UV Q2/2566: กำไรสุทธิพลิกขาดทุนหนัก เหตุรายได้อสังหาฯ ดิ่ง-ต้นทุนพลังงานพุ่ง
รายได้รวมหด 31% กำไรสุทธิพลิกขาดทุน 205.5 ล้านบาท หลังธุรกิจอสังหาฯ โอนวูบ-ต้นทุนพลังงานสูง
บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกขาดทุนสุทธิ 205.5 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 277.2 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้รวมที่ลดลง 31% สู่ระดับ 3,805.9 ล้านบาท จากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับต้นทุนธุรกิจพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
1) หัวใจคืออะไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของ UV ในไตรมาส 2 ปี 2566 พลิกจากกำไรเป็นขาดทุน มาจาก การลดลงอย่างมากของรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับ ต้นทุนธุรกิจพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรขั้นต้นโดยรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ขาดทุน 205.5 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ทำได้ 277.2 ล้านบาท
2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
- รายได้อสังหาริมทรัพย์หดตัว: รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องปรับลดลงถึง 79% หรือ 1,605.9 ล้านบาท เนื่องจากมีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดลดลง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
- ต้นทุนธุรกิจพลังงานเพิ่มขึ้น: แม้รายได้จากธุรกิจพลังงานจะลดลง 12% ตามราคาค่าก๊าซที่ลดลง แต่ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกลับปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจนี้
- ต้นทุนธุรกิจสังกะสีอ๊อกไซด์ลดลงตามราคา: รายได้จากธุรกิจสังกะสีอ๊อกไซด์ลดลง 43% สอดคล้องกับราคาโลหะในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ทำให้ต้นทุนที่เกี่ยวข้องปรับลดลงตามไปด้วย
- การรับรู้รายได้และต้นทุนธุรกิจบริหารงานก่อสร้าง: มีการรับรู้รายได้และต้นทุนจากธุรกิจการบริหารงานก่อสร้างและที่ปรึกษาการลงทุนเต็มไตรมาส ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมรายได้และต้นทุน
3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
ลักษณะครั้งคราว (สำหรับปัจจัยอสังหาริมทรัพย์) / มีโอกาสต่อเนื่อง (สำหรับปัจจัยพลังงานและเศรษฐกิจ)
- อสังหาริมทรัพย์: การโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง แต่การเปิดโครงการใหม่ๆ ในอนาคตอาจช่วยกระตุ้นยอดขายได้
- พลังงาน: ต้นทุนที่สูงขึ้นอาจมีแนวโน้มต่อเนื่อง หากราคาพลังงานยังคงผันผวนตามสถานการณ์โลก
- เศรษฐกิจ: ภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความผันผวนและอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทฯ ต่อไป
Highlight สำคัญ
- ขาดทุนสุทธิ 205.5 ล้านบาท: พลิกจากกำไร 277.2 ล้านบาทใน Q2/2565
- รายได้รวมลดลง 31%: เหลือ 3,805.9 ล้านบาท จาก 5,519.3 ล้านบาทใน Q2/2565
- รายได้อสังหาริมทรัพย์หดตัว 79%: เหลือ 604.9 ล้านบาท จาก 2,085.8 ล้านบาท
- กำไรขั้นต้นลดลง 47%: เหลือ 519.8 ล้านบาท จาก 974.3 ล้านบาท
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: เป็น 232.4 ล้านบาท จาก 216.2 ล้านบาท
- บันทึกสินทรัพย์สิทธิการใช้โครงการสำนักงานทองหล่อ: จำนวน 896.5 ล้านบาท พร้อมภาษีเงินได้รอตัดบัญชี 141 ล้านบาท
ภาพรวมผลประกอบการ
งวด 3 เดือน สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2566:
- รายได้รวม: 3,805.9 ล้านบาท ลดลง 1,700.0 ล้านบาท (-31%) เมื่อเทียบกับปีก่อน
- รายได้ธุรกิจพลังงานลดลง 319.5 ล้านบาท (-12%) ตามราคาค่าก๊าซเฉลี่ย
- รายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลง 1,605.9 ล้านบาท (-79%) จากการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดลดลง
- รายได้ธุรกิจสังกะสีอ๊อกไซด์ลดลง 205.2 ล้านบาท (-43%) ตามราคา LME
- ต้นทุนจากการขาย บริการและให้เช่า: 3,286.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,245.5 ล้านบาท (+27%)
- ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 1,100.7 ล้านบาท (-78%) สอดคล้องกับรายได้
- กำไรขั้นต้น: 519.8 ล้านบาท ลดลง 454.5 ล้านบาท (-47%) อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 18% เป็น 14%
- ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร: 382.1 ล้านบาท ลดลง 117.5 ล้านบาท (-24%)
- กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT): 162.1 ล้านบาท ลดลง 326.0 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ (ขาดทุนสุทธิ): (205.8) ล้านบาท พลิกจากกำไร 243.9 ล้านบาท
- กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่: (205.5) ล้านบาท พลิกจากกำไร 277.2 ล้านบาท
- กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized NP): 76.2 ล้านบาท ลดลง 384.7 ล้านบาท
งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2566:
- รายได้รวม: 12,313.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,040.2 ล้านบาท (+20%)
- รายได้ธุรกิจพลังงานเพิ่มขึ้น 2,726.0 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้เต็มปีและราคาค่าก๊าซ/ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น
- รายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลดลง 1,024.1 ล้านบาท (-36%)
- รายได้ธุรกิจสังกะสีอ๊อกไซด์ลดลง 339.1 ล้านบาท (-26%)
- ต้นทุนจากการขาย บริการและให้เช่า: 10,674.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,893.9 ล้านบาท (+22%)
- กำไรขั้นต้น: 1,639.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.3 ล้านบาท (+10%) อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเล็กน้อยจาก 14% เป็น 13%
- กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT): 1,617.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 986.9 ล้านบาท
- กำไรสุทธิ: 706.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 547.7 ล้านบาท
- กำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่: 500.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 264.3 ล้านบาท
- กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalized NP): 309.5 ล้านบาท ลดลง 184.7 ล้านบาท
โอกาส
- ธุรกิจพลังงาน: การรับรู้รายได้เต็มปีและราคาค่าก๊าซและค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหนุนรายได้และกำไรในระยะยาว
- ธุรกิจการบริหารงานก่อสร้างและที่ปรึกษาการลงทุน: การรับรู้รายได้เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรก แสดงถึงการขยายฐานรายได้ใหม่
- การลงทุนในธุรกิจใหม่: การเข้าลงทุนในธุรกิจตู้แช่เชิงพาณิชย์ที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต เพื่อสร้างความสมดุลของโครงสร้างการลงทุนและเพิ่มรายได้สม่ำเสมอ
- การปรับโครงสร้างเงินกู้: อยู่ระหว่างพิจารณาเพื่อลดต้นทุนทางการเงิน
ความเสี่ยง
- ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเงินเฟ้อสูง: ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
- การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย: เพิ่มภาระต้นทุนทางการเงินและลดกำลังซื้อ
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: จากสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลก
- ราคาพลังงานและวัตถุดิบ: ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต้นทุน
- การโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์: ความล่าช้าหรือการลดลงของการโอน อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์โครงการอสังหาริมทรัพย์: จะฟื้นตัวได้เมื่อใด และมีโครงการใหม่ที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายหรือไม่
- ทิศทางราคาพลังงานและวัตถุดิบ: จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนธุรกิจพลังงานและสังกะสีอ๊อกไซด์อย่างไร
- ความคืบหน้าการปรับโครงสร้างหนี้: จะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินได้มากน้อยเพียงใด
- ผลการดำเนินงานของธุรกิจใหม่: การลงทุนใน STI และธุรกิจตู้แช่เชิงพาณิชย์ จะสร้างผลตอบแทนได้ตามคาดหรือไม่
- การบริหารจัดการต้นทุน: ความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง)
- ยอดโอนกรรมสิทธิ์: ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสนี้ (-79%) สะท้อนถึงภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว และกำลังซื้อที่อ่อนแอ
- อัตรากำไรขั้นต้นโครงการ: ปรับลดลงจาก 30% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 26% ในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับลดลงของรายได้ที่มากกว่าการปรับลดลงของต้นทุน
- Backlog: เอกสารไม่ได้ระบุข้อมูล Backlog ของโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยตรง แต่การลดลงของยอดโอนสะท้อนถึง backlog ที่ลดลง หรือการรับรู้รายได้ที่ช้าลง
- การเปิดโครงการใหม่: ไม่ได้ระบุข้อมูลการเปิดโครงการใหม่ในเอกสารนี้
- ต้นทุนก่อสร้าง: ไม่ได้ระบุข้อมูลต้นทุนก่อสร้างโดยตรง แต่ต้นทุนขายอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงสอดคล้องกับยอดโอนที่ลดลง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 41,745.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จาก 39,852.4 ล้านบาท ณ 30 ก.ย. 2565
- สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากเงินฝากสถาบันการเงินและสินทรัพย์จาก STI
- สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น จากค่าความนิยมจากการซื้อ STI และสินทรัพย์สิทธิการใช้โครงการสำนักงานทองหล่อ
- หนี้สินรวม: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 26,891.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จาก 26,299.8 ล้านบาท ณ 30 ก.ย. 2565
- หนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น จากเงินกู้ยืมระยะสั้นธุรกิจพลังงาน และเจ้าหนี้โครงการสำนักงานทองหล่อ
- หนี้สินไม่หมุนเวียนเพิ่มขึ้น จากหนี้สินตามสัญญาเช่า และหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี
- ส่วนของผู้ถือหุ้น: ณ 30 มิ.ย. 2566 อยู่ที่ 14,853.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จาก 13,552.6 ล้านบาท ณ 30 ก.ย. 2565 จากผลการดำเนินงาน
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E): ลดลงจาก 1.94 เท่า เป็น 1.81 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
- กระแสเงินสด: เอกสารไม่ได้ให้รายละเอียดกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน การลงทุน หรือการจัดหาเงินโดยตรง
สรุปท้าย
UV ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับความท้าทายจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อรายได้และกำไรขั้นต้นอย่างรุนแรง ประกอบกับต้นทุนในธุรกิจพลังงานที่ยังคงเป็นแรงกดดัน แม้ว่าธุรกิจพลังงานและธุรกิจบริหารงานก่อสร้างจะมีการเติบโตและรับรู้รายได้เต็มที่ขึ้น แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ทั้งหมด ทำให้บริษัทฯ พลิกขาดทุนสุทธิ อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ลดลง รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ที่กำลังพิจารณา อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระยะต่อไป นักลงทุนควรจับตาแนวโน้มการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์และทิศทางราคาพลังงาน รวมถึงความคืบหน้าในการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในอนาคต