VIBHA Q2/2566 กำไรสุทธิหดตัว 75% รับผลกระทบโควิด-19 ซาลง-ค่าใช้จ่ายแลกเปลี่ยนพุ่ง
รายได้รวม Q2/66 ลดลง 48.2% YoY แต่ฟื้นตัว 6.5% QoQ ขณะที่กำไรสุทธิหดตัวแรง 75.1% YoY แต่เพิ่มขึ้น 12.0% QoQ
บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี จำกัด (มหาชน) หรือ VIBHA รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้รวม 2,872.1 ล้านบาท ลดลง 48.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ปรับตัวดีขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 284.3 ล้านบาท ลดลง 75.1% YoY แต่เพิ่มขึ้น 12.0% QoQ โดยปัจจัยหลักมาจากรายได้จากการรักษาโควิด-19 ที่ลดลง และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อผลประกอบการของ VIBHA ในไตรมาส 2 ปี 2566 คือ การเปลี่ยนแปลงของรายได้จากการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
รายได้จากการรักษาโควิด-19 ลดลง: ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 ฐานรายได้จากการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง ประกอบกับการที่ภาครัฐยกเลิกโครงการสนับสนุนการรักษา ทำให้รายได้ส่วนนี้ลดลงอย่างมากในปี 2566 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้รวมของบริษัท
ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น: โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เวียงจันทน์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ประสบปัญหาจากค่าเงินกีบที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นถึง 63.4 ล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 2566 จาก 15.6 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) และกำไรสุทธิ
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
ลักษณะครั้งคราว (มีแนวโน้มลดลง)
- รายได้โควิด-19: คาดว่ารายได้ส่วนนี้จะลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 กลับสู่ภาวะปกติ และภาครัฐได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการรักษา
- ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน: บริษัทกำลังดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินเพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินกีบที่อ่อนค่าลง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566 ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อผลประกอบการในอนาคต
Highlight สำคัญ
- รายได้รวม Q2/66: 2,872.1 ล้านบาท ลดลง 48.2% YoY แต่เพิ่มขึ้น 6.5% QoQ
- กำไรสุทธิ Q2/66: 284.3 ล้านบาท ลดลง 75.1% YoY แต่เพิ่มขึ้น 12.0% QoQ
- รายได้ผู้ป่วยทั่วไป: 1,922.3 ล้านบาท ลดลง 8.5% YoY แต่เพิ่มขึ้น 8.8% QoQ
- รายได้ผู้ป่วยใน: 956.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% YoY
- รายได้ประกันสังคม: 942.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% YoY จากการปรับอัตราค่าบริการเหมารายหัว
- ผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน: 63.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 15.6 ล้านบาทใน Q1/66
- การปรับปรุงโครงสร้างการเงินที่เวียงจันทน์: คาดแล้วเสร็จภายในปี 2566 เพื่อลดผลกระทบค่าเงิน
ภาพรวมผลประกอบการ
งวดหกเดือน ปี 2566:
- รายได้รวม: 5,568.2 ล้านบาท ลดลง 56.0% YoY
- กำไรสุทธิ: 538.2 ล้านบาท ลดลง 83.0% YoY
- เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2562) รายได้รวมเติบโตขึ้น โดยมีรายได้ 4,270.5 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 492.0 ล้านบาท
ไตรมาส 2 ปี 2566:
- รายได้รวม: 2,872.1 ล้านบาท ลดลง 48.2% YoY แต่เพิ่มขึ้น 6.5% QoQ
- กำไรสุทธิ: 284.3 ล้านบาท ลดลง 75.1% YoY แต่เพิ่มขึ้น 12.0% QoQ
โอกาส
- การกลับมาของนักท่องเที่ยว: การเปิดประเทศและการผ่อนคลายมาตรการเดินทาง ส่งผลดีต่อผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ป่วยจากตะวันออกกลางและกลุ่ม CLMV ที่เข้ามาใช้บริการรักษาโรคเฉพาะทาง
- การปรับอัตราค่าบริการประกันสังคม: การปรับเพิ่มอัตราค่าบริการเหมารายหัว (Basic Capitation) จาก 1,640 บาท เป็น 1,808 บาทต่อคนต่อปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2566 ช่วยหนุนรายได้จากผู้ป่วยประกันสังคม
- โครงการความร่วมมือ 5 กลุ่มโรค: การขยายระยะเวลาโครงการนำร่องเพื่อการรักษาด้วยหัตถการ 5 กลุ่มโรค ช่วยเพิ่มรายได้และขยายฐานผู้ป่วยประกันสังคม
- การขยายโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง: การลงทุนในโรงพยาบาลใหม่ 3 แห่ง และการขยายศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง เช่น ศูนย์หัวใจ, ศูนย์เวชศาสตร์ป้องกัน, ศูนย์ศัลยกรรมความงาม ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
- การพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานสากล: การมุ่งสู่มาตรฐาน JCI และ HA ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย โดยเฉพาะชาวต่างชาติ
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน: การอ่อนค่าของเงินสกุลกีบส่งผลกระทบต่อผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนของโรงพยาบาลในลาว
- การแข่งขันในอุตสาหกรรมโรงพยาบาล: การแข่งขันที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อการเติบโตของรายได้และอัตรากำไร
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาครัฐ: การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสาธารณสุขหรือการประกันสังคมอาจส่งผลกระทบต่อรายได้
- การระบาดของโรคตามฤดูกาล: แม้โควิด-19 จะลดลง แต่การระบาดของโรคทางเดินหายใจและไข้เลือดออกในช่วงฤดูฝนอาจส่งผลต่อจำนวนผู้ป่วย
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- ผลการปรับปรุงโครงสร้างทางการเงินที่โรงพยาบาลเวียงจันทน์: จะช่วยลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนได้มากน้อยเพียงใด
- การเติบโตของรายได้จากผู้ป่วยทั่วไปและผู้ป่วยใน: การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหลังโควิด-19
- ความคืบหน้าการก่อสร้างโรงพยาบาลใหม่: ศูนย์มะเร็งรังสีรักษา เกษมราษฎร์อมรี และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ สุวรรณภูมิ
- การขยายฐานผู้ป่วยประกันสังคม: จากโครงการความร่วมมือ 5 กลุ่มโรค และการตรวจสุขภาพเชิงรุก
- การได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI และ HA: ในโรงพยาบาลที่อยู่ระหว่างการพัฒนา
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้ผู้ป่วยทั่วไป: ในไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 1,922.3 ล้านบาท ลดลง 8.5% YoY แต่เพิ่มขึ้น 8.8% QoQ จากการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงพยาบาลแห่งใหม่และการระบาดของโควิด-19 หลังสงกรานต์
- รายได้ผู้ป่วยนอก: 966.2 ล้านบาท ลดลง 22.9% YoY เนื่องจากฐานรายได้สูงในปีก่อนจากการให้บริการวัคซีนทางเลือกโมเดอร์นาและรักษาโควิด-19
- รายได้ผู้ป่วยใน: 956.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.9% YoY จากการระบาดของโควิด-19 หลังสงกรานต์ การกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ (ตะวันออกกลาง, CLMV)
- รายได้ผู้ป่วยประกันสังคม: 942.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.8% YoY และ 5.1% QoQ จากการปรับอัตราค่าบริการเหมารายหัว และโครงการความร่วมมือ 5 กลุ่มโรค
- จำนวนผู้ประกันตน: เฉลี่ย 1,011,997 ราย เพิ่มขึ้น 3.7% YoY จากจำนวนผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น การปรับอัตราค่าบริการ และโครงการ 5 กลุ่มโรค
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
- สินทรัพย์รวม: 17,925.3 ล้านบาท ลดลง 9.5% จากสิ้นปีก่อน ส่วนใหญ่จากการรับชำระค่ารักษาโควิด-19 และการใช้เงินสดชำระปันผลและคืนหนี้
- หนี้สินรวม: 4,957.0 ล้านบาท ลดลง 21.2% จากสิ้นปีก่อน จากการชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้สถาบันการเงิน
- ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม: 12,968.3 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากสิ้นปีก่อน จากกำไรสะสมและการจ่ายปันผล
- อัตราส่วนสภาพคล่อง: 1.5 เท่า (ทรงตัว)
- อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น: 0.4 เท่า (ลดลง)
- กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: 2,048.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
- กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน: ใช้ไป 450.9 ล้านบาท สำหรับการปรับปรุงอาคารโรงพยาบาล
- กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน: ใช้ไป 2,297.8 ล้านบาท สำหรับการจ่ายปันผล, ชำระคืนหุ้นกู้และเงินกู้
สรุปท้าย
VIBHA ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากรายได้จากการรักษาโควิด-19 ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิหดตัวแรงเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ารายได้รวมจะฟื้นตัวขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากการกลับมาของผู้ป่วยทั่วไปและผู้ป่วยต่างชาติ รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราค่าบริการประกันสังคม อย่างไรก็ตาม บริษัทกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน และเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผน ทั้งการเปิดโรงพยาบาลใหม่ การพัฒนาศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง และการยกระดับมาตรฐานบริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว