TSTE กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 20.4% รับผลบวกสัญญาอนุพันธ์หดตัว
TSTE กำไรสุทธิ Q2/66 ลดลง 20.4% รับผลบวกสัญญาอนุพันธ์หดตัว
ฝ่ายบริหารชี้รายได้ขายโตตามผลิตภัณฑ์สาหร่าย-บรรจุภัณฑ์ แต่ถูกหักล้างด้วยต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน
รายได้ขายเติบโตตามผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ต้นทุนการเงินกดดันกำไรสุทธิ
บริษัท ทีเอสทีอี จำกัด (มหาชน) หรือ TSTE รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีกำไรสุทธิ 36.03 ล้านบาท ลดลง 20.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากกำไรจากสัญญาอนุพันธ์ที่ลดลง และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในธุรกิจอาหาร บรรจุภัณฑ์ และพลังงานทดแทน
Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน
หัวใจสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ TSTE ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน มาจาก การลดลงของกำไรจากสัญญาอนุพันธ์ เป็นหลัก ประกอบกับการ เพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงิน จากการลงทุนที่ผ่านมา
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น:
- กำไรจากสัญญาอนุพันธ์ลดลง: ในไตรมาส 2 ปี 2566 กำไรจากสัญญาอนุพันธ์รวมลดลง 10.96 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีกำไรจากสัญญาอนุพันธ์ลดลงถึง 11.36 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิ
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: บริษัทฯ มีการลงทุนเพิ่มในบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจด้านอาหาร บรรจุภัณฑ์ และพลังงานทดแทนในช่วงปีที่ผ่านมา เพื่อลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การลงทุนดังกล่าวส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 6.11 ล้านบาท ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันกำไรสุทธิ
จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่:
ปัจจัยด้านกำไรจากสัญญาอนุพันธ์มักมีความผันผวนและขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด ซึ่งอาจไม่สามารถคาดการณ์การเกิดซ้ำได้ในลักษณะเดียวกัน แต่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางการเงินจากการลงทุนที่ผ่านมา มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในระยะสั้นถึงปานกลาง เนื่องจากเป็นการลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาว
Highlight สำคัญ
- กำไรสุทธิลดลง 20.4%: อยู่ที่ 36.03 ล้านบาท จาก 45.26 ล้านบาทในปีก่อน
- รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 8.18%: อยู่ที่ 534.09 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากผลิตภัณฑ์สาหร่ายและบรรจุภัณฑ์
- รายได้จากการให้เช่าและบริการลดลง 14.02%: อยู่ที่ 97.63 ล้านบาท จากการรับจ้างบรรจุที่ลดลง
- กำไรจากสัญญาอนุพันธ์ลดลง 70.09%: อยู่ที่ 15.64 ล้านบาท จาก 45.26 ล้านบาทในปีก่อน
- ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น: จำนวน 6.11 ล้านบาท จากการลงทุนในธุรกิจอาหาร บรรจุภัณฑ์ และพลังงานทดแทน
ภาพรวมผลประกอบการ
ในไตรมาส 2 ปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 36.03 ล้านบาท ลดลง 9.23 ล้านบาท หรือลดลง 20.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 45.26 ล้านบาท การลดลงนี้เป็นผลมาจากกำไรจากสัญญาอนุพันธ์ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุน แม้ว่ารายได้จากการขายจะเติบโตได้ดี
โอกาส
- การเติบโตของผลิตภัณฑ์สาหร่ายและบรรจุภัณฑ์: รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สาหร่ายจากบริษัท เนเจอร์ เบสท์ฟู้ด จำกัด และรายได้จากการขายบรรจุภัณฑ์จากบริษัท ที เอส โปรแพค จำกัด ที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
- การลงทุนเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ: การลงทุนในธุรกิจอาหาร บรรจุภัณฑ์ และพลังงานทดแทน มีเป้าหมายเพื่อลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่ออัตรากำไรในระยะยาว
ความเสี่ยง
- ความผันผวนของกำไรจากสัญญาอนุพันธ์: การเปลี่ยนแปลงของกำไรจากสัญญาอนุพันธ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในแต่ละไตรมาส ซึ่งมีความไม่แน่นอนสูง
- ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น: การลงทุนที่ผ่านมาส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันกำไรสุทธิหากรายได้และกำไรจากการดำเนินงานไม่สามารถชดเชยได้ทันท่วงที
- การลดลงของรายได้จากการให้เช่าและบริการ: รายได้จากการรับจ้างบรรจุที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจบริการบางส่วน
สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ
- แนวโน้มรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สาหร่ายและบรรจุภัณฑ์ในไตรมาสถัดไป
- ผลกระทบของต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นต่อกำไรสุทธิในระยะยาว
- ความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
- ความผันผวนของกำไรจากสัญญาอนุพันธ์ และผลกระทบต่อผลประกอบการโดยรวม
- การรับรู้รายได้จากธุรกิจผลิตภัณฑ์สาหร่ายที่บริษัท เนเจอร์ เบสท์ฟู้ด จำกัด
รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: บริการ)
- รายได้จากการขาย: เติบโต 8.18% มาอยู่ที่ 534.09 ล้านบาท โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือ รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สาหร่าย 88.90 ล้านบาท และรายได้จากการขายบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น 14.81 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายแป้งสาลีลดลง 48.84 ล้านบาท และรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลง 17.60 ล้านบาท
- รายได้จากการให้เช่าและบริการ: ลดลง 14.02% มาอยู่ที่ 97.63 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการรับจ้างบรรจุที่ลดลง 17.13 ล้านบาท แม้ว่ารายได้ท่าเทียบเรือจะเพิ่มขึ้น 2.88 ล้านบาท
- ต้นทุนจากการให้เช่าและบริการ: ลดลง 20.22% มาอยู่ที่ 51.62 ล้านบาท สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลง
ฐานะการเงินและกระแสเงินสด
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 5,670.61 ล้านบาท หนี้สินรวม 1,835.81 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 3,834.80 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.48 และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest-Bearing D/E Ratio) อยู่ที่ 0.32 ซึ่งแสดงถึงฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
สรุปท้าย
TSTE ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันจากกำไรจากสัญญาอนุพันธ์ที่ลดลงและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีสัญญาณที่ดีจากรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์สาหร่ายและบรรจุภัณฑ์ที่เติบโตขึ้น การบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินและติดตามผลการดำเนินงานของธุรกิจใหม่ๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนผลประกอบการในอนาคต