เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
TCAP กำไร Q2/2569 พุ่ง 24.45% รับแรงหนุนรายได้เงินปันผล-กำไรลงทุน
ข่าวสาร

TCAP กำไร Q2/2569 พุ่ง 24.45% รับแรงหนุนรายได้เงินปันผล-กำไรลงทุน

TCAP P/E 11.08 YIELD 4.06
1 ชั่วโมง 19:17 น. 0 ความเห็น

รายได้-กำไร TCAP Q2/2569 เติบโตเด่น รับปัจจัยบวกจากเงินปันผลและการลงทุน ขณะที่สินเชื่อชะลอตัว

บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทฯ จำนวน 2,642 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 519 ล้านบาท หรือ 24.45% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะรายได้เงินปันผลจากการลงทุน และกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงจากการชะลอตัวของสินเชื่อ

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรสุทธิของ TCAP ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือ การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income) ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 28.86% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายได้เงินปันผลจากการลงทุน และ ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม ที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้กำไรสุทธิส่วนของบริษัทฯ เติบโตถึง 24.45% QoQ

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน:

  • รายได้เงินปันผลจากการลงทุน: เป็นปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเอกสารระบุว่ามีการเพิ่มขึ้นของรายได้เงินปันผลจากการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ
  • กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน: รายการนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 910% QoQ ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
  • ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม: ส่วนนี้เพิ่มขึ้น 4.00% QoQ และ 13.10% YoY ซึ่งบ่งชี้ว่าผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมที่ TCAP ถือหุ้นอยู่ปรับตัวดีขึ้น
  • รายได้จากการดำเนินงานอื่น ๆ: เพิ่มขึ้นถึง 29.73% QoQ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้เงินปันผล การเพิ่มขึ้นของกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม

ในทางตรงกันข้าม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ กลับลดลง 5.42% QoQ เนื่องจากปริมาณสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ปรับตัวลดลงจากการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง ประกอบกับการชะลอตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อรายย่อยตามภาวะเศรษฐกิจ

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

มีโอกาสต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามปัจจัยกดดันสินเชื่อ

การเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะจากเงินปันผลและการลงทุน มีแนวโน้มที่จะเป็นปัจจัยบวกต่อเนื่อง หากการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนยังคงมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกดดันหลักคือ การชะลอตัวของสินเชื่อ ซึ่งเป็นรายได้ดอกเบี้ยหลักของกลุ่มธุรกิจการเงิน ฝ่ายจัดการได้ระบุว่ามีการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังเพื่อสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยในระยะต่อไป

Highlight สำคัญ

  • กำไรสุทธิส่วนของบริษัทฯ Q2/2569 เท่ากับ 2,642 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.45% QoQ จาก 2,123 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า
  • รายได้จากการดำเนินงานสุทธิ Q2/2569 เท่ากับ 3,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.86% QoQ โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย
  • รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ Q2/2569 เท่ากับ 576 ล้านบาท ลดลง 5.42% QoQ เนื่องจากปริมาณสินเชื่อเช่าซื้อลดลง
  • รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย Q2/2569 เท่ากับ 2,956 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.86% QoQ จากการเพิ่มขึ้นของรายได้เงินปันผล, กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม
  • ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น Q2/2569 เท่ากับ 54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86.21% QoQ แต่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 82.03% YoY จาก 462 ล้านบาท
  • กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปี 2569 เท่ากับ 4,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.16% YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่ลดลง

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2569 TCAP มีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทฯ จำนวน 2,642 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.45% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้น 27.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ซึ่งชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิได้

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทฯ จำนวน 4,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.16% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมเฉลี่ย (ROAA) อยู่ที่ 7.11% และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ 12.81% ในไตรมาสนี้

โอกาส

  • การเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย: การเพิ่มขึ้นของรายได้เงินปันผลจากการลงทุน, กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม เป็นปัจจัยบวกที่สำคัญ
  • คุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น: ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ YoY สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทย่อยที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การบริหารจัดการเงินกองทุน: บริษัทประกันภัยในกลุ่มมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง สูงกว่าเกณฑ์ที่ คปภ. กำหนด
  • การลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน: มีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

ความเสี่ยง

  • การชะลอตัวของสินเชื่อ: การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังเพื่อสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย
  • ภาวะเศรษฐกิจไทย: เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่อ่อนแอ
  • ต้นทุนทางการเงิน: มีการปรับโครงสร้างทางการเงินที่ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน: ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของธุรกิจในกลุ่ม

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มการปล่อยสินเชื่อ: การบริหารจัดการการปล่อยสินเชื่อของบริษัทย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อและสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่
  • การบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน: ความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะจากเงินปันผลและกำไรจากการลงทุน
  • คุณภาพสินทรัพย์: การติดตาม NPLs และการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต
  • ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ: การประเมินผลกระทบของเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวต่อการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท
  • การบริหารต้นทุนทางการเงิน: การปรับโครงสร้างทางการเงินและผลกระทบต่อต้นทุนดอกเบี้ยจ่าย

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII): ลดลง 5.42% QoQ เป็น 576 ล้านบาท และลดลง 11.43% YoY เป็น 1,185 ล้านบาท (6M69) สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของสินเชื่อเช่าซื้อของ THANI และการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII): เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น 28.86% QoQ เป็น 2,956 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 25.33% YoY เป็น 5,250 ล้านบาท (6M69) โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้เงินปันผล, กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม

ค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Credit Cost): ใน Q2/69 อยู่ที่ 54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86.21% QoQ แต่ลดลงอย่างมาก 82.03% YoY จาก 462 ล้านบาท สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) (THANI): มีกำไรสุทธิ Q2/69 จำนวน 360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.88% QoQ โดยมีรายได้รวมลดลง แต่ค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลง และค่าใช้จ่ายจากการด้อยค่ารถยึดลดลง ROE อยู่ที่ 10.12%

บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน): มีกำไรสุทธิ Q2/69 จำนวน 442 ล้านบาท ลดลง 0.90% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 57.30% YoY เบี้ยประกันภัยรับรวมลดลง 7.01% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 11.26% YoY จากการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ROE อยู่ที่ 13.88%

เงินกองทุน: บริษัทประกันภัยมีเงินกองทุนสูงกว่าเกณฑ์ คปภ. ที่ 140% โดย ณ สิ้น มิ.ย. 69 อยู่ที่ 653.29%

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 69 อยู่ที่ 157,380 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.75% จากสิ้นปี 2568 โดยมีรายการสำคัญคือ เงินลงทุนสุทธิที่เพิ่มขึ้น 40.42% และเงินลงทุนในบริษัทรวมที่เพิ่มขึ้น 2.06%

เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ: ลดลง 5.73% จากสิ้นปี 2568 เป็น 43,764 ล้านบาท เนื่องจากการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง

หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 69 อยู่ที่ 68,069 ล้านบาท ลดลง 0.86% จากสิ้นปี 2568

ส่วนของเจ้าของรวม: ณ 30 มิ.ย. 69 อยู่ที่ 89,311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.84% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 จำนวน 4,765 ล้านบาท

D/E Ratio: อยู่ที่ 0.76 เท่า ณ 30 มิ.ย. 69

สรุปท้าย

TCAP ในไตรมาส 2 ปี 2569 โชว์ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเติบโตโดดเด่น 24.45% QoQ ขับเคลื่อนหลักจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะจากเงินปันผลและการลงทุน ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังตามภาวะเศรษฐกิจ แม้ว่าค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตจะเพิ่มขึ้น QoQ แต่ยังคงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ YoY สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อในระยะต่อไป และผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอน.

ยังไม่มีความคิดเห็น