SCCC กำไรสุทธิ Q2/2569 พุ่ง 31% รับแรงหนุนจากธุรกิจปูนซีเมนต์และกลุ่ม LANNA
ผลประกอบการแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอน ฝ่ายบริหารเน้นย้ำความยืดหยุ่นและวินัยทางการเงิน
บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การขับเคลื่อนกลยุทธ์อย่างมีวินัย และฐานะทางการเงินที่มั่นคง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังคงมีความท้าทายและไม่แน่นอน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนผลประกอบการของ SCCC ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือการเติบโตที่แข็งแกร่งของ กลุ่มธุรกิจปูนซีเมนต์ และ กลุ่ม LANNA ซึ่งสามารถชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจค้าปลีกได้ทั้งหมด ส่งผลให้กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ของกลุ่มบริษัทโดยรวมเพิ่มขึ้น 16.1% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 30.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- กลุ่มธุรกิจปูนซีเมนต์: ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ได้รับอานิสงส์จากอุปสงค์ในภาคโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ประกอบกับการดำเนินกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพและการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเวียดนามที่สามารถสร้างการเติบโตของ EBITDA ได้โดดเด่นที่สุดในกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ แม้จะมีปริมาณการขายที่ลดลงบ้าง แต่ก็สามารถชดเชยได้ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น
- กลุ่ม LANNA: ฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาถ่านหินที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้นถึง 36.0% และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 466.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน นอกจากนี้ ธุรกิจเอทานอลยังคงมีแนวโน้มเชิงบวกและช่วยสนับสนุนผลประกอบการโดยรวม
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจปูนซีเมนต์ที่ฝ่ายบริหารยังคงมุ่งเน้นการยกระดับประสิทธิภาพเชิงพาณิชย์ การเพิ่มผลิตภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ FIT++ ที่จะช่วยรักษาระดับอัตรากำไรได้ แม้ต้นทุนการผลิตจะยังมีความผันผวน สำหรับกลุ่ม LANNA การฟื้นตัวขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคาโภคภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งอาจมีความผันผวนได้ อย่างไรก็ตาม การที่ฝ่ายบริหารเน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน การขับเคลื่อนกลยุทธ์อย่างมีวินัย และฐานะทางการเงินที่มั่นคง บ่งชี้ถึงความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายและแสวงหาโอกาสในการเติบโตในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิ Q2/2569 เติบโต 31% YoY จาก 1,919 ล้านบาท เป็น 2,490 ล้านบาท (คำนวณจาก EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 16.1% และกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น 30.7% ตามเอกสาร)
- EBITDA กลุ่มบริษัทรวมเพิ่มขึ้น 16.1% YoY สะท้อนความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
- ธุรกิจปูนซีเมนต์ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก โดยเฉพาะในประเทศไทยและเวียดนามที่เติบโตโดดเด่น
- กลุ่ม LANNA ฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากราคาถ่านหินที่สูงขึ้น หนุน EBITDA เพิ่ม 36.0% YoY
- ฐานะการเงินแข็งแกร่ง Gearing อยู่ที่ 36.8% และ Net Debt/EBITDA ที่ 1.25 เท่า
- จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 4.0 บาทต่อหุ้น สะท้อนผลการดำเนินงานที่ดีในช่วงครึ่งแรกปี 2569
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มบริษัท SCCC มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวมเพิ่มขึ้น 16.1% จากปีก่อน เป็นผลมาจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้นของธุรกิจปูนซีเมนต์ในภาค B2B และการฟื้นตัวของธุรกิจถ่านหินและเอทานอลที่ช่วยชดเชยการชะลอตัวของภาคค้าปลีกได้ทั้งหมด ส่งผลให้กำไรสุทธิหลังหักส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม เพิ่มขึ้น 30.7% จากปีก่อน
โอกาส
- การยกระดับโซลูชันและบริการ: การเปลี่ยนผ่านจากการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างไปสู่การนำเสนอโซลูชันที่มีมูลค่าเพิ่มแก่ลูกค้า การร่วมมือทางด้านเทคนิค และการให้บริการแบบครบวงจร จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า
- โครงการ FIT++: การบริหารต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินงานอย่างมีวินัย จะช่วยรักษาระดับอัตรากำไร
- เทคโนโลยีและดิจิทัลไลเซชัน: การยกระดับขีดความสามารถด้านดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า
- โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ (IBS): การเริ่มจ่ายไฟฟ้าเต็มกำลังการผลิตช่วยลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- โครงการ INSEE Chonburi (ICHO): โครงการเหมืองหินแกรนิตแห่งใหม่ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2569
- ภาวะตลาดถ่านหิน: แนวโน้มราคาถ่านหินที่เอื้ออำนวยยังคงสนับสนุนผลประกอบการของกลุ่ม LANNA
ความเสี่ยง
- ความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลก: ฝ่ายจัดการระบุถึงความท้าทายและสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในภาคส่วนต่างๆ
- ความผันผวนของต้นทุนการผลิต: แม้จะมีการบริหารจัดการอย่างมีวินัย แต่ต้นทุนการผลิตยังคงมีความผันผวน
- ข้อจำกัดด้านการดำเนินงานชั่วคราว: ประเทศบังกลาเทศได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านการดำเนินงานชั่วคราว ซึ่งส่งผลให้มีผลขาดทุน EBITDA
- ความล่าช้าของโครงการในภาคธุรกิจน้ำมันและก๊าซ: ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริการภาคอุตสาหกรรม
- อุปสงค์ในตลาดค้าปลีกที่ยังคงอ่อนแอ: ส่งผลกระทบต่อธุรกิจปูนซีเมนต์ในบางพื้นที่
- ปริมาณการขายจากการส่งออกที่ชะลอตัว: ไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและเมียนมา
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- การดำเนินงานในประเทศบังกลาเทศ: ความคืบหน้าในการฟื้นฟูให้การดำเนินงานกลับสู่ภาวะปกติหลังการซ่อมแซมหม้อแปลงไฟฟ้า
- โครงการ INSEE Chonburi (ICHO): ความคืบหน้าในการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2569
- การบริหารจัดการต้นทุน: การรักษาอัตรากำไรท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนการผลิต
- การขยายธุรกิจสู่โซลูชัน: ความคืบหน้าของการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นพันธมิตรที่มุ่งเน้นโซลูชันสำหรับลูกค้า
- แนวโน้มราคาโภคภัณฑ์: โดยเฉพาะราคาถ่านหิน ซึ่งมีผลต่อผลประกอบการของกลุ่ม LANNA
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
ในฐานะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง SCCC ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการผลประกอบการท่ามกลางความท้าทายต่างๆ แม้ว่าเอกสารจะไม่ได้ระบุถึงตัวเลขการโอน (Presale/Backlog) โดยตรง แต่การเติบโตของรายได้และกำไรในธุรกิจปูนซีเมนต์และคอนกรีตผสมเสร็จ สะท้อนถึงกิจกรรมการก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ได้รับแรงหนุนจากโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
- ธุรกิจปูนซีเมนต์: มีการเติบโตของรายได้จากการขายสุทธิ 3.6% YoY และ EBITDA เพิ่มขึ้น 14.3% YoY โดยประเทศไทยยังคงเป็นแหล่งรายได้หลัก และเวียดนามแสดงการเติบโตของ EBITDA ที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ
- ธุรกิจคอนกรีต หิน และทราย: รายได้จากการขายสุทธิเพิ่มขึ้น 33.7% YoY โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จ (Ready-mixed Concrete) ที่มีปริมาณการขายสูงขึ้น แม้ EBITDA จะลดลง 2.0% YoY เนื่องจากผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงของธุรกิจหินและทราย และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นชั่วคราว
- ต้นทุนก่อสร้าง: มีการกล่าวถึงการบริหารต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลดอัตราการใช้ปูนเม็ด (Clinker Factor) และการใช้พลังงานทดแทน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยควบคุมต้นทุนการผลิต
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ฐานะการเงินของกลุ่มบริษัทยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Gearing) อยู่ที่ 36.8% และหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ 1.25 เท่า สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการหนี้สินที่ดี นอกจากนี้ บริษัทยังมีสถานะเงินสดสุทธิรวม 5.4 พันล้านบาท (ไม่รวมเงินลงทุนระยะสั้นของ LANNA) ซึ่งช่วยสนับสนุนการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการเติบโตของธุรกิจ พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการทำกำไรและความมั่นคงของผลประกอบการในระยะยาว
สรุปท้าย
SCCC โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่น่าประทับใจ โดยมีกำไรสุทธิเติบโตถึง 31% YoY เป็นผลมาจากความแข็งแกร่งของธุรกิจปูนซีเมนต์ที่ได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในภาคโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม รวมถึงการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นของกลุ่ม LANNA จากราคาถ่านหินที่สูงขึ้น แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของต้นทุนการผลิต แต่ฝ่ายบริหารยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับประสิทธิภาพ การบริหารต้นทุน และการพัฒนาโซลูชันใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้บริษัทมีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายและแสวงหาโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว