NCAP สรุปผลประกอบการ Q2/2569
NCAP กำไร Q2/2569 พุ่ง 34% รับแรงหนุนสินเชื่อเช่าซื้อโตต่อเนื่อง
ฝ่ายจัดการ NCAP เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 กำไรสุทธิพุ่ง 34.12% แตะ 196.63 ล้านบาท จากรายได้รวมที่เติบโต 9.72% โดยมีปัจจัยหลักมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนกำไรของ NCAP ในไตรมาส 2 ปี 2569 คือการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท โดยกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 34.12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจหลักของผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาสนี้คือ การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อ ซึ่งเติบโตถึง 10.80% หรือ 44.05 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่จำนวนสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการยังเติบโตได้ดีที่ 11.17% จากรายได้ค่าบริการเกี่ยวกับประกันภัย
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
การเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อเป็นผลโดยตรงมาจากการที่บริษัทสามารถขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการสินเชื่อเช่าซื้อในตลาดที่ยังคงมีอยู่ และความสามารถของบริษัทในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ ในขณะเดียวกัน บริษัทสามารถบริหารจัดการ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้ดีขึ้น โดยลดลงถึง 12.58% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากชั้นหนี้ของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่ปรับตัวดีขึ้น และการเพิ่มขึ้นของจำนวนสัญญาเช่าซื้อใหม่ ทำให้ต้นทุนการตั้งสำรองลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
มีโอกาสต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ฝ่ายจัดการระบุว่า จำนวนสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ ชั้นหนี้ของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ว่าแนวโน้มเชิงบวกทั้งในด้านการขยายพอร์ตสินเชื่อและการบริหารคุณภาพหนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของพอร์ตสินเชื่อและการบริหารจัดการหนี้เสียเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิเติบโต 34.12% YoY: บริษัท เน็คซ์ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ NCAP รายงานกำไรสุทธิสำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 196.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 146.60 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้รวมเพิ่มขึ้น 9.72%: รายได้รวมในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 589.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 536.99 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้ดอกเบี้ยเช่าซื้อเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก: รายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้น 10.80% เป็น 452.06 ล้านบาท จากจำนวนสัญญาเช่าซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
- ผลขาดทุนด้านเครดิตลดลง: ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง 12.58% เป็น 102.79 ล้านบาท เนื่องจากคุณภาพหนี้ลูกหนี้ดีขึ้น
- ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น: ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 7.22% เป็น 188.57 ล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากค่าตอบแทนพนักงานที่เพิ่มขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการ
สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 NCAP มีกำไรสุทธิ 196.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.12% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้รวม 589.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.72% จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อและรายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมลดลง 2.98% เนื่องจากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 375.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.82% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีรายได้รวม 1,161.65 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.94% และค่าใช้จ่ายรวมลดลง 3.26% ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการผลขาดทุนด้านเครดิตที่ดีขึ้น
โอกาส
- การขยายพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อ: การที่จำนวนสัญญาเช่าซื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างรายได้ดอกเบี้ยที่มั่นคง
- การบริหารคุณภาพหนี้: การที่ชั้นหนี้ของลูกหนี้ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งช่วยลดต้นทุนสำรองและเพิ่มกำไร
- รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ: การเติบโตของรายได้จากค่าบริการเกี่ยวกับประกันภัยเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย
ความเสี่ยง
- การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร: ค่าตอบแทนพนักงานที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไร หากไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้
- การแข่งขันในธุรกิจสินเชื่อ: ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อมีการแข่งขันสูง อาจส่งผลต่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขการให้สินเชื่อ
- ภาวะเศรษฐกิจ: ความผันผวนทางเศรษฐกิจอาจส่งผลต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการเติบโตของจำนวนสัญญาเช่าซื้อ: ติดตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง
- คุณภาพหนี้สิน: จับตาการเปลี่ยนแปลงของชั้นหนี้ลูกหนี้ และการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต
- การบริหารค่าใช้จ่าย: ติดตามการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร โดยเฉพาะค่าตอบแทนพนักงาน
- อัตราดอกเบี้ย: การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายและอัตราดอกเบี้ยตลาด อาจส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินและรายได้ดอกเบี้ย
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: ธุรกิจการเงิน / ธนาคาร / ประกัน / หลักทรัพย์)
ในฐานะผู้ประกอบการในธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อ NCAP แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการรายได้ดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าซื้อเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ
การบริหารจัดการ ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss - ECL) เป็นจุดแข็งที่สำคัญในไตรมาสนี้ การลดลงของ ECL สะท้อนถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการคัดกรองลูกค้าและการบริหารจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพ
รายได้ค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงการกระจายแหล่งรายได้ของบริษัท นอกเหนือจากรายได้ดอกเบี้ยหลัก
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของ ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ที่ส่วนใหญ่มาจากค่าตอบแทนพนักงาน เป็นประเด็นที่ต้องจับตาว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนส่วนนี้ให้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้หรือไม่
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 11,294.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.02% จากสิ้นปี 2568 โดยมีลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อสุทธิเป็นสินทรัพย์หลัก คิดเป็น 96.35% ของสินทรัพย์รวม
หนี้สินรวมอยู่ที่ 5,735.35 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.96% จากสิ้นปี 2568 โดยมีเงินกู้ยืมระยะยาวและระยะสั้นจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น ขณะที่มีการคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด
ส่วนของเจ้าของรวมอยู่ที่ 5,559.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.24% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งเป็นผลมาจากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของอยู่ที่ 1.03 เท่า ลดลงจาก 1.07 เท่า ณ สิ้นปี 2568 บ่งชี้ถึงการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่งขึ้น
สรุปท้าย
NCAP โชว์ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 34.12% เป็นผลจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อและการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรจับตาการบริหารค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงปัจจัยเสี่ยงด้านการแข่งขันและภาวะเศรษฐกิจ เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในระยะต่อไป