LEE Q2/2569 กำไรสุทธิทรุด 64% รับกำลังซื้อเกษตรกรอ่อนแอ-ต้นทุนวัตถุดิบผันผวน
รายได้และกำไรสุทธิปรับตัวลดลง YoY และ QoQ ฝ่ายจัดการชี้ปัจจัยหลักจากปริมาณขายหดตัว-ต้นทุนการผลิตที่ยังคงผันผวน
บริษัท ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 27 ล้านบาท ลดลงถึง 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 34% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักมาจากปริมาณการขายที่ลดลง ประกอบกับกำลังซื้อของเกษตรกรที่ยังคงอ่อนแอ ส่งผลให้ลูกค้ามีความระมัดระวังในการสั่งซื้ออาหารสัตว์มากขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
กลุ่มธุรกิจ: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ส่งผลให้ผลประกอบการของ LEE ในไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ ปริมาณการขายที่ลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้จากการขายที่หดตัวลง 17% YoY และ 11% QoQ รวมถึง อัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง จาก 18% ในปีก่อน เหลือเพียง 12% ในไตรมาสนี้ โดยกำไรสุทธิส่วนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ลดลงถึง 64% YoY
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ปริมาณการขายลดลง มาจาก กำลังซื้อของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ยังคงอ่อนแอ จากสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว แรงกดดันด้านราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ระหว่างประเทศ ทำให้เกษตรกรมีความระมัดระวังในการบริหารต้นทุนการเลี้ยง และให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนอาหารสัตว์มากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณคำสั่งซื้อและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ลดลง
ส่วนการที่อัตรากำไรขั้นต้นลดลง เกิดจาก ต้นทุนขายลดลงในอัตราที่น้อยกว่ารายได้จากการขาย ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง ปลาป่น รำขาว และปลายขาว รวมถึงต้นทุนพลังงานที่ยังคงผันผวน ประกอบกับปริมาณการผลิตที่ลดลงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้กำลังการผลิต ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้น แม้บริษัทจะมีความพยายามบริหารต้นทุนผ่านการวางแผนจัดซื้อ การควบคุมประสิทธิภาพการผลิต และการใช้พลังงานจากโครงการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากราคาวัตถุดิบและปริมาณการผลิตที่ลดลงได้
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อกำไร เช่น การบันทึกค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงผลขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพจำนวน 2 ล้านบาท
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว แต่ต้องติดตาม จากข้อมูลในเอกสาร ระบุว่าสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของเกษตรกรยังคงอ่อนแอ ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันหลักที่ส่งผลต่อปริมาณการขาย อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการติดตามภาวะตลาดอย่างใกล้ชิด ปัจจัยด้านราคาวัตถุดิบและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยที่บริษัทต้องบริหารจัดการอย่างสม่ำเสมอ การปรับราคาขายอาจไม่ทันกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในบางครั้ง ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องได้
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง 64% YoY: กำไรสุทธิส่วนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 27 ล้านบาท ลดลงจาก 76 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้จากการขายหดตัว 17% YoY: อยู่ที่ 593 ล้านบาท จาก 714 ล้านบาทในปีก่อน
- อัตรากำไรขั้นต้นลดลง: อยู่ที่ 12% จาก 18% ในปีก่อน
- ปริมาณการขายลดลง: เป็นสาเหตุหลักของรายได้ที่ลดลง เนื่องจากกำลังซื้อเกษตรกรอ่อนแอ
- ต้นทุนขายลดลงน้อยกว่ารายได้: ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง จากความผันผวนของวัตถุดิบและประสิทธิภาพการผลิต
- มีรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ: เกิดขึ้นครั้งแรกในไตรมาสนี้ จำนวน 1 ล้านบาท
- การจำหน่ายหุ้นซื้อคืน: ที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติการจำหน่ายหุ้นซื้อคืนจำนวน 31.2 ล้านหุ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
บริษัทมีรายได้จากการขายในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 593 ล้านบาท ลดลง 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายที่ลดลง ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มีความระมัดระวังในการบริหารต้นทุนการเลี้ยง และให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนอาหารสัตว์มากขึ้น ซึ่งมีผลต่อปริมาณคำสั่งซื้อและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับภาวะตลาด
ต้นทุนขายในไตรมาสนี้อยู่ที่ 519 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายลดลงในอัตราที่น้อยกว่ารายได้จากการขาย เนื่องจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและต้นทุนพลังงาน ประกอบกับปริมาณการผลิตที่ลดลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้กำลังการผลิต
ส่งผลให้กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 74 ล้านบาท ลดลง 42% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 12% ลดลงจาก 18% ในปีก่อน และ 13% ในไตรมาสก่อนหน้า
กำไรสุทธิส่วนที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ อยู่ที่ 27 ล้านบาท ลดลง 64% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 34% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.03 บาท
โอกาส
- การบริหารต้นทุนวัตถุดิบ: บริษัทให้ความสำคัญกับการวางแผนจัดซื้อ การบริหารสูตรการผลิต และการควบคุมประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุน
- การใช้พลังงานทดแทน: การใช้พลังงานจากโครงการติดตั้งหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ ช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานบางส่วน
- การบริหารความเสี่ยงลูกหนี้: บริษัทดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยเน้นการบริหารความเสี่ยงด้านลูกหนี้การค้า และใช้นโยบายการขายที่รัดกุม
ความเสี่ยง
- ราคาวัตถุดิบผันผวน: โครงสร้างต้นทุนวัตถุดิบหลักมีความผันผวนสูงตามปริมาณความต้องการ ผลผลิต สภาพอากาศ และภูมิรัฐศาสตร์
- กำลังซื้อเกษตรกรอ่อนแอ: สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกร ทำให้การสั่งซื้ออาหารสัตว์ระมัดระวังมากขึ้น
- ราคาอาหารสัตว์ควบคุมโดยรัฐ: การปรับราคาขายอาจไม่ทันกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: แม้รายได้หลักในประเทศ แต่วัตถุดิบบางส่วนนำเข้า ทำให้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
- ต้นทุนพลังงาน: เป็นต้นทุนสำคัญในการผลิต
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มกำลังซื้อของเกษตรกร และการปรับตัวของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
- ความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก (ข้าวโพด, กากถั่วเหลือง, ปลาป่น) และต้นทุนพลังงาน
- ประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนการผลิต และการใช้กำลังการผลิตของโรงงาน
- การบริหารจัดการหนี้สงสัยจะสูญ และคุณภาพลูกหนี้การค้า
- ผลกระทบจากการจำหน่ายหุ้นซื้อคืนต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นและราคาหุ้น
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร)
- รายได้จากการขาย: แบ่งเป็นอาหารสัตว์น้ำ 55%, อาหารสัตว์บก 43%, อาหารสัตว์เลี้ยง 1%, และพันธุสัตว์/พืชเกษตร 1%
- ต้นทุนขาย: ลดลง 11% YoY แต่ลดลงน้อยกว่ารายได้จากการขาย ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น
- อัตรากำไรขั้นต้น: ลดลงเหลือ 12% จาก 18% YoY เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานผันผวน รวมถึงประสิทธิภาพการผลิตที่ลดลงตามปริมาณการขาย
- ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร: เพิ่มขึ้น 4% YoY แต่เมื่อเทียบกับรายได้จากการขาย อัตราส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 8% เนื่องจากรายได้ลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่
- รายการพิเศษ: มีการบันทึกค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 1 ล้านบาท และขาดทุนจากสินทรัพย์ชีวภาพ 2 ล้านบาท
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ลดลง 3% จากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 3,162 ล้านบาท โดยมีสินทรัพย์หลักคือ สินทรัพย์ทางการเงิน (40%), ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ (30%), สินค้าคงเหลือ (20%), และลูกหนี้การค้า (5%)
- หนี้สินรวม: เพิ่มขึ้น 3% จากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 355 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้การค้า
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น: อยู่ในระดับต่ำที่ 0.13 เท่า
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ลดลง 4% จากสิ้นปี 2568 อยู่ที่ 2,807 ล้านบาท เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผล 178 ล้านบาท
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: เป็นบวก 101 ล้านบาท
- สภาพคล่อง: อัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 11.28 เท่า
สรุปท้าย
ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ของ LEE ได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากกำลังซื้อที่อ่อนแอของเกษตรกร ส่งผลให้ปริมาณการขายและรายได้จากการขายปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้น แม้บริษัทจะพยายามบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิตอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ในขณะที่ฐานะการเงินยังคงแข็งแกร่งและมีสภาพคล่องที่ดี นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มกำลังซื้อของเกษตรกรและความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัทในระยะต่อไป