCH ในไตรมาส 2/2569 แสดงสัญญาณบวกจากการขาดทุนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจากการตอบรับมาตรการภาครัฐและการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ ประกอบกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เข้มงวด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและภาวะตลาดที่ยังฟื้นตัวจำกัด โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของผลประกอบการจะขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อผู้บริโภค และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงการและต้นทุนของบริษัทฯ ต่อไป