เข้าสู่ระบบ สมัครฟรี
SFT กำไรสุทธิ Q2/66 หดตัว 42.8% YoY รับต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าไฟพุ่ง
ข่าวสาร

SFT กำไรสุทธิ Q2/66 หดตัว 42.8% YoY รับต้นทุนวัตถุดิบ-ค่าไฟพุ่ง

SFT P/E 9.37 YIELD 5.00
2 อาทิตย์ 04:21 น. 0 ความเห็น

รายได้โต 11.1% แต่แรงกดดันต้นทุนฉุดกำไรสุทธิวูบ ฝ่ายจัดการเร่งบริหารค่าใช้จ่าย-ติดตั้ง Solar Rooftop

บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2566 มีรายได้จากการดำเนินงานเติบโต 11.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 245.27 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิกลับปรับตัวลดลงถึง 42.8% มาอยู่ที่ 13.25 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจากการสำรองไว้ ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายคงที่จากการขยายธุรกิจและโรงงานใหม่

Hero: หัวใจกำไร — สาเหตุหลักที่ทำให้ผลประกอบการเปลี่ยน

1) หัวใจคืออะไร

หัวใจหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ SFT ในไตรมาส 2 ปี 2566 ปรับตัวลดลง 42.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 13.25 ล้านบาท เกิดจาก แรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ยังคงเฉลี่ยสูงจากการสำรองไว้ในปีที่ผ่านมา ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายคงที่ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจและโรงงานแห่งใหม่ แม้ว่ารายได้จากการดำเนินงานจะเติบโตได้ถึง 11.1% เป็น 245.27 ล้านบาทก็ตาม

2) ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ฝ่ายจัดการระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ยังคงสูงในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ส่งผลกระทบต่อต้นทุนขาย แม้ว่าทิศทางราคาวัตถุดิบจะเริ่มปรับตัวลดลงแล้วก็ตาม นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของค่าไฟฟ้าต่อหน่วยตามค่า Ft และอัตราค่าไฟฟ้าของโรงงานแห่งใหม่ที่สูงกว่าปกติชั่วคราว รวมถึงค่าใช้จ่ายคงที่ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายธุรกิจ เช่น ค่าใช้จ่ายผลตอบแทนพนักงานฝ่ายผลิตที่เพิ่มขึ้น และค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรและอาคารที่เพิ่มขึ้นจากการเริ่มดำเนินการโรงงานแห่งใหม่ ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันอัตรากำไรขั้นต้นให้ลดลงจาก 25.1% ใน Q2/2565 มาอยู่ที่ 20.7% ใน Q2/2566

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขอใบรับรองระบบ BRC Global Standard Packaging Materials Issue 6 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสนี้ ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิโดยรวม

3) จะเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

ยังไม่ชัดเจน ต้องติดตาม ฝ่ายจัดการได้ดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftop ในโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งจะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในเดือนมิถุนายน 2566 และคาดว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับไฟฟ้าได้ประมาณ 10%-20% ต่อปีในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีต่อต้นทุนในไตรมาสถัดไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเน้นการบริหารจัดการกำลังการผลิตและอัตรากำลังคนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการขยายฐานลูกค้า เพื่อให้สามารถใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มต้นทุนที่ดีขึ้นในไตรมาสถัดไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังคงค้างจากการสำรอง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขอใบรับรอง BRC อาจยังคงมีอยู่บ้างในระยะสั้น

Highlight สำคัญ

  • รายได้เติบโต 11.1% YoY: มาจากการเพิ่มขึ้นของยอดคำสั่งซื้อฉลากฟิล์มหดรัดรูป โดยเฉพาะระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) จากลูกค้ากลุ่มเครื่องดื่มและเครื่องสำอาง
  • กำไรสุทธิหดตัว 42.8% YoY: สาเหตุหลักจากต้นทุนวัตถุดิบที่ยังสูง, ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น, และค่าใช้จ่ายคงที่จากการขยายธุรกิจและโรงงานใหม่
  • อัตรากำไรขั้นต้นลดลง: จาก 25.1% ใน Q2/2565 เหลือ 20.7% ใน Q2/2566 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายคงที่ที่สูงขึ้น
  • ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 102.3% YoY: จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะยาวและค่าบริการสินเชื่อเพื่อนำเข้าวัตถุดิบ
  • ติดตั้ง Solar Rooftop แล้วเสร็จ: คาดช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 10-20% ต่อปีในระยะยาว และเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ในเดือนมิถุนายน 2566
  • ได้รับใบรับรอง BRC: ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์อาหาร เพิ่มความเชื่อมั่นลูกค้าและโอกาสขยายตลาดส่งออก

ภาพรวมผลประกอบการ

ในไตรมาส 2 ปี 2566 SFT มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 245.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากการเติบโตของรายได้จากการผลิตฉลากฟิล์มหดรัดรูป โดยเฉพาะระบบการพิมพ์กราเวียร์ (Gravure Printing) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและเครื่องสำอางเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.7% YoY เป็น 194.43 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 8.4% YoY อยู่ที่ 50.84 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 25.1% เป็น 20.7%

ค่าใช้จ่ายในการขายและจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 6.2% YoY เป็น 10.31 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 27.1% YoY เป็น 22.91 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากการขยายธุรกิจและโรงงานใหม่ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขอใบรับรอง BRC

ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 102.3% YoY เป็น 2.43 ล้านบาท จากดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะยาวและค่าบริการสินเชื่อเพื่อนำเข้าวัตถุดิบ

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้กำไรก่อนภาษีเงินได้ลดลง 42.8% YoY อยู่ที่ 16.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิลดลง 42.8% YoY อยู่ที่ 13.25 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 5.4% ลดลงจาก 10.4% ในปีก่อน

เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 5.5% QoQ เป็น 245.27 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้จากการพิมพ์กราเวียร์และดิจิตอล รวมถึงบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว อย่างไรก็ตาม รายได้จากการขายอื่นลดลง 20.2% QoQ

ในด้านกำไรขั้นต้นมีการปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก 49.8% QoQ เป็น 50.84 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 14.6% เป็น 20.7% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบฟิล์มใสปรับตัวลดลง และปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)

กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 298.0% QoQ เป็น 13.25 ล้านบาท จากปัจจัยบวกด้านรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 รายได้จากการดำเนินงานรวม 477.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% YoY แต่กำไรสุทธิลดลง 58.4% YoY อยู่ที่ 16.59 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงในช่วงต้นปี และค่าใช้จ่ายคงที่จากการขยายธุรกิจ

โอกาส

  • การเติบโตของลูกค้ากลุ่มเครื่องดื่มและเครื่องสำอาง: เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนรายได้จากการพิมพ์กราเวียร์
  • การขยายตลาดลูกค้ากลุ่มอาหาร: หนุนการเติบโตของรายได้จากการพิมพ์ดิจิตอล
  • ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนตัว: มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และคำสั่งซื้อจากลูกค้าใหม่
  • การได้รับใบรับรอง BRC: เพิ่มความน่าเชื่อถือและเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะตลาดส่งออก
  • การติดตั้ง Solar Rooftop: ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว และสะท้อนความมุ่งมั่นด้าน ESG
  • การบุกตลาด Green Packaging: เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ลูกค้า

ความเสี่ยง

  • ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ: แม้มีแนวโน้มลดลง แต่การสำรองวัตถุดิบในอดีตยังคงส่งผลกระทบต่อต้นทุน
  • ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น: เป็นปัจจัยกดดันต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
  • ค่าใช้จ่ายคงที่จากการขยายธุรกิจ: การเริ่มดำเนินการโรงงานใหม่ทำให้มีค่าใช้จ่ายค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายบุคลากรเพิ่มขึ้น
  • ค่าใช้จ่ายพิเศษ: ค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรอง BRC ส่งผลกระทบต่อผลกำไรในไตรมาสนี้
  • ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น: จากการกู้ยืมเพื่อรองรับการลงทุนและการดำเนินงาน

สิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

  • แนวโน้มราคาวัตถุดิบ: การปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดแรงกดดันต่อ GPM
  • ผลการดำเนินงานหลังติดตั้ง Solar Rooftop: การลดลงของค่าไฟฟ้าจะเป็นรูปธรรมมากขึ้นในไตรมาสถัดไป
  • การใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่: ประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนคงที่
  • การขยายฐานลูกค้าและการเติบโตของยอดขาย: โดยเฉพาะในกลุ่ม Green Packaging และลูกค้าที่ได้รับใบรับรอง BRC
  • การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายคงที่: เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่เพิ่มขึ้น

รายละเอียดเชิงลึก (กลุ่ม: สินค้าอุตสาหกรรม)

  • Utilization: แม้รายได้จากการพิมพ์กราเวียร์จะเติบโต แต่เอกสารไม่ได้ระบุตัวเลข Utilization Rate โดยตรง อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทฯ เน้นการขยายฐานลูกค้าเพื่อให้สามารถใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ บ่งชี้ว่าบริษัทฯ ต้องการเพิ่ม Utilization Rate
  • Order Book: ไม่ได้ระบุตัวเลข Order Book โดยตรง แต่ระบุว่ายอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มลูกค้าเครื่องดื่มและเครื่องสำอาง ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนรายได้
  • ราคาวัตถุดิบ: ฝ่ายจัดการระบุว่าต้นทุนวัตถุดิบหลักในช่วงไตรมาสแรกเฉลี่ยยังสูงจากการสำรองปีที่ผ่านมา แม้ทิศทางราคาเริ่มปรับตัวลดลง
  • GPM: อัตรากำไรขั้นต้นลดลง YoY จาก 25.1% เป็น 20.7% แต่ปรับตัวดีขึ้น QoQ จาก 14.6% เป็น 20.7%
  • ส่งออก: การได้รับใบรับรอง BRC จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าอาหาร
  • ค่าเงิน: มีการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (Mark to Market) จากสัญญา Forward Contract ซึ่งมีมูลค่าคงเหลือน้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้รายได้อื่นลดลง
  • สินค้าคงคลัง: สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 12.76 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป

ฐานะการเงินและกระแสเงินสด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 1,088.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.0% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเงินสดลดลงจากการลงทุนในโรงงานใหม่ แต่ลูกหนี้การค้าและสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นตามยอดขาย

หนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 19.5% จากสิ้นปี 2565 โดยมีเจ้าหนี้การค้าลดลง แต่เงินกู้ยืมระยะสั้นและระยะยาวเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับการนำเข้าวัตถุดิบและการลงทุนเครื่องจักร

ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลง 1.9% จากสิ้นปี 2565 เป็น 742.22 ล้านบาท เนื่องจากการจ่ายเงินปันผล แม้จะมีการรับรู้กำไรจากการดำเนินงาน

อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนลดลงจาก 2.30 เท่า เป็น 1.92 เท่า และอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเร็วลดลงจาก 1.04 เท่า เป็น 0.87 เท่า บ่งชี้ถึงสภาพคล่องที่ลดลงเล็กน้อย

อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพิ่มขึ้นจาก 0.38 เท่า เป็น 0.47 เท่า

สรุปท้าย

SFT ในไตรมาส 2 ปี 2566 เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิ แม้รายได้จะเติบโตได้ดีจากการขยายตัวของลูกค้าในกลุ่มเครื่องดื่มและเครื่องสำอาง การลงทุนในโรงงานใหม่และการติดตั้ง Solar Rooftop รวมถึงการได้รับใบรับรอง BRC เป็นปัจจัยบวกที่คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามแนวโน้มราคาวัตถุดิบและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนคงที่ รวมถึงการขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Green Packaging เพื่อประเมินทิศทางผลประกอบการในอนาคต

ยังไม่มีความคิดเห็น